ย่อ / หลักกฎหมาย
1ในช่วงที่ ผ. ทำหนังสือสัญญาโอนหลุดเป็นสิทธิ โจทก์ที่ 4 มีอายุประมาณ 22 ปี เป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้ว สัญญาโอนหลุดเป็นสิทธิดังกล่าวจึงมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้ หาตกเป็นโมฆะไม่ สำหรับที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ยังเป็นผู้เยาว์ในช่วงที่ ผ. ทำสัญญาโอนหลุดเป็นสิทธิแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 แม้ในวันทำสัญญาดังกล่าวจะมีพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2477 ใช้บังคับแล้วโดยให้เพิ่มบทบัญญัติบรรพ 5 ตั้งแต่มาตรา 1435 ถึง 1598 เข้าเป็นส่วนหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้บทบัญญัติแห่งบรรพนี้ตั้งแต่วันที่ 1ตุลาคม 2478 เป็นต้นไป ซึ่งบทบัญญัติบรรพ 5 นี้ มีบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้ใช้อำนาจปกครองจะทำนิติกรรมอันเกี่ยวแก่ทรัพย์สินของผู้เยาว์ไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1546 แต่การโอนที่ดินให้หลุดเป็นสิทธิแก่ผู้รับจำนองนั้นไม่มีบัญญัติไว้ในมาตรา 1546(1) ถึง (8) แต่อย่างใด ดังนั้น การที่ ผ. ทำสัญญาโอนที่ดินพิพาทให้หลุดเป็นสิทธิแก่ จ. แทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในขณะที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546(1) ถึง (8) ใช้บังคับ จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าว สัญญาที่ ผ. ทำไว้ดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้โดยไม่จำต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อน และหาตกเป็นโมฆะไม่ เมื่อที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ จ. ตามหนังสือสัญญาโอนหลุดเป็นสิทธิแล้ว การที่ต่อมา จ. ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ก็ดี จำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 218086 ถึง 218088 และโฉนดที่ดินเลขที่ 3472 ในส่วนจำนวนเนื้อที่ของที่ดินที่เหลือแล้วจำเลยที่ 1 ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 218086 และ 218088ให้แก่จำเลยที่ 2 ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 218087 และ 3472 ในส่วนจำนวนเนื้อที่ของที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 3 ก็ดี และจำเลยที่ 3 ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3472ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 4 ก็ดี ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยดังกล่าวโดยชอบโจทก์ทั้งหกหามีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เพื่อขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้กลับสู่สภาพเดิมไม่
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1โจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 3472 เป็นกรรมสิทธิ์ของนายโท้ สุขอร่ามนายโท้เป็นบิดาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 นายผ่องและนางพรหม สุขอร่าม นายผ่องและนางพรหมเป็นบิดาและมารดาของโจทก์ที่ 5 และที่ 6 ตามลำดับ เมื่อก่อนปี 2475 นายโท้ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 นายผ่องและนางพรหม แต่ทั้งนายโท้ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 นายผ่องและนางพรหมก็ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวตลอดมาจนกระทั่งนายโท้ถึงแก่กรรม ต่อมานางผิว โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4นายผ่องและนางพรหมเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมายและครอบครองทำประโยชน์ด้วยกัน แล้วต่อมาปี 2478 ถึง 2482 ซึ่งขณะนั้นโจทก์ที่ 1ที่ 2 และที่ 4 ยังเป็นผู้เยาว์ นางจุ้ย วงษ์นิล กับพวกร่วมกันปลอมลายมือชื่อและลายพิมพ์นิ้วมือของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 นายผ่องและนางพรหมลงในหนังสือสัญญาจำนองกรรมสิทธิ์ที่ดิน ฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2478 หนังสือสัญญาโอนหลุดเป็นสิทธิ ฉบับลงวันที่ 1กรกฎาคม 2482 สารบัญจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินในช่องวันที่ 