คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8257/2554

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา · เยาวชนและครอบครัว

ย่อ

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 33, 58, 83, 91, 288, 289, 371 และขอให้กำหนดโทษของจำเลยที่ 1 ที่รอการกำหนดโทษไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ แม้ศาลจะพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 1 ว่ากระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 371, 83 ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่ง ลดโทษให้หนึ่งในห้า คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี และปรับ 40 บาท เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยที่ 1 ไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจจนกว่าจำเลยทั้งสองมีอายุครบ 24 ปีบริบรูณ์ หากจำเลยมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์แล้ว ให้ส่งจำเลยทั้งสองไปจำคุกในเรือนจำมีกำหนดคนละ 10 ปี โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) และวรรคท้าย แต่การส่งจำเลยที่ 1 ไปจำคุกต่อตามมาตรา 104 วรรคท้ายดังกล่าว มิใช่การพิพากษาให้ลงโทษจำคุกโดยแท้ แต่เป็นหนึ่งในวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน มิใช่การลงโทษจำคุกซึ่งเป็นโทษตาม ป.อ. มาตรา 18 ศาลจึงไม่อาจนำโทษจำคุกในคดีก่อนมาบวกตาม ป.อ. มาตรา 58 ได้

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 91, 288, 289, 371 ริบมีดกับปลอกมีดของกลาง และขอให้กำหนดโทษของจำเลยที่ 1 ที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

2จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีก่อนที่ศาลรอการกำหนดโทษไว้ตามฟ้องโจทก์จริง ระหว่างพิจารณานางทองศรี มารดาของผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

3ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันรวมสองกระทงให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 17 ปีเศษ จำเลยที่ 2 อายุ 14 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 สำหรับจำเลยที่ 1 และมาตรา 75 สำหรับจำเลยที่ 2 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 18 วรรคสาม) ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 25 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรปรับคนละ 50 บาท คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในห้าตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี และปรับ 40 บาท ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจจนกว่าจำเลยทั้งสองมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ หลังจากที่จำเลยทั้งสองมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์แล้ว ให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปจำคุกไว้ในเรือนจำจังหวัดลำปางมีกำหนดคนละ 10 ปี ทั้งนี้ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) และวรรคท้าย สำหรับที่โจทก์ขอให้กำหนดโทษจำเลยที่ 1 ที่รอการกำหนดไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4/2547 ปรากฏว่า คดีดังกล่าวศาลมิได้พิพากษาให้รอการกำหนดโทษแต่พิพากษาให้ลงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำความผิดขึ้นอีกภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ศาลได้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 มิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุก (ที่ถูก เมื่อคดีนี้ศาลได้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 และเมื่อจำเลยทั้งสองอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์แล้วให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปจำคุกต่อในเรือนจำจังหวัดลำปาง มีกำหนดคนละ 10 ปีนั้น มิใช่เป็นการพิพากษาให้ลงโทษจำคุกโดยแท้ แต่เป็นหนึ่งในวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ทั้งมิใช่โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18) จึงไม่อาจบวกโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมในสถานพินิจมีกำหนด 1 วัน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 107 โดยให้นับโทษรวมอยู่ในระยะเวลาควบคุมเพื่อฝึกและอบรมที่เปลี่ยนมาจากโทษจำคุก เพื่อมิให้กำหนดเวลาควบคุมเพื่อฝึกและอบรมเกินกว่าจำเลยทั้งสองมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ ริบมีดกับปลอกมีดของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

4จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษากลับให้ยกฟ้องแต่ให้ริบมีดกับปลอกมีดของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 และให้ใช้พระราชบัญญัติใหม่แทน จึงต้องใช้บังคับตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า มีคนร้ายใช้อาวุธมีดฟันศีรษะของผู้ตายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมไม่สามารถนำเด็กชายนริศหรือเหน่ง ประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุมาเบิกความเป็นพยานเนื่องจากเด็กชายนริศย้ายที่อยู่ตามหาตัวไม่พบก็ตาม แต่โจทก์และโจทก์ร่วมมีคำให้การของเด็กชายนริศในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การโดยมีพันตำรวจตรีสมควร พนักงานสอบสวนมาเบิกความรับรองข้อเท็จจริง คำให้การของเด็กชายนริศในชั้นสอบสวน แม้เป็นพยานบอกเล่าแต่เด็กชายนริศได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน นักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการโดยมีการบันทึกภาพและเสียงไว้ด้วยตามแถบวีดิทัศน์วัตถุพยาน อันเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ ซึ่งศาลย่อมรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของเด็กชายนริศได้เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของเด็กชายนริศในชั้นพิจารณาของศาลประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย และมาตรา 226/3 วรรคสอง (2) เด็กชายนริศเป็นพวกเดียวกับ

