D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7249/2553

ผล: ยืน แพ่ง
รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1ผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับแรก ข้อ 1 ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2668 ให้แก่บุตร 5 คน คนละ 626.8 ตารางวา ข้อ 2 ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เฉพาะส่วนของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 เท่ากับที่ยกให้บุตรตามข้อ 1 ต่อมาผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับที่สองว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 ยินดียกให้โจทก์ทั้งหมด ดังนี้ เห็นได้ว่าเกิดจากการคำนวณเนื้อที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ตายผิดพลาดว่าเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา หรือ 710 ตารางวา แต่ความจริงที่ดินส่วนของผู้ตายมีเนื้อที่เพียง 606.66 ตารางวา เมื่อยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เฉพาะส่วนของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 606.66 ตารางวา ยังไม่ครบตามจำนวนเนื้อที่ดินที่ผู้ตายระบุไว้ตามที่พินัยกรรมฉบับแรก จึงไม่มีที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เหลือแบ่งแก่โจทก์ ข้อกำหนดพินัยกรรมที่ยกที่ดินแก่โจทก์จึงสิ้นผล

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์เป็นทายาทผู้รับพินัยกรรมของนางบุญมาหรือจ่อง เจ้ามรดก จำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก จำเลยที่ 2เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก เจ้ามรดกและจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ตำบลท่าเสา (ดอนไก่ดี) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2528 เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินในส่วนที่ตนเองถือกรรมสิทธิ์ให้โจทก์พร้อมบ้านครัวไฟในที่ดินดังกล่าวอีก 1 หลัง ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2541 หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่กรรมแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้สมคบกับจำเลยที่ 2จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกให้แก่จำเลยที่ 2 โดยปิดบังไม่ให้โจทก์ทราบ อันเป็นการขัดต่อพินัยกรรมและเจตนาของเจ้ามรดก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกตามพินัยกรรม ไม่สามารถนำที่ดินออกให้ผู้อื่นเช่าได้ ซึ่งจะได้ค่าเช่าเดือนละไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท ขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ตำบลท่าเสา (ดอนไก่ดี) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในส่วนของเจ้ามรดกที่จำเลยที่ 1 โอนให้จำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการขอเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร สาขากระทุ่มแบน ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนมรดกเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ให้แก่โจทก์ตามพินัยกรรม หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนากับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเดือนละ 8,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินให้โจทก์

2จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งของศาลฎีกาได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้ามรดกโดยโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 รับไปแล้ว ไม่มีที่ดินเหลือที่จะยกให้แก่โจทก์ เพราะพินัยกรรมระบุว่าที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 แล้ว ยินดีให้แก่โจทก์ เมื่อไม่มีที่ดินเหลือจึงโอนที่ดินให้โจทก์ไม่ได้ ค่าเช่าที่โจทก์เรียกร้องมาสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

3ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ตำบลท่าเสา (ดอนไก่ดี) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2541 และให้จำเลยที่ 1ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางบุญมาหรือจ่อง จดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวจำนวน 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ในส่วนของนางบุญมาตามพินัยกรรมพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2541เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ 1 จะโอนมรดกตามพินัยกรรมของนางบุญมาให้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้น

4จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ภาค 7

5พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เดิมนางบุญมาหรือจ่อง เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2668 เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา ให้แก่บุตร 5 คนได้ที่ดินคนละ 626.8 ตารางวา ตามข้อ 1 และข้อ 2 ของพินัยกรรมระบุยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เฉพาะส่วนของนางจ่องให้แก่จำเลยที่ 2 เท่ากับที่ยกให้บุตรตามข้อ 1 คือจำนวน 626.8 ตารางวา ต่อมานางจ่องทำพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.3 ระบุว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2308 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 ยินดียกให้โจทก์ทั้งหมด จากพินัยกรรมทั้งสองฉบับดังกล่าวนางจ่องแสดงเจตนายกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยระบุยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ส่วนที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ โดยระบุเนื้อที่ดินเฉพาะส่วนของนางจ่องว่ามีจำนวน 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ซึ่งคงเกิดจากการคำนวณเนื้อที่ดินเฉพาะส่วนของตนผิดพลาดว่ามีเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา หรือ 710 ตารางวา แต่ความจริงที่ดินส่วนของนางจ่องมีเนื้อที่เพียง 606.66 ตารางวา ดังนั้น เมื่อยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เฉพาะส่วนของนางจ่องให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 606.66 ตารางวา ซึ่งยังไม่ครบตามจำนวนเนื้อที่ดินที่นางจ่องระบุไว้ตามพินัยกรรมฉบับแรก จึงไม่มีที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เหลือเพื่อแบ่งแก่โจทก์อีก ข้อกำหนดพินัยกรรมที่ให้ยกที่ดินให้แก่โจทก์จึงสิ้นผล

6ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7249/2553นางสมศรี ทรงประกอบโจทก์นายเซี้ยง ทรงประกอบ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 10, ม. 155, ม. 156, ม. 1646, ม. 1684ผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับแรก ข้อ 1 ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2668 ให้แก่บุตร 5 คน คนละ 626.8 ตารางวา ข้อ 2 ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เฉพาะส่วนของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 เท่ากับที่ยกให้บุตรตามข้อ 1 ต่อมาผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับที่สองว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 ยินดียกให้โจทก์ทั้งหมด ดังนี้ เห็นได้ว่าเกิดจากการคำนวณเนื้อที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ตายผิดพลาดว่าเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา หรือ 710 ตารางวา แต่ความจริงที่ดินส่วนของผู้ตายมีเนื้อที่เพียง 606.66 ตารางวา เมื่อยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เฉพาะส่วนของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 606.66 ตารางวา ยังไม่ครบตามจำนวนเนื้อที่ดินที่ผู้ตายระบุไว้ตามที่พินัยกรรมฉบับแรก จึงไม่มีที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เหลือแบ่งแก่โจทก์ ข้อกำหนดพินัยกรรมที่ยกที่ดินแก่โจทก์จึงสิ้นผลโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์เป็นทายาทผู้รับพินัยกรรมของนางบุญมาหรือจ่อง เจ้ามรดก จำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก จำเลยที่ 2เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก เจ้ามรดกและจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ตำบลท่าเสา (ดอนไก่ดี) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2528 เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินในส่วนที่ตนเองถือกรรมสิทธิ์ให้โจทก์พร้อมบ้านครัวไฟในที่ดินดังกล่าวอีก 1 หลัง ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2541 หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่กรรมแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้สมคบกับจำเลยที่ 2จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกให้แก่จำเลยที่ 2 โดยปิดบังไม่ให้โจทก์ทราบ อันเป็นการขัดต่อพินัยกรรมและเจตนาของเจ้ามรดก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกตามพินัยกรรม ไม่สามารถนำที่ดินออกให้ผู้อื่นเช่าได้ ซึ่งจะได้ค่าเช่าเดือนละไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท ขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ตำบลท่าเสา (ดอนไก่ดี) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในส่วนของเจ้ามรดกที่จำเลยที่ 1 โอนให้จำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการขอเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร สาขากระทุ่มแบน ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนมรดกเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ให้แก่โจทก์ตามพินัยกรรม หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนากับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเดือนละ 8,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินให้โจทก์

7จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งของศาลฎีกาได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้ามรดกโดยโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 รับไปแล้ว ไม่มีที่ดินเหลือที่จะยกให้แก่โจทก์ เพราะพินัยกรรมระบุว่าที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 แล้ว ยินดีให้แก่โจทก์ เมื่อไม่มีที่ดินเหลือจึงโอนที่ดินให้โจทก์ไม่ได้ ค่าเช่าที่โจทก์เรียกร้องมาสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

8ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ตำบลท่าเสา (ดอนไก่ดี) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2541 และให้จำเลยที่ 1ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางบุญมาหรือจ่อง จดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวจำนวน 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ในส่วนของนางบุญมาตามพินัยกรรมพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2541เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ 1 จะโอนมรดกตามพินัยกรรมของนางบุญมาให้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้น

9จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ภาค 7

10พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เดิมนางบุญมาหรือจ่อง เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2668 เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา ให้แก่บุตร 5 คนได้ที่ดินคนละ 626.8 ตารางวา ตามข้อ 1 และข้อ 2 ของพินัยกรรมระบุยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เฉพาะส่วนของนางจ่องให้แก่จำเลยที่ 2 เท่ากับที่ยกให้บุตรตามข้อ 1 คือจำนวน 626.8 ตารางวา ต่อมานางจ่องทำพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.3 ระบุว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2308 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 ยินดียกให้โจทก์ทั้งหมด จากพินัยกรรมทั้งสองฉบับดังกล่าวนางจ่องแสดงเจตนายกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยระบุยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ส่วนที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ โดยระบุเนื้อที่ดินเฉพาะส่วนของนางจ่องว่ามีจำนวน 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ซึ่งคงเกิดจากการคำนวณเนื้อที่ดินเฉพาะส่วนของตนผิดพลาดว่ามีเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา หรือ 710 ตารางวา แต่ความจริงที่ดินส่วนของนางจ่องมีเนื้อที่เพียง 606.66 ตารางวา ดังนั้น เมื่อยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เฉพาะส่วนของนางจ่องให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 606.66 ตารางวา ซึ่งยังไม่ครบตามจำนวนเนื้อที่ดินที่นางจ่องระบุไว้ตามพินัยกรรมฉบับแรก จึงไม่มีที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เหลือเพื่อแบ่งแก่โจทก์อีก ข้อกำหนดพินัยกรรมที่ให้ยกที่ดินให้แก่โจทก์จึงสิ้นผล

11ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน(สมชาย พันธุมะโอภาส-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-อาวุธ ปั้นปรีชา)แหล่งที่มาสำนักวิชาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง 2 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 25 ตุลาคม 2528 มีข้อกำหนดยกทรัพย์สินให้แก่ทายาท ดังนี้ ข้อ 1 "ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2668 ...เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา ยกให้ อ. ร. ล. บ. โดยได้รับส่วนแบ่งคนละเท่าๆ กัน" ข้อ 2 "ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2308 ...เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา เฉพาะส่วนของข้าพเจ้ายินดียกให้กับ ญ. จำนวนเท่ากับส่วนที่ยกให้กับบุตรตามข้อ 1 ที่เหลือคงไว้เช่นเดิม" ฉบับที่สองลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2529 มีข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์สิน ดังนี้ ข้อ 1.1 "ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2308 ตลาดกระทุ่มแบน เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ที่เหลือจากยกให้ ญ. ยินดียกให้ ส. ทั้งหมด" การทำพินัยกรรมเป็นการทำนิติกรรมประเภทหนึ่ง ซึ่งต้องนำบทบัญญัติ ตาม ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ 4 นิติกรรมมาใช้บังคับโดยอนุโลม หากบทบัญญัติบรรพ 6 เรื่องพินัยกรรมมิได้บัญญัติไว้ เช่น การแสดงเจตนาลวงหรือการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสองและมาตรา 156 วรรคสอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2538 พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเพื่ออำพรางสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท ซึ่งมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 ประกอบมาตรา 150 สำหรับพินัยกรรมสองฉบับดังกล่าว ผู้ตายมิได้มีเจตนาลวงแต่ประการใดและมิได้สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์เพียงแต่สำคัญผิดเกี่ยวกับจำนวนเนื้อที่ดินว่ามีจำนวนเท่าใดเท่านั้น ดังนั้น พินัยกรรมสองฉบับจึงไม่ตกเป็นโมฆะ เพราะมีเจตนาลวงหรือสำคัญผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสองและมาตรา 156 วรรคสอง ตามลำดับ พินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรมย่อมสิ้นผลหรือเสียเปล่าหรือไร้ผลตามบทบัญญัติในเรื่องพินัยกรรมเท่าที่ผู้เขียนรวบรวมได้มี 16 ประการ (ดูคำอธิบายมรดกของผู้เขียนที่จัดพิมพ์โดยเนติบัณฑิตยสภา เมื่อ 1 สิงหาคม 2551) พินัยกรรมทั้งสองฉบับที่ผู้ตายทำไว้มิได้เข้าหลักเกณฑ์ทั้ง 16 ประการ แต่ประการใด พินัยกรรมเป็นเอกสารชนิดหนึ่ง ซึ่งมีบทบัญญัติในการตีความตาม ป.พ.พ. มาตรา 10 และมาตรา 1684 มาตรา 10 "เมื่อความข้อใดข้อหนึ่งในเอกสารอาจตีความได้สองนัย นัยไหนจะทำให้เป็นผลบังคับได้ ให้ถือเอาตามนัยนั้นดีกว่าที่จะถือเอานัยที่ไร้ผล" มาตรา 1684 "เมื่อความข้อใดข้อหนึ่งในพินัยกรรมอาจตีความได้หลายนัยให้ถือเอาตามนัยที่จะสำเร็จผลตามความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรมนั้นได้ดีที่สุด" คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้วินิจฉัยว่า ร่างพินัยกรรมฉบับที่สองสิ้นผลเป็นการตีความขัดกับมาตรา 10 และน่าจะไม่สอดคล้องกับความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรมตามบทบัญญัติมาตรา 1684 โดยจะเห็นได้ว่าฉบับแรกและฉบับหลังเป็นพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่ทำห่างกันเพียง 7 วัน ผู้ตายสำคัญผิดในเนื้อที่ดินที่ตนมีอยู่ตั้งแต่ทำพินัยกรรมฉบับแรก ซึ่งจะเห็นได้ว่ายกที่ดินให้แก่ ญ. (จำเลยที่ 2) มากกว่าที่ตนมีและยังมีข้อความว่า ที่เหลือคงไว้เช่นเดิม เนื่องจากคำนวณผิดพลาด เมื่อฟังประกอบพินัยกรรมฉบับหลังว่า ที่เหลือยกให้ ญ. (จำเลยที่ 2) ยินดียกให้ ส. (โจทก์) ยิ่งเห็นเจตนาของผู้ตายว่า ผู้ตายมิได้เจตนายกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ให้แก่ ญ. (จำเลยที่ 2) ทั้งหมด แต่มีเจตนายกให้เพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนที่เหลือยกให้แก่โจทก์ ดังนั้น เมื่อที่ดินที่ผู้ตายมีน้อยกว่าความจริง โจทก์และจำเลยที่ 2 ควรได้ที่ดินน้อยลงตามส่วนโดยถืออัตราส่วนระหว่างจำเลยที่ 2 และโจทก์ในอัตราส่วน 626.8 ต่อ 83.2 ของที่ดิน 606.66 ตารางวา ก็จะสำเร็จผลตามความประสงค์ของผู้ตาย ดังที่มาตรา 1684 บัญญัติ ซึ่งเรื่องทำนองนี้เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่พอเทียบเคียงได้ คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2853/2553 พินัยกรรมระบุว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 49 ให้จำเลยจำนวน 3 ไร่ 53 ตารางวา จำเลยร่วมจำนวน 2 งาน ส่วนโจทก์และโจทก์ร่วมได้ที่ดินตามที่บ้านปลูกอยู่มีแนวคูน้ำเป็นเขต เมื่อเจ้าพนักงานไปรังวัดปรากฏว่า ส่วนที่จำเลยและจำเลยร่วมมิได้ถึงจำนวนตามที่ระบุในพินัยกรรม ดังนี้ ส่วนของจำเลยและจำเลยร่วมต้องได้น้อยลงตามส่วน โดยส่วนของโจทก์และของโจทก์ร่วมได้ที่ดินตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5070/2538 เจ้ามรดกมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินเพียง 2 ไร่ 3 งาน 40 ตารางวา แต่กลับทำพินัยกรรมระบุว่า ยกให้ ส. 6 งาน ม.6 งาน พร้อมที่ปลูกบ้าน ว. 6 งาน พร้อมที่ปลูกบ้านและ ต. 3 งาน 20 ตารางวา มากกว่าที่เจ้ามรดกมีอยู่ ดังนี้ ส่วนแบ่งของผู้รับพินัยกรรมต้องลดลงตามสัดส่วนที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกให้ กีรติ กาญจนรินทร์คำพิพากษา: โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์เป็นทายาทผู้รับพินัยกรรมของนางบุญมาหรือจ่อง เจ้ามรดก จำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก จำเลยที่ 2เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก เจ้ามรดกและจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ตำบลท่าเสา (ดอนไก่ดี) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2528 เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินในส่วนที่ตนเองถือกรรมสิทธิ์ให้โจทก์พร้อมบ้านครัวไฟในที่ดินดังกล่าวอีก 1 หลัง ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2541 หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่กรรมแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้สมคบกับจำเลยที่ 2จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกให้แก่จำเลยที่ 2 โดยปิดบังไม่ให้โจทก์ทราบ อันเป็นการขัดต่อพินัยกรรมและเจตนาของเจ้ามรดก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกตามพินัยกรรม ไม่สามารถนำที่ดินออกให้ผู้อื่นเช่าได้ ซึ่งจะได้ค่าเช่าเดือนละไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท ขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ตำบลท่าเสา (ดอนไก่ดี) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในส่วนของเจ้ามรดกที่จำเลยที่ 1 โอนให้จำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการขอเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร สาขากระทุ่มแบน ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนมรดกเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ให้แก่โจทก์ตามพินัยกรรม หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนากับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเดือนละ 8,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินให้โจทก์

12จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งของศาลฎีกาได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้ามรดกโดยโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 รับไปแล้ว ไม่มีที่ดินเหลือที่จะยกให้แก่โจทก์ เพราะพินัยกรรมระบุว่าที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 แล้ว ยินดีให้แก่โจทก์ เมื่อไม่มีที่ดินเหลือจึงโอนที่ดินให้โจทก์ไม่ได้ ค่าเช่าที่โจทก์เรียกร้องมาสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

13ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ตำบลท่าเสา (ดอนไก่ดี) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2541 และให้จำเลยที่ 1ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางบุญมาหรือจ่อง จดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวจำนวน 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ในส่วนของนางบุญมาตามพินัยกรรมพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2541เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ 1 จะโอนมรดกตามพินัยกรรมของนางบุญมาให้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้น

14จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ภาค 7

15พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เดิมนางบุญมาหรือจ่อง เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2668 เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา ให้แก่บุตร 5 คนได้ที่ดินคนละ 626.8 ตารางวา ตามข้อ 1 และข้อ 2 ของพินัยกรรมระบุยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เฉพาะส่วนของนางจ่องให้แก่จำเลยที่ 2 เท่ากับที่ยกให้บุตรตามข้อ 1 คือจำนวน 626.8 ตารางวา ต่อมานางจ่องทำพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.3 ระบุว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2308 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 ยินดียกให้โจทก์ทั้งหมด จากพินัยกรรมทั้งสองฉบับดังกล่าวนางจ่องแสดงเจตนายกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยระบุยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ส่วนที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ โดยระบุเนื้อที่ดินเฉพาะส่วนของนางจ่องว่ามีจำนวน 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ซึ่งคงเกิดจากการคำนวณเนื้อที่ดินเฉพาะส่วนของตนผิดพลาดว่ามีเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา หรือ 710 ตารางวา แต่ความจริงที่ดินส่วนของนางจ่องมีเนื้อที่เพียง 606.66 ตารางวา ดังนั้น เมื่อยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เฉพาะส่วนของนางจ่องให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 606.66 ตารางวา ซึ่งยังไม่ครบตามจำนวนเนื้อที่ดินที่นางจ่องระบุไว้ตามพินัยกรรมฉบับแรก จึงไม่มีที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เหลือเพื่อแบ่งแก่โจทก์อีก ข้อกำหนดพินัยกรรมที่ให้ยกที่ดินให้แก่โจทก์จึงสิ้นผล

16ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7249/2553นางสมศรี ทรงประกอบโจทก์นายเซี้ยง ทรงประกอบ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 10, ม. 155, ม. 156, ม. 1646, ม. 1684ผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับแรก ข้อ 1 ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2668 ให้แก่บุตร 5 คน คนละ 626.8 ตารางวา ข้อ 2 ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เฉพาะส่วนของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 เท่ากับที่ยกให้บุตรตามข้อ 1 ต่อมาผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับที่สองว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 ยินดียกให้โจทก์ทั้งหมด ดังนี้ เห็นได้ว่าเกิดจากการคำนวณเนื้อที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ตายผิดพลาดว่าเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา หรือ 710 ตารางวา แต่ความจริงที่ดินส่วนของผู้ตายมีเนื้อที่เพียง 606.66 ตารางวา เมื่อยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เฉพาะส่วนของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 606.66 ตารางวา ยังไม่ครบตามจำนวนเนื้อที่ดินที่ผู้ตายระบุไว้ตามที่พินัยกรรมฉบับแรก จึงไม่มีที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เหลือแบ่งแก่โจทก์ ข้อกำหนดพินัยกรรมที่ยกที่ดินแก่โจทก์จึงสิ้นผลโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์เป็นทายาทผู้รับพินัยกรรมของนางบุญมาหรือจ่อง เจ้ามรดก จำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก จำเลยที่ 2เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก เจ้ามรดกและจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ตำบลท่าเสา (ดอนไก่ดี) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2528 เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินในส่วนที่ตนเองถือกรรมสิทธิ์ให้โจทก์พร้อมบ้านครัวไฟในที่ดินดังกล่าวอีก 1 หลัง ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2541 หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่กรรมแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้สมคบกับจำเลยที่ 2จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกให้แก่จำเลยที่ 2 โดยปิดบังไม่ให้โจทก์ทราบ อันเป็นการขัดต่อพินัยกรรมและเจตนาของเจ้ามรดก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกตามพินัยกรรม ไม่สามารถนำที่ดินออกให้ผู้อื่นเช่าได้ ซึ่งจะได้ค่าเช่าเดือนละไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท ขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ตำบลท่าเสา (ดอนไก่ดี) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในส่วนของเจ้ามรดกที่จำเลยที่ 1 โอนให้จำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการขอเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร สาขากระทุ่มแบน ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนมรดกเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ให้แก่โจทก์ตามพินัยกรรม หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนากับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเดือนละ 8,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินให้โจทก์

17จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งของศาลฎีกาได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้ามรดกโดยโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 รับไปแล้ว ไม่มีที่ดินเหลือที่จะยกให้แก่โจทก์ เพราะพินัยกรรมระบุว่าที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 แล้ว ยินดีให้แก่โจทก์ เมื่อไม่มีที่ดินเหลือจึงโอนที่ดินให้โจทก์ไม่ได้ ค่าเช่าที่โจทก์เรียกร้องมาสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

18ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ตำบลท่าเสา (ดอนไก่ดี) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2541 และให้จำเลยที่ 1ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางบุญมาหรือจ่อง จดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวจำนวน 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ในส่วนของนางบุญมาตามพินัยกรรมพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2541เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ 1 จะโอนมรดกตามพินัยกรรมของนางบุญมาให้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้น

19จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ภาค 7

20พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เดิมนางบุญมาหรือจ่อง เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2668 เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา ให้แก่บุตร 5 คนได้ที่ดินคนละ 626.8 ตารางวา ตามข้อ 1 และข้อ 2 ของพินัยกรรมระบุยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เฉพาะส่วนของนางจ่องให้แก่จำเลยที่ 2 เท่ากับที่ยกให้บุตรตามข้อ 1 คือจำนวน 626.8 ตารางวา ต่อมานางจ่องทำพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.3 ระบุว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2308 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 ยินดียกให้โจทก์ทั้งหมด จากพินัยกรรมทั้งสองฉบับดังกล่าวนางจ่องแสดงเจตนายกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยระบุยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ส่วนที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ โดยระบุเนื้อที่ดินเฉพาะส่วนของนางจ่องว่ามีจำนวน 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ซึ่งคงเกิดจากการคำนวณเนื้อที่ดินเฉพาะส่วนของตนผิดพลาดว่ามีเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา หรือ 710 ตารางวา แต่ความจริงที่ดินส่วนของนางจ่องมีเนื้อที่เพียง 606.66 ตารางวา ดังนั้น เมื่อยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เฉพาะส่วนของนางจ่องให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 606.66 ตารางวา ซึ่งยังไม่ครบตามจำนวนเนื้อที่ดินที่นางจ่องระบุไว้ตามพินัยกรรมฉบับแรก จึงไม่มีที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เหลือเพื่อแบ่งแก่โจทก์อีก ข้อกำหนดพินัยกรรมที่ให้ยกที่ดินให้แก่โจทก์จึงสิ้นผล

21ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน

(สมชาย พันธุมะโอภาส - ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ - อาวุธ ปั้นปรีชา)