1 กรกฎาคม 2482 และเอกสารอื่น ๆ อีกหลายฉบับ และไม่ได้มีการขออนุญาตต่อศาลตามกฎหมายเสียก่อนนิติกรรมดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและตกเป็นโมฆะ ต่อมานายผ่องและนางพรหมถึงแก่กรรม โจทก์ที่ 5 และที่ 6 ได้รับมรดกที่ดินแปลงดังกล่าว เมื่อปี 2482 นางจุ้ยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตร และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้โอนแบ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรและหลานของตน และจำเลยทั้งสี่ร่วมกันแบ่งแยกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 218086 ถึง 218088 หลังแบ่งแยกแล้วมีชื่อจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 3472 มีชื่อจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 218086,218088 และมีชื่อจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 218087 การกระทำของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวเป็นการกระทำโดยไม่มีสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งหกเพิ่งทราบเรื่องนี้เมื่อประมาณต้นปี 2533 ขอให้พิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 3472(บางส่วน) และเลขที่ 218086 ถึง 218088 เป็นโมฆะ และให้กลับสู่สภาพเดิมเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 3472 แก่โจทก์ทั้งหกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 3472 เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 นายผ่อง สุขอร่าม นางสาวพรหม สุขอร่าม และนางผิว สุขอร่าม โดยรับโอนมรดกจากนายโท้ตามสัดส่วนแห่งกฎหมายลักษณะผัวเมีย กล่าวคือ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนางผิวในฐานะเป็นภริยา 1 ส่วนที่เหลืออีก 2 ส่วน เป็นทรัพย์มรดกตกแก่ทายาทคือบุคคลทั้งเจ็ดดังกล่าวคนละ 1 ส่วน นายโท้ไม่เคยยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์ที่ 1ถึงที่ 4 นายผ่องและนางสาวพรหม ต่อมาเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2478 นางผิวจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวไว้แก่นางจุ้ย และต่อมาเมื่อปี 2480 นางสาวพรหมถึงแก่กรรม ที่ดินเฉพาะส่วนของนางสาวพรหมจึงโอนตกเป็นมรดกของนางผิว ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2482โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 นายผ่องและนางผิวโอนที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมบ้าน 1 หลัง ตีใช้หนี้และทำสัญญาหลุดเป็นสิทธิแก่นางจุ้ย ซึ่งสัญญาจำนอง สัญญาหลุดเป็นสิทธิและสารบัญจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินคู่สัญญาได้กระทำตามขั้นตอนของกฎหมายโดยถูกต้องต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดินไม่จำต้องร้องขอต่อศาลเพราะขณะนั้นยังไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องขออนุญาตต่อศาลเสียก่อน ซึ่งนางผิวลงลายพิมพ์นิ้วมือในนามตนเองและในนามมารดาผู้ปกครองโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ผู้เยาว์โดยมีโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ลงชื่อให้ความยินยอมไว้ ไม่มีผู้ใดปลอมแปลงลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือของคู่สัญญาคนใดแต่ประการใด นิติกรรมดังกล่าวจึงสมบูรณ์ไม่เป็นโมฆะ และในวันเดียวกันนั้น จำเลยที่ 1ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวต่อจากนางจุ้ยโดยสุจริต และเสียค่าตอบแทนและได้ครอบครองทำประโยชน์โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่มาเกินกว่า 10 ปีแล้ว โดยได้ให้นางผิวและบริวารคือโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และนายผ่องเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวทำนาและให้อยู่อาศัยในบ้านหลังดังกล่าวตั้งแต่ปี 2482 เป็นต้นมา โดยเสียค่าเช่าตอบแทนปีละครั้ง จนกระทั่งปี 2490 ถึง 2495 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และนายผ่องย้ายออกไปอยู่ที่อื่นไม่ได้มาเกี่ยวข้องอีกเลย คงมีแต่โจทก์ที่ 1 เพียงคนเดียวที่กลับมาอาศัยนางผิวอยู่ ต่อมาในปี 2529 จำเลยที่ 1 