คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5324/2542 ย่อ (หลักกฎหมาย) จำเลยเป็นหนี้บริษัทธ.ต่อมาบริษัทธ.ควบรวมกับบริษัทอื่นเป็นบริษัทโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 มีผลให้บริษัทใหม่ได้ไปทั้งสิทธิและความรับผิดบรรดามีอยู่แก่บริษัทเดิมอันได้มาควบเข้ากันมิใช่เป็นเรื่องการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้โจทก์จึงหาจำต้องทำหนังสือหรือสัญญาใด ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 และมาตรา 306 อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการโอนสิทธิเรียกร้องไม่ทั้งการควบบริษัทเข้าด้วยกันตามมาตรา 1240 บริษัทจะต้องบอกกล่าวให้แต่เฉพาะเจ้าหนี้ของบริษัททราบและให้โอกาสคัดค้านไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดบังคับว่าจะต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยผู้เป็นลูกหนี้นิติสัมพันธ์ ระหว่างโจทก์และจำเลยยังหาระงับลงไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คำพิพากษา โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ขายลดเช็ค 1 ฉบับ แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกัน และทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินจำเลยที่ 1 จึงได้ทำบันทึกข้อตกลงผ่อนผันการชำระหนี้ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินตามข้อตกลง โจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วแต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 1,676,205.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9166 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 23072 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา(บางพระ) จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว นำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบหากขายได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่นำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การรับว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นลูกค้าประเภทขายลดเช็คกับทำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองไว้จริงเมื่อปี 2532 แต่ต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะการที่โจทก์ควบกิจการของบริษัทหลายบริษัทเข้าด้วยกันนั้นโจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสือบอกกล่าวการโอนหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ให้เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ทราบ เนื่องจากจำเลยทั้งสี่เป็นลูกหนี้ของบริษัทเงินทุนไฟแน้นเชี่ยลทรัสต์ จำกัด กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ฟ้องโจทก์ในส่วนเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยเคลือบคลุม โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจำนองที่ค้างชำระเกิน 5 ปี ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระตามอัตราในรายละเอียดเกี่ยวกับการคำนวณดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ.27 ย้อนหลังไป 5 ปี นับแต่วันฟ้องกับให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9166 และ 23072ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดจนครบโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน1,561,712.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,000,000 บาทตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากโจทก์จะบังคับจำนอง ให้บังคับจำนองเพื่อชำระในส่วนของดอกเบี้ยที่ค้างชำระตามอัตราในรายละเอียดเกี่ยวกับการคำนวณดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ.27 ย้อนหลังไป 5 ปี นับแต่วันฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเดิมโจทก์มีชื่อว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด ตั้งขึ้นจากการควบบริษัทเงินทุนไฟแน้นเชี่ยลทรัสต์ จำกัด กับบริษัทจำกัดอีก 5 บริษัท เข้ากันแล้วต่อมาจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทโจทก์ในปัจจุบันจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญาขายลดเช็คจำนวนเงิน 1,000,000 บาทเศษโดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ดังกล่าว โดยทำสัญญาขณะโจทก์ยังเป็นบริษัทเงินทุนไฟแน้นเชี่ยลทรัสต์ จำกัด และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด และขณะนำเช็คพิพาทมาขายลดนั้นโจทก์ใช้ชื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เพียงประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การควบบริษัทจำกัดเข้ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1243 