ย่อ / หลักกฎหมาย
1โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนการขายที่ดินรวม 4 แปลง และมีคำขอให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไปมาด้วย ดังนี้เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่อาจฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน 2 แปลงตามฟ้อง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 43058 และที่ดินโฉนดเลขที่ 43051 ได้ เนื่องจากคดีขาดอายุความ แต่ที่ดินตามฟ้องอีก 2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 และโฉนดที่ดินเลขที่ 13340 โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวได้เพียงกึ่งหนึ่ง คือส่วนซึ่งเป็นของ บ. มารดาโจทก์ ส่วนอีกกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นของ ว. บิดาโจทก์นั้น ไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการโอนได้ เนื่องจากถือว่า ว. ให้จำเลยโดยเสน่หา ซึ่งผลจากคำวินิจฉัยดังกล่าว ทำให้จำเลยยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงนี้อยู่กึ่งหนึ่ง และมีสิทธิใช้ที่ดินทั้งสองแปลงได้ในฐานะเป็นเจ้าของรวมตามหลักกรรมสิทธิ์รวม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1360 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นยกคำขออื่นของโจทก์ ซึ่งมีผลเป็นการยกคำขอของโจทก์ที่ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไป จึงสอดคล้องกับข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินทั้งสองดังกล่าวเพียงกึ่งหนึ่งแล้ว กรณีมิใช่ศาลชั้นต้นกล่าวเพียงตอนท้ายของคำพิพากษาให้ยกคำขอดังกล่าวของโจทก์ โดยมิได้วินิจฉัยให้เหตุผลไว้โดยละเอียดดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา และเมื่อปรากฏจากอุทธรณ์ของโจทก์ว่า
2โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ว่า เนื่องจากที่ดินทั้งสองแปลงเป็นสินสมรสระหว่าง ว. และ บ. การทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าว จึงต้องเป็นการจัดการร่วมกันระหว่าง ว. และ บ. หรือโดยได้รับความยินยอมจาก บ. ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1476 และมาตรา 1480 การที่ ว. ทำนิติกรรมการให้ที่ดินทั้งสองแปลงแก่จำเลย โดยมิได้เป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่าง ว. และ บ. หรือได้รับความยินยอมจาก บ. จึงมิชอบและต้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสองแปลงทั้งหมดกลับคืนมาเป็นสินสมรสระหว่าง ว. และ บ. มิใช่เพิกถอนเพียงกึ่งหนึ่งทั้งโจทก์ยังระบุไว้ในตอนท้ายของอุทธรณ์ว่า และเมื่อจำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแล้ว โจทก์ก็ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยและบริวารอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทดังกล่าวต่อไป ขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาเต็มตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ แสดงว่า
3โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ไว้โดยชัดแจ้ง ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 180 แล้ว กรณีมิใช่โจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้และถือว่าโจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้อีกต่อไป ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ตามฟ้องให้แก่จำเลยตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2560 ทั้งหมด มิใช่เพิกถอนเพียงกึ่งหนึ่ง จำเลยก็จะไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าของรวมในที่ดินทั้งสองแปลงนี้อีกต่อไป ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษต้องมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไปตามคำขอของโจทก์ด้วย จึงจะชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 141, 142, และ 246 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินทั้งสี่แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ระหว่าง นายวีระชาติ กับจำเลยโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอนที่ดินทั้งหมด ให้จำเลยคืนต้นฉบับโฉนดที่ดินทั้งหมดแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไป
2จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13-14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ระหว่างนายวีระชาติ กับจำเลย ตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน ฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2560 กึ่งหนึ่ง ในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนางบุญมี โดยให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงในโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อของนางบุญมีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และ
3จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13–14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ระหว่างนายวีระชาติ กับจำเลย ตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน ฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2560 ทั้งหมด ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ใช้สิทธิฟ้องคดีในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวีระชาติ ผู้ตาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท
4โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้จัดการมรดกของนายวีระชาติและนางบุญมี ขณะมีชีวิตนายวีระชาติและนางบุญมีร่วมกันประกอบกิจการเรือประมงทะเล และจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2526 ที่ดินโฉนดเลขที่ 43058 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/11 ที่ดินโฉนดเลขที่ 43051 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/12 ที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13-14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 นายวีระชาติทำนิติกรรมเป็นผู้ซื้อในระหว่างสมรสและมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ วันที่ 9 มีนาคม 2549 นายวีระชาติทำนิติกรรมจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43058 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/11 และที่ดินโฉนดเลขที่ 43051 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/12 