ได้ให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวออกเป็น 4 แปลง และแบ่งแยกออกโฉนดเสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 13มีนาคม 2533 ซึ่งที่ดินบางส่วนถูกกรุงเทพมหานครเวนคืนสร้างเป็นถนนพระราม 9 ที่เหลือแบ่งแยกแล้วเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 3472 และ 218086 ถึง 218088 และจำเลยที่ 1 ยกที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 3472 ให้แก่จำเลยที่ 4 ยกที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 218086 และ 218088ให้แก่จำเลยที่ 2 และยกที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 218087 ให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งโจทก์ทั้งหกทราบดีไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน โจทก์ที่ 5 และที่ 6 ไม่เคยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว ทั้งมิได้เป็นผู้รับมรดกสืบต่อจากนายผ่องและนางสาวพรหม เมื่อนายผ่องถึงแก่กรรม โจทก์ที่ 5 ไม่ได้ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวอย่างใด และโจทก์ที่ 6 มิได้เป็นบุตรของนางสาวพรหม โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ทั้งฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมและโจทก์ทั้งหกนำคดีมาฟ้องเกิน 10 ปี จึงขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
2ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ทั้งหกฎีกา
3ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 408 ตำบลบางกะปิ (ลาดพร้าวฝั่งเหนือ) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 37 ไร่ 43 ตารางวาเป็นกรรมสิทธิ์ของนายโท้ สุขอร่าม กับนายปุ้ย ไม่ทราบนามสกุล ต่อมากรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของนายโท้ตกเป็นของนางผิว สุขอร่าม ภริยานายโท้ และบุตร 6 คน คือ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 นายผ่อง สุขอร่าม และนางสาวพรมหรือพรหมหรือนางพรมหรือนางพรหม สุขอร่าม(ซึ่งต่อไปจะเรียกชื่อเพียงว่า นางสาวพรม) โดยนางผิวและบุตร 6 คน ดังกล่าวมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 408 ร่วมกับนายปุ้ย ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2475 นายปุ้ย นางผิวนายผ่อง นางสาวพรมและโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันแบ่งให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 408 แก่นางผิวนายผ่อง นางสาวพรมและโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 โดยแบ่งให้เฉพาะที่ดินเลขที่ 107 หน้าสำรวจ352 เนื้อที่ 18 ไร่ 1 งาน 72 ตารางวา ตามหนังสือสัญญาแบ่งให้กรรมสิทธิ์ที่ดินและแผนที่ต่อท้ายเอกสารหมาย จ.3 และมีการออกโฉนดที่ดินส่วนที่แบ่งให้ใหม่เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 3472 คือที่ดินพิพาทตามสำเนาสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.18 หรือโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 หรือสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.2เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2478 มีการนำที่ดินพิพาทไปจำนองไว้แก่นางจุ้ย วงษ์นิล ซึ่งนางผิวเป็นผู้จำนองคนหนึ่งตามหนังสือสัญญาจำนองกรรมสิทธิ์ที่ดินเอกสารหมาย ล.7 หรือสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย ล.13 และเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2482มีการยกกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตีใช้หนี้จำนองดังกล่าวโดยทำหนังสือสัญญาโอนหลุดเป็นสิทธิให้แก่นางจุ้ยซึ่งนางผิวเป็นผู้ทำสัญญาดังกล่าวคนหนึ่งตามหนังสือสัญญาโอนหลุดเป็นสิทธิ (ฉบับสำหรับหอทะเบียน) เอกสารหมาย จ.4 หรือหนังสือสัญญาโอนหลุดเป็นสิทธิ (ฉบับสำหรับผู้รับจำนอง) เอกสารหมาย ล.24 แล้วในวันเดียวกันนางจุ้ยขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญาขายกรรมสิทธิ์ที่ดินเอกสารหมาย จ.5ต่อมาจำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็น 4 แปลง คือโฉนดที่ดินเลขที่ 218086 ถึง218088 และโฉนดที่ดินเลขที่ 3472 ในส่วนจำนวนเนื้อที่ของที่ดินที่เหลือ วันที่ 13 มีนาคม2533 จำเลยที่ 1 ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 218086 และ 218088 ให้แก่จำเลยที่ 2ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 218087 และ 3472 ในส่วนจำนวนเนื้อที่ของที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 3 แล้วจำเลยที่ 3 ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3472 ให้แก่จำเลยที่ 4นายโท้ นางผิว นายผ่อง นางสาวพรมและนางจุ้ยถึงแก่กรรมไปแล้ว
4คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ทั้งหกหลายประการ เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสัญญาจำนองตามเอกสารหมาย ล.7 หรือ ล.13 เสียก่อนว่า นายผ่อง นางสาวพรม และโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4ร่วมกับนางผิวจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่นางจุ้ยตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวหรือไม่
5ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายผ่อง นางสาวพรม และโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4ร่วมกับนางผิวจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่นางจุ้ยตามหนังสือสัญญาจำนองกรรมสิทธิ์ที่ดินเอกสารหมาย ล.7ปัญหาต่อไปสมควรวินิจฉัยปัญหาว่า นายผ่องและโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกับนางผิวโอนที่ดินพิพาทให้หลุดเป็นสิทธิแก่นางจุ้ยตามหนังสือสัญญาโอนหลุดเป็นสิทธิเอกสารหมาย จ.4 และ ล.24 หรือไม่
6ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงเชื่อว่า โจทก์ที่ 4 ลงลายพิมพ์นิ้วมือในช่องลงลายมือชื่อผู้จำนองในเอกสารหมาย จ.4 และ ล.24 ดังนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ที่ 4 ร่วมกับนางผิว นายผ่องและโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 โอนที่ดินพิพาทให้หลุดเป็นสิทธิแก่นางจุ้ยตามเอกสารหมาย จ.4 และ ล.24สำหรับปัญหาต่อไปที่
7โจทก์ทั้งหกฎีกาว่า ในช่วงทำหนังสือสัญญาโอนหลุดเป็นสิทธิเอกสารหมาย จ.4 และ ล.24 นั้น โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยังเป็นผู้เยาว์ การทำนิติกรรมตามหนังสือสัญญาโอนหลุดเป็นสิทธิดังกล่าวผู้ใช้อำนาจปกครองจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อน แต่ไม่ปรากฏว่ามีการขออนุญาตจากศาลนิติกรรมตามหนังสือโอนหลุดเป็นสิทธิดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ เห็นว่า หนังสือสัญญาจำนองกรรมสิทธิ์ที่ดินเอกสารหมาย ล.7 ทำขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2478 ซึ่งในเอกสารนี้ระบุว่า โจทก์ที่ 4มีอายุ 18 ปี
8โจทก์ทั้งหกไม่ได้ฎีกาโต้เถียงว่าอายุของโจทก์ที่ 4 ตามที่ระบุไว้ในเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างใด จึงน่าเชื่อว่า ขณะนั้นโจทก์ที่ 4 มีอายุ 18 ปี ดังนี้ ในช่วงทำหนังสือสัญญาโอนหลุดเป็นสิทธิเอกสารหมาย จ.4 และ ล.24 ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 1กรกฎาคม 2482 โจทก์ที่ 4 จึงมีอายุประมาณ 22 ปี จึงเป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้วหาใช่ยังเป็นผู้เยาว์ไม่ ที่โจทก์ที่ 4 ทำสัญญาโอนหลุดเป็นสิทธิดังกล่าวจึงมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้ หาตกเป็นโมฆะไม่ สำหรับกรณีที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ยังเป็นผู้เยาว์ในช่วงที่นางผิวทำสัญญาโอนหลุดเป็นสิทธิแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามหนังสือสัญญาโอนหลุดเป็นสิทธิดังกล่าวมาแล้วนั้น แม้ในวันทำสัญญาดังกล่าวจะมีพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2477 ใช้บังคับแล้วโดยให้เพิ่มบทบัญญัติบรรพ 5 ตั้งแต่มาตรา 1435 ถึง 1598 เข้าเป็นส่วนหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้บทบัญญัติแห่งบรรพนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม2478 เป็นต้นไปซึ่งบทบัญญัติบรรพ 5 นี้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้ใช้อำนาจปกครองจะทำนิติกรรมอันเกี่ยวแก่ทรัพย์สินของผู้เยาว์ไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต คือมาตรา 1