5จำเลยทั้งสองไม่มีเหตุที่จะให้การปรักปรำจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด จึงเชื่อว่าเด็กชายนริศให้การต่อพนักงานสอบสวนตามความเป็นจริง ประกอบกับจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุม ซึ่งขณะจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมยังไม่มีกฎหมายห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมมารับฟังประกอบการพิจารณาแต่อย่างใด เมื่อบันทึกคำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 เป็นพยานหลักฐานที่ดาบตำรวจนิธิศ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมได้จัดทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป และโจทก์ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานโดยชอบแล้ว จึงนำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 มารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบพยานหลักฐานอื่น และเป็นการสนับสนุนคำให้การของเด็กชายนริศในชั้นสอบสวนให้มีน้ำหนักในการรับฟังมากยิ่งขึ้น ยิ่งกว่านั้นดาบตำรวจนิธิศยังยึดมีดจากจำเลยที่ 1 ที่ใช้กระทำความผิดเป็นของกลาง ทั้งจำเลยทั้งสองนำสืบยอมรับว่า ในคืนเกิดเหตุได้ไปดื่มสุรากับเด็กชายนริศและร่วมไปรุมทำร้ายผู้อื่นก่อนเกิดเหตุ เมื่อฟังพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมประกอบกันดังวินิจฉัยข้างต้นย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบปฏิเสธว่า มิได้กระทำความผิดเห็นว่า ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ที่

6ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์มา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น อนึ่ง ปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2551 มาตรา 6 และมาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 74 ถึงมาตรา 76 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน สำหรับคดีนี้ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 มีอายุ 14 ปีเศษ ซึ่งตามมาตรา 75 (เดิม) กำหนดไว้ว่า ถ้าศาลเห็นว่าไม่สมควรลงโทษก็ให้จัดการตามมาตรา 74 หรือถ้าสมควรลงโทษก็ให้ลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงกึ่งหนึ่ง แต่ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ซึ่งกำหนดไว้ว่าเด็กอายุกว่า 10 ปี แต่ยังไม่เกิน 15 ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดเด็กไม่ต้องรับโทษ แต่ศาลมีอำนาจใช้วิธีการสำหรับเด็กได้ จึงเป็นกรณีที่ต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ที่เป็นคุณมากกว่ามาบังคับแก่จำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 ขณะกระทำความผิดมีอายุ 17 ปีเศษ การลดมาตราส่วนโทษตามมาตรา 76 (เดิม) กำหนดไว้ว่า ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงหนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่งก็ได้ แต่ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ซึ่งกำหนดไว้ว่าถ้าศาลเห็นสมควรพิพากษาลงโทษก็ให้ลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงกึ่งหนึ่ง จึงเป็นกรณีที่ต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ส่วนที่ลดมาตราส่วนโทษที่เป็นคุณมากกว่าบังคับแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

7พิพากษากลับว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมและเมื่อจำเลยที่ 1 อายุยี่สิบสี่ปีแล้วให้ส่งไปจำคุกต่อในเรือนจำตามระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้น อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคท้าย ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 14 ปีเศษ ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (ที่แก้ไขใหม่) แต่ให้ศาลชั้นต้นว่ากล่าวตักเตือนจำเลยที่ 2 แล้วปล่อยตัวไป

(วิกร อังคณาวิศัลย์ - สิริรัตน์ จันทรา - ธราธร ศิลปโอสถ)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.อ. มาตรา 33, ป.อ. มาตรา 58, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 288, ป.อ. มาตรา 289, ป.อ. มาตรา 371, ป.อ. มาตรา 18, ป.อ. มาตรา 76, ป.อ. มาตรา 78, พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 3, ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ, ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี, พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2551 มาตรา 6, ป.อ. มาตรา 74, ป.อ. มาตรา 75, ป.อ. มาตรา 3, ป.วิ.อ. มาตรา 195, พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