มีผลให้บริษัทใหม่ได้ไปทั้งสิทธิและความรับผิดบรรดามีอยู่แก่บริษัทเดิมอันได้มาควบเข้ากันเท่านั้น แต่การควบบริษัทจำกัดเข้ากันมิใช่เป็นเรื่องการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ซึ่งต้องบังคับตามบทบัญญัติเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 และมาตรา 306 ดังที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อ้าง เพราะเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่ต่างลักษณะไม่เกี่ยวข้องกัน โจทก์หาจำต้องทำหนังสือหรือสัญญาใด ๆ ตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ทั้งการควบบริษัทจำกัดเข้ากันของโจทก์นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1240 ก็บัญญัติเฉพาะแต่เจ้าหนี้ของบริษัทเท่านั้น ที่บริษัทจะต้องบอกกล่าวให้ทราบและให้โอกาสคัดค้านการควบบริษัท แต่ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดบังคับว่าจะต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ กรณีไม่มีเหตุทำให้นิติสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายระงับลง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อ้างมีรูปเรื่องไม่ตรงกับคดีนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5324/2542บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชนโจทก์บริษัทแพนมาเก็ต จำกัด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 306, ม. 349, ม. 1243 ป.วิ.พ. ม. 55จำเลยเป็นหนี้บริษัทธ.ต่อมาบริษัทธ.ควบรวมกับบริษัทอื่นเป็นบริษัทโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 มีผลให้บริษัทใหม่ได้ไปทั้งสิทธิและความรับผิดบรรดามีอยู่แก่บริษัทเดิมอันได้มาควบเข้ากันมิใช่เป็นเรื่องการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้โจทก์จึงหาจำต้องทำหนังสือหรือสัญญาใด ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 และมาตรา 306 อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการโอนสิทธิเรียกร้องไม่ทั้งการควบบริษัทเข้าด้วยกันตามมาตรา 1240 บริษัทจะต้องบอกกล่าวให้แต่เฉพาะเจ้าหนี้ของบริษัททราบและให้โอกาสคัดค้านไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดบังคับว่าจะต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยผู้เป็นลูกหนี้นิติสัมพันธ์ ระหว่างโจทก์และจำเลยยังหาระงับลงไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ขายลดเช็ค 1 ฉบับ แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกัน และทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินจำเลยที่ 1 จึงได้ทำบันทึกข้อตกลงผ่อนผันการชำระหนี้ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินตามข้อตกลง โจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วแต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 1,676,205.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9166 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 23072 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา(บางพระ) จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว นำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบหากขายได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่นำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การรับว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นลูกค้าประเภทขายลดเช็คกับทำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองไว้จริงเมื่อปี 2532 แต่ต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะการที่โจทก์ควบกิจการของบริษัทหลายบริษัทเข้าด้วยกันนั้นโจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสือบอกกล่าวการโอนหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ให้เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ทราบ เนื่องจากจำเลยทั้งสี่เป็นลูกหนี้ของบริษัทเงินทุนไฟแน้นเชี่ยลทรัสต์ จำกัด กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ฟ้องโจทก์ในส่วนเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยเคลือบคลุม โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจำนองที่ค้างชำระเกิน 5 ปี ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระตามอัตราในรายละเอียดเกี่ยวกับการคำนวณดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ.27 ย้อนหลังไป 5 ปี นับแต่วันฟ้องกับให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9166 และ 23072ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดจนครบโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน1,561,712.