ให้จำเลย นอกจากนี้วันที่ 10 มีนาคม 2560 นายวีระชาติจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13-14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ให้แก่จำเลย วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 นายวีระชาติถึงแก่ความตาย และวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 นางบุญมีถึงแก่ความตาย ในระหว่างที่นายวีระชาติยังมีชีวิตอยู่ นายวีระชาติอยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยด้วยโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกันตั้งแต่ประมาณปี 2525 ถึงปี 2526 จนกระทั่งนายวีระชาติถึงแก่ความตาย นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังรับฟังเป็นยุติได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43058 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินโฉนดเลขที่ 43051 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ไม่ได้เนื่องจากคดีขาดอายุความ
5คดี มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่มีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13 - 14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ด้วยนั้น ชอบหรือไม่ โดยข้อนี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยให้เหตุผลในส่วนที่โจทก์มีคำขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารไว้โดยละเอียด คงกล่าวแต่เพียงในคำพิพากษาตอนท้ายว่า คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ซึ่งรวมถึงยกคำขอให้บังคับขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทตามฟ้องด้วย แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์อีกต่อไป คำขอของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นอันยุตินั้น เห็นว่า
6โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนการขายที่ดินรวม 4 แปลง และมีคำขอให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไปมาด้วย ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่อาจฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน 2 แปลงตามฟ้อง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 43058 และที่ดินโฉนดเลขที่ 43051 ได้ เนื่องจากคดีขาดอายุความ แต่ที่ดินตามฟ้องอีก 2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรม การโอนขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวได้เพียงกึ่งหนึ่ง คือส่วนซึ่งเป็นของนางบุญมี มารดาโจทก์ ส่วนอีกกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นของนายวีระชาติ บิดาโจทก์ นั้นไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการโอนได้เนื่องจากถือว่านายวีระชาติให้จำเลยโดยเสน่หา ซึ่งผลจากคำวินิจฉัยดังกล่าว ทำให้จำเลยยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงนี้อยู่กึ่งหนึ่ง และมีสิทธิใช้ที่ดินทั้งสองแปลงได้ในฐานะเป็นเจ้าของรวมตามหลักกรรมสิทธิ์รวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นยกคำขออื่นของโจทก์ซึ่งมีผลเป็นการยกคำขอของโจทก์ที่ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไป จึงสอดคล้องกับข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินทั้งสองดังกล่าวเพียงกึ่งหนึ่งแล้ว กรณีมิใช่ศาลชั้นต้นกล่าวเพียงตอนท้ายของคำพิพากษาให้ยกคำขอดังกล่าวของโจทก์ โดยมิได้วินิจฉัยให้เหตุผลไว้โดยละเอียดดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา และเมื่อปรากฏจากอุทธรณ์ของโจทก์ว่า
7โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ว่า เนื่องจากที่ดินทั้งสองแปลงเป็นสินสมรสระหว่างนายวีระชาติและนางบุญมี การทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว จึงต้องเป็นการจัดการร่วมกันระหว่างนายวีระชาติและนางบุญมี หรือโดยได้รับความยินยอมจากนางบุญมี ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 และมาตรา 1480 การที่นายวีระชาติทำนิติกรรมการให้ที่ดินทั้งสองแปลงแก่จำเลยโดยมิได้เป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างนายวีระชาติและนางบุญมี หรือได้รับความยินยอมจากนางบุญมี จึงมิชอบและต้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสองแปลงทั้งหมดกลับคืนมาเป็นสินสมรสระหว่างนายวีระชาติและนางบุญมี มิใช่เพิกถอนเพียงกึ่งหนี่ง ทั้งโจทก์ยังระบุไว้ในตอนท้ายของอุทธรณ์ว่า และเมื่อจำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแล้ว โจทก์ก็ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยและบริวารอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทดังกล่าวต่อไป ขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาเต็มตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ แสดงว่า
8โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ไว้โดยชัดแจ้ง ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ 2553 มาตรา 180 แล้ว กรณีมิใช่โจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้และถือว่าโจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้อีกต่อไป ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ตามฟ้องให้แก่จำเลยตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2560 ทั้งหมด มิใช่เพิกถอนเพียงกึ่งหนึ่ง จำเลยก็จะไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าของรวมในที่ดินทั้งสองแปลงนี้อีกต่อไป ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษต้องมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไปตามคำขอของโจทก์ด้วย จึงจะชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141, 142 และ 246 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น คำขอนี้ของโจทก์จึงยุติ และยังคงยกคำขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวของโจทก์มานั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
9พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13-14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
(อภิญญา ธัญญาวินิชกุล - อริยะ นาวินธรรม - ยุพา วงศ์ทองทิว)
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดราชบุรี - นายโอภาส คุรุปราการกิจ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ - นายเกียรติยศ ไชยศิริธัญญา