คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 279/2530 ย่อ (หลักกฎหมาย) ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ใดหามีสิทธิครอบครองและมีกรรมสิทธิ์ไม่ การยึดถือครอบครองสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ แก่ผู้ยึดถือครอบครอง ผู้ยึดถือครอบครองหวงกันผู้อื่นได้ก็แต่ขณะที่ยึดถือครอบครองอยู่ เมื่อโจทก์มิใช่ผู้ยึดถือครอบครองแล้ว จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้ครอบครองได้. คำพิพากษา โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตาม ส.ค. 1 เลขที่ 139หมู่ 1 (ขณะนี้เป็นหมู่ที่ 13หมู่ 1 (ขณะนี้เป็นหมู่ที่ 13) ตำบลลานบ่า อำเภอหล่อสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่ประมาณ 18 ไร่ โดยนางหลัก พาหาร บุตรโจทก์เป็นผู้ยกให้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2521 ต่อมาปี พ.ศ. 2523 นางน้อยสุขสวย บุตรโจทก์ได้มาขออาศัยทำกินในที่ดินดังกล่าวทางทิศเหนือเนื้อที่ประมาณ 9 ไร่เศษ โดยสัญญาว่าจะให้ข้าวแก่โจทก์ปีละ1 เกวียน ตลอดไป ครั้นในปี พ.ศ. 2524 นางน้อย สุขสวย ได้นำที่ดินแปลงนี้ไปให้จำเลยทำกิน โดยไม่ได้รับความยินยอม โจทก์ประสงค์จะเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเอง จึงแจ้งให้จำเลยออกไปจากที่ดินแปลงพิพาทเมื่อเดือนมกราคม 2525 จำเลย ไม่ยอมออกไปกลับไถที่ดินเตรียมปลูกข้าว เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ ขอให้ขับไล่จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินแปลงพิพาทจำเลยให้การว่า โจทก์ขายที่ดินเนื้อที่ประมาณ 12 ไร่า ซึ่งรวมทั้งที่ดินแปลงพิพาทให้กับนางน้อยและนายนะ สิงหะ ผู้เป็นบุตรีและบุตรเขยโจทก์แล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2523 นางน้อยกับนายนะ สิงหะ กู้เงินจำเลยไป 15,000 บาท โดยยอมให้จำเลยเข้าทำกินในที่พิพาทต่างดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้องก่อนสืบพยาน โจทก์ถึงแก่กรรม นางหลักหรือหลัด พาหาร บุตรโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน สำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความ (ชั้นอุทธรณ์)แทนจำเลย 700 บาทโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์นำสืบว่า ที่ดินพิพาทมีเนื้อประมาณ10 ไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 13 ตำบลลานบ่า อำเภอหล่อมสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่นางหลัก พาหาร บุตรโจทก์ยกให้โจทก์ หลังจากนั้นโจทก์ให้นางน้อยกับนายนะ สิงหะ บุตรีและบุตรเขยโจทก์เช่าทำนา คิดค่าเช่าเป็นข้าวเปลือกปีโจทก์เช่าทำนา คิดค่าเช่าเป็นข้าวเปลือกปีละ 100 ถัง นางน้อยนายนะ ทำกินในที่พิพาทอยู่ 1 ปี ก็ให้จำเลยทำกินต่างดอกเบี้ยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์แต่อย่างใด โจทก์ให้คนไปตามนางน้อย นายนะ มาจัดการในเรื่องนี้ บุคคลทั้งสองไม่ยอม และจำเลยไม่ยอมออกไปจากที่พิพาท แต่กลับทำกินในที่ดินต่อมาอีก 2 ปี โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ โจทก์ไม่เคยขายที่ดินพิพาทแก่นางน้อย นายนะจำเลยนำสืบว่า ที่ดินพิพาทเป็นทีสาธรารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ร่วมกัน เดิมโจทก์เป็นผู้ครอบครองใช้ทำไร่ทำนา ต่อมาเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2522 โจทก์ขายที่ดินแปลงพิพาทให้นางน้อย นายนะ เป็นเงิน 90,000 บาท ตามเอกสารหมายล.3 และบุคคลทั้งสองได้เข้าทำกินในที่ดินแปลงดังกล่าวตั้งแต่บัดนั้น เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2523 นางน้อย นายนะ ได้กู้เงินจำเลยไป 15,000 บาท แล้วทำสัญญามอบที่ดินพิพาทให้จำเลยและนายผินเลิศฤทธิ์ บุตรจำเลยทำกินต่างดอกเบี้ยมีกำหนด 3 ปี ตามเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 จำเลยและบุตรได้เข้าทำกินในที่ดินพิพาทตลอดมาโดยมีนางน้อย นายนะ เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ ตามเอกสารหมายล.4 ถึง ล.6พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์จำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เดิมโจทก์เป็นผู้เข้าทำกัน ระหว่างปี พ.ศ. 2522 ถึงพ.ศ. 2523 นางน้อย นายนะ สิงหะ เป็นผู้เข้าทำกินต่อจากโจทก์มา1 ปี ต่อจากนั้น นางน้อย นายนะ ได้ยอมให้จำเลยทำกันต่างดอกเบี้ยปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ใดหามีสิทธิครอบครองและมีกรรมสิทธิ์ไม่ โจทก์ไม่มีสิทธิให้นางน้อย นายนะ สิงหะ เช่าตามที่โจทก์นำสืบการที่โจทก์ให้นางน้อย นายนะ สิงหะ เช่าจึงเป็นการมอบการยึดถือครอบครองให้แก่นางน้อย นายนะ สิงหะ โจทก์ไม่ใช่ผู้ยึดถือที่พิพาท จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยผู้ครอบครองที่พิพาทอยู่ ที่โจทก์ฎีกาโต้แย้งว่า ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น ราษฎรกับราษฎรด้วยกันแล้วย่อมยกการครอบครองขึ้นใช้ยันกันได้ว่าใครมีสิทธิดีกว่ากันศาลฎีกาเห็นว่า การยึดถือครอบครองสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ แก่ผู้ยึดถือครอบครอง ผู้ยึดถือครอบครองหวงกันผู้อื่นได้ก็แต่ขณะที่ยึดถือครอบครองอยู่ เมื่อโจทก์มิใช่ผู้ยึดถือครอบครองแล้ว จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้ครอบครองได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. องค์คณะ: อภินย์ ปุษปาคม - ชวลิต นราลัย - ประวิทย์ ขัมภรัตน์ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. มาตรา 1304, ป.ที่ดิน มาตรา 4 แหล่งที่มา: สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