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,000,000 บาทตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากโจทก์จะบังคับจำนอง ให้บังคับจำนองเพื่อชำระในส่วนของดอกเบี้ยที่ค้างชำระตามอัตราในรายละเอียดเกี่ยวกับการคำนวณดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ.27 ย้อนหลังไป 5 ปี นับแต่วันฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเดิมโจทก์มีชื่อว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด ตั้งขึ้นจากการควบบริษัทเงินทุนไฟแน้นเชี่ยลทรัสต์ จำกัด กับบริษัทจำกัดอีก 5 บริษัท เข้ากันแล้วต่อมาจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทโจทก์ในปัจจุบันจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญาขายลดเช็คจำนวนเงิน 1,000,000 บาทเศษโดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ดังกล่าว โดยทำสัญญาขณะโจทก์ยังเป็นบริษัทเงินทุนไฟแน้นเชี่ยลทรัสต์ จำกัด และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด และขณะนำเช็คพิพาทมาขายลดนั้นโจทก์ใช้ชื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เพียงประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การควบบริษัทจำกัดเข้ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1243 มีผลให้บริษัทใหม่ได้ไปทั้งสิทธิและความรับผิดบรรดามีอยู่แก่บริษัทเดิมอันได้มาควบเข้ากันเท่านั้น แต่การควบบริษัทจำกัดเข้ากันมิใช่เป็นเรื่องการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ซึ่งต้องบังคับตามบทบัญญัติเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 และมาตรา 306 ดังที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อ้าง เพราะเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่ต่างลักษณะไม่เกี่ยวข้องกัน โจทก์หาจำต้องทำหนังสือหรือสัญญาใด ๆ ตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ทั้งการควบบริษัทจำกัดเข้ากันของโจทก์นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1240 ก็บัญญัติเฉพาะแต่เจ้าหนี้ของบริษัทเท่านั้น ที่บริษัทจะต้องบอกกล่าวให้ทราบและให้โอกาสคัดค้านการควบบริษัท แต่ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดบังคับว่าจะต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ กรณีไม่มีเหตุทำให้นิติสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายระงับลง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อ้างมีรูปเรื่องไม่ตรงกับคดีนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน(สุวัตร์ สุขเกษม-จรัญ หัตถกรรม-ชนะ ภาสกานนท์)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุในเรื่องการควบบริษัทเข้าด้วยกันนี้เป็นการรวมบริษัทตั้งแต่สองบริษัทขึ้นไปเข้ามาเป็นบริษัทใหม่เพียงบริษัทเดียว โดยมีวัตถุประสงค์และข้อบังคับเป็นอย่างเดียวกับ ของแต่ละบริษัทที่เข้ามาควบกิจการกันนั้นซึ่งการควบบริษัทดังกล่าวอาจจะมีผลกระทบต่อ บุคคลที่เป็นเจ้าหนี้ของแต่ละบริษัทเดิม เนื่องจากบริษัทเดิมที่เคยเป็นลูกหนี้ได้ถูกยุบมารวม ควบเข้ากับบริษัทอื่น ดังนั้น หลักเกณฑ์ประการหนึ่งที่บทบัญญัติเกี่ยวกับการควบบริษัท ได้กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1240 คือจะต้องโฆษณาและส่งคำบอกกล่าวการควบบริษัทไปยังเจ้าหนี้ของบริษัทก่อนเพื่อให้เจ้าหนี้รู้ตัวและหากมี ข้อคัดค้านก็สามารถที่จะคัดค้านได้ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากมีเจ้าหนี้คัดค้าน จะยังควบบริษัทไม่ได้จนกว่าจะชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ หรือหาหลักประกันให้จนเป็นที่พอใจ แก่เจ้าหนี้นั้นแล้วเพื่อเป็นหลักประกันให้เจ้าหนี้ของบริษัทนั้นมั่นใจว่าหนี้นั้นไม่สูญหาย จะต้องได้รับชำระแน่นอน นอกจากนั้นเมื่อมีการควบบริษัทแล้วในเรื่องสิทธิและความรับผิด ของบริษัทใหม่นั้น มาตรา 1243 บัญญัติว่า "บริษัทใหม่นี้ย่อมได้ไปทั้งสิทธิและ ความรับผิดบรรดามีอยู่แก่บริษัทเดิมอันได้มาจากการควบเข้ากันนั้นทั้งสิ้น" ซึ่งถือเป็นบทบัญญัติที่กำหนดไว้เป็นบทเฉพาะในเรื่องการควบบริษัท กล่าวคือ สิทธิ หน้าที่และความรับผิดของแต่ละบริษัทเดิมมีอยู่อย่างไรย่อมโอนมาเป็น ของบริษัทที่ควบกันใหม่ทั้งสิ้นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4474/2533 การที่บริษัทจำกัดเปลี่ยนชื่อใหม่ แล้วยัง ทำนิติกรรมในชื่อเดิม หาทำให้บริษัทนั้นหลุดพ้นจากความรับผิดและความผูกพันตามนิติกรรมนั้นไม่ ในเมื่อบริษัทนั้นยังมีตัวตนอยู่ และได้ทำนิติกรรมนั้นด้วยความสมัครใจจะทำนิติกรรมในชื่อเดิมหรือชื่อที่เปลี่ยนใหม่แล้ว ก็ถือว่าทำโดยนิติบุคคลนั้นดุจเดียวกัน บริษัททำนิติกรรมจำนองโดยใช้ชื่อเดิมเพื่อให้สอดคล้องกับชื่อในโฉนด และใช้ กรรมการชุดเดิมในการมอบอำนาจให้ทำนิติกรรมจำนองเพื่อให้สอดคล้องกับหลักฐาน หนังสือรับรองบริษัทในชื่อเดิมที่ส่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทั้งนี้เพื่อความสะดวก การทำ หนังสือมอบอำนาจโดยกรรมการชุดเดิมสองนายลงนามในฐานะผู้มอบอำนาจดังกล่าว จึง เป็นการทำที่สอดคล้องกับเจตนาของบริษัทแล้ว ทั้งกรรมการนายหนึ่งที่ลงนามก็ยังเป็นกรรมการของบริษัท ถือว่าบริษัทได้เชิดกรรมการในชุดเดิมอีกคนหนึ่งนั้นเป็นตัวแทนของ บริษัทในการทำสัญญา สัญญาดังกล่าวจึงผูกพันบริษัท และผูกพันจำเลยซึ่งเป็นบริษัทที่ได้ ควบเข้ากันเป็นบริษัทใหม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้หากดูเพียงผิวเผินเหมือนกับจะเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้คือเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ตามมาตรา 349 วรรคแรก แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ คือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด เป็นเจ้าหนี้ เดิมของจำเลยอยู่แล้ว แม้ต่อมาบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด จะเปลี่ยนชื่อใหม่เนื่องจากการควบบริษัทเข้าด้วยกันก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนตัวเอาเจ้าหนี้คนใหม่ หรือบุคคลที่สามเข้ามาเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้เดิมแต่อย่างใด จึงไม่ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2366/2517) และเมื่อเป็นการควบบริษัท ซึ่งมีบทมาตรา 1243 บัญญัติไว้โดยเฉพาะเจาะจงก็ต้องบังคับตามบทกฎหมายเฉพาะดังกล่าว แม้ขณะทำสัญญาขายลดเช็คกันนั้นโจทก์จะใช้ชื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด และต่อมา ได้มีการควบบริษัทกับบริษัทอื่นและเปลี่ยนมาเป็นชื่อโจทก์ปัจจุบันก็ตาม สิทธิของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด เคยมีอยู่แต่เดิมอย่างไรย่อมโอนมาเป็นของโจทก์ โดยผลของกฎหมายตามมาตรา 1243 และจำเลยมีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดต่อบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด อยู่อย่างไรความรับผิดนั้นก็ต้องโอนมารับผิดต่อโจทก์ที่เป็น บริษัทใหม่จากการควบบริษัทด้วย แต่หากปรากฏว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ทำสัญญากับบุคคลภายนอกตกลงยอมโอนสิทธิการเป็นเจ้าหนี้ให้ เช่นนี้จึงจะถือเป็นการแปลงหนี้ด้วยการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ โดยมาตรา 349 วรรคสามกำหนดว่า จะต้องทำตามวิธีการโอนสิทธิเรียกร้องในมาตรา 306 ซึ่งในเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องนั้น เพียงทำเป็นหนังสือแสดงเจตนาโอนสิทธิเรียกร้องลงลายมือชื่อผู้โอนฝ่ายเดียว โดยผู้รับโอน ไม่ได้ลงลายมือชื่อด้วยก็ถือว่ามีการโอนเป็นหนังสือแล้ว แต่การโอนนั้นจะยกขึ้นเป็น ข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ต่อเมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ หรือลูกหนี้ ยินยอมด้วยในการโอน โดยได้ทำคำบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสือ (คำพิพากษา ศาลฎีกาที่ 1893/2512) ก่อนหน้านี้เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ในเรื่องของการควบสหกรณ์ว่า พระราชบัญญัติสหกรณ์ได้กำหนดถึงสิทธิ หน้าที่ต่าง ๆ ของสหกรณ์เดิมให้โอนมายัง สหกรณ์ใหม่ที่ควบกันโดยชี้ให้เห็นว่า เมื่อมีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้ในเรื่องนั้น ก็ต้องบังคับตามกฎหมายเฉพาะนั้น ซึ่งเป็นไปในทำนองเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกา ที่หมายเหตุนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1606/2519 เมื่อได้ควบสหกรณ์เข้ากันเป็นสหกรณ์ใหม่ตาม พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 โดยถูกต้องแล้ว สหกรณ์ใหม่ย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ และความรับผิดของสหกรณ์เดิมที่ได้ควบเข้ากันทั้งสิ้น สหกรณ์ใหม่ (โจทก์) ไม่จำต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้สหกรณ์เดิมทราบถึงการควบสหกรณ์เข้าด้วยกัน และย่อม ได้ไปซึ่งสิทธิเป็นเจ้าหนี้ กรณีหาใช่เป็นการโอนหนี้ดังที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 ไม่ อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงเรื่องการแปลงหนี้แล้วนี้มีข้อน่าพิจารณาหลายประการ เช่น 1. การแปลงหนี้เป็นสัญญาระหว่างคู่กรณีเพื่อระงับหนี้เดิมแล้วก่อให้เกิดหนี้ใหม่ขึ้นผูกพันกันแทน ทำให้หนี้เดิมเป็นอันระงับไป เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะบังคับเอาจาก ลูกหนี้ตามหนี้ใหม่ที่เกิดขึ้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6383/2534,5791/2537,5209/2539) แต่หากหนี้ที่แปลงใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หนี้เดิมก็ไม่ระงับ เช่น ตกลงทำสัญญาขายฝากที่ดิน โดยถือเอาหนี้เงินกู้เป็นราคาที่ขายฝากเป็นการแปลงหนี้ใหม่ เพราะเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ หนี้เงินกู้ระงับสิ้นไป แต่หากหนี้ ตามสัญญาขายฝากมิได้เกิดมีขึ้นด้วยประการใด ๆ หนี้เงินกู้ก็ยังไม่ระงับ (คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 2044/2514) 2. เมื่อมีการแปลงหนี้แล้วส่วนประกันของหนี้เดิมอันเป็นอุปกรณ์ของหนี้ เช่น จำนอง หากคู่กรณีในการแปลงหนี้ใหม่มิได้มีการตกลงเป็นอย่างอื่นก็ย่อมระงับไปด้วย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1949/2516) 3. กรณีหนี้เดิมเป็นหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีหรือบัญชีเดินสะพัด ซึ่งคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ เมื่อมีการแปลงหนี้ใหม่แล้วการคิดดอกเบี้ยทบต้นก็เป็นอันระงับไปด้วย เนื่องจาก เมื่อมีการแปลงหนี้แล้วถือว่าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีหรือบัญชีเดินสะพัดระงับไปแล้ว ตั้งแต่วันทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1949/2516) 4. การแปลงหนี้ใหม่จะต้องมีข้อความแสดงให้เห็นว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ ในหนี้เดิมอย่างไรบ้าง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1451/2509) ดังนั้น เมื่อปรากฏว่า ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยยอมชำระหนี้แก่เจ้าหนี้โดยขอผ่อนชำระเป็นรายเดือน ถือเป็นเพียงการขอเปลี่ยนวิธีการชำระหนี้เท่านั้น ส่วนหนี้เดิมมีอยู่อย่างไรคงมีอยู่อย่างนั้น ไม่ถือเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมไม่ระงับ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2366/2517,5866/2538) หรือในทางกลับกัน หากเป็น หนังสือยินยอมให้ผ่อนชำระหนี้ของทางฝ่ายเจ้าหนี้ก็ไม่ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ หนี้เดิมก็ไม่ระงับ (คำพิพากษาศาลฎีกา 339/2538) 5. การชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระเป็นเงินไม่ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ เช่นออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงิน ต่อมาเช็คนั้นธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ลูกหนี้จึงมีการ ออกเช็คฉบับใหม่เพื่อชำระหนี้เงินที่โจทก์เรียกเก็บไม่ได้นั้น ไม่ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 867/2523) ธีรศักดิ์เงยวิจิตรคำพิพากษา: โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ขายลดเช็ค 1 ฉบับ แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกัน และทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินจำเลยที่ 1 จึงได้ทำบันทึกข้อตกลงผ่อนผันการชำระหนี้ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินตามข้อตกลง โจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วแต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 1,676,205.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9166 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 23072 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา(บางพระ) จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว นำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบหากขายได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่นำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การรับว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นลูกค้าประเภทขายลดเช็คกับทำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองไว้จริงเมื่อปี 2532 แต่ต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะการที่โจทก์ควบกิจการของบริษัทหลายบริษัทเข้าด้วยกันนั้นโจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสือบอกกล่าวการโอนหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ให้เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ทราบ เนื่องจากจำเลยทั้งสี่เป็นลูกหนี้ของบริษัทเงินทุนไฟแน้นเชี่ยลทรัสต์ จำกัด กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ฟ้องโจทก์ในส่วนเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยเคลือบคลุม โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจำนองที่ค้างชำระเกิน 5 ปี ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระตามอัตราในรายละเอียดเกี่ยวกับการคำนวณดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ.27 ย้อนหลังไป 5 ปี นับแต่วันฟ้องกับให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9166 และ 23072ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดจนครบโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน1,561,712.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,000,000 บาทตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากโจทก์จะบังคับจำนอง ให้บังคับจำนองเพื่อชำระในส่วนของดอกเบี้ยที่ค้างชำระตามอัตราในรายละเอียดเกี่ยวกับการคำนวณดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ.27 ย้อนหลังไป 5 ปี นับแต่วันฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเดิมโจทก์มีชื่อว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด ตั้งขึ้นจากการควบบริษัทเงินทุนไฟแน้นเชี่ยลทรัสต์ จำกัด กับบริษัทจำกัดอีก 5 บริษัท เข้ากันแล้วต่อมาจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทโจทก์ในปัจจุบันจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญาขายลดเช็คจำนวนเงิน 1,000,000 บาทเศษโดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ดังกล่าว โดยทำสัญญาขณะโจทก์ยังเป็นบริษัทเงินทุนไฟแน้นเชี่ยลทรัสต์ จำกัด และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด และขณะนำเช็คพิพาทมาขายลดนั้นโจทก์ใช้ชื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เพียงประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การควบบริษัทจำกัดเข้ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1243 มีผลให้บริษัทใหม่ได้ไปทั้งสิทธิและความรับผิดบรรดามีอยู่แก่บริษัทเดิมอันได้มาควบเข้ากันเท่านั้น แต่การควบบริษัทจำกัดเข้ากันมิใช่เป็นเรื่องการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ซึ่งต้องบังคับตามบทบัญญัติเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 และมาตรา 306 ดังที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อ้าง เพราะเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่ต่างลักษณะไม่เกี่ยวข้องกัน โจทก์หาจำต้องทำหนังสือหรือสัญญาใด ๆ ตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ทั้งการควบบริษัทจำกัดเข้ากันของโจทก์นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1240 ก็บัญญัติเฉพาะแต่เจ้าหนี้ของบริษัทเท่านั้น ที่บริษัทจะต้องบอกกล่าวให้ทราบและให้โอกาสคัดค้านการควบบริษัท แต่ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดบังคับว่าจะต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ กรณีไม่มีเหตุทำให้นิติสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายระงับลง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อ้างมีรูปเรื่องไม่ตรงกับคดีนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5324/2542บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชนโจทก์บริษัทแพนมาเก็ต จำกัด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 306, ม. 349, ม. 1243 ป.วิ.พ. ม. 55จำเลยเป็นหนี้บริษัทธ.ต่อมาบริษัทธ.ควบรวมกับบริษัทอื่นเป็นบริษัทโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 มีผลให้บริษัทใหม่ได้ไปทั้งสิทธิและความรับผิดบรรดามีอยู่แก่บริษัทเดิมอันได้มาควบเข้ากันมิใช่เป็นเรื่องการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้โจทก์จึงหาจำต้องทำหนังสือหรือสัญญาใด ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 และมาตรา 306 อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการโอนสิทธิเรียกร้องไม่ทั้งการควบบริษัทเข้าด้วยกันตามมาตรา 1240 บริษัทจะต้องบอกกล่าวให้แต่เฉพาะเจ้าหนี้ของบริษัททราบและให้โอกาสคัดค้านไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดบังคับว่าจะต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยผู้เป็นลูกหนี้นิติสัมพันธ์ ระหว่างโจทก์และจำเลยยังหาระงับลงไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ขายลดเช็ค 1 ฉบับ แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกัน และทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินจำเลยที่ 1 จึงได้ทำบันทึกข้อตกลงผ่อนผันการชำระหนี้ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินตามข้อตกลง โจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วแต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 1,676,205.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9166 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 23072 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา(บางพระ) จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว นำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบหากขายได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่นำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การรับว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นลูกค้าประเภทขายลดเช็คกับทำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองไว้จริงเมื่อปี 2532 แต่ต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะการที่โจทก์ควบกิจการของบริษัทหลายบริษัทเข้าด้วยกันนั้นโจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสือบอกกล่าวการโอนหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ให้เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ทราบ เนื่องจากจำเลยทั้งสี่เป็นลูกหนี้ของบริษัทเงินทุนไฟแน้นเชี่ยลทรัสต์ จำกัด กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ฟ้องโจทก์ในส่วนเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยเคลือบคลุม โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจำนองที่ค้างชำระเกิน 5 ปี ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระตามอัตราในรายละเอียดเกี่ยวกับการคำนวณดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ.27 ย้อนหลังไป 5 ปี นับแต่วันฟ้องกับให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9166 และ 23072ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดจนครบโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน1,561,712.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,000,000 บาทตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากโจทก์จะบังคับจำนอง ให้บังคับจำนองเพื่อชำระในส่วนของดอกเบี้ยที่ค้างชำระตามอัตราในรายละเอียดเกี่ยวกับการคำนวณดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ.27 ย้อนหลังไป 5 ปี นับแต่วันฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเดิมโจทก์มีชื่อว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด ตั้งขึ้นจากการควบบริษัทเงินทุนไฟแน้นเชี่ยลทรัสต์ จำกัด กับบริษัทจำกัดอีก 5 บริษัท เข้ากันแล้วต่อมาจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทโจทก์ในปัจจุบันจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญาขายลดเช็คจำนวนเงิน 1,000,000 บาทเศษโดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ดังกล่าว โดยทำสัญญาขณะโจทก์ยังเป็นบริษัทเงินทุนไฟแน้นเชี่ยลทรัสต์ จำกัด และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด และขณะนำเช็คพิพาทมาขายลดนั้นโจทก์ใช้ชื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนานันต์ จำกัด มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เพียงประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การควบบริษัทจำกัดเข้ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1243 มีผลให้บริษัทใหม่ได้ไปทั้งสิทธิและความรับผิดบรรดามีอยู่แก่บริษัทเดิมอันได้มาควบเข้ากันเท่านั้น แต่การควบบริษัทจำกัดเข้ากันมิใช่เป็นเรื่องการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ซึ่งต้องบังคับตามบทบัญญัติเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 และมาตรา 306 ดังที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อ้าง เพราะเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่ต่างลักษณะไม่เกี่ยวข้องกัน โจทก์หาจำต้องทำหนังสือหรือสัญญาใด ๆ ตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ทั้งการควบบริษัทจำกัดเข้ากันของโจทก์นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1240 ก็บัญญัติเฉพาะแต่เจ้าหนี้ของบริษัทเท่านั้น ที่บริษัทจะต้องบอกกล่าวให้ทราบและให้โอกาสคัดค้านการควบบริษัท แต่ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดบังคับว่าจะต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ กรณีไม่มีเหตุทำให้นิติสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายระงับลง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อ้างมีรูปเรื่องไม่ตรงกับคดีนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน องค์คณะ: สุวัตร์ สุขเกษม - จรัญ หัตถกรรม - ชนะ ภาสกานนท์ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. มาตรา 1243, ป.พ.พ. มาตรา 349, ป.พ.พ. มาตรา 1240, ป.พ.พ. มาตรา 306 แหล่งที่มา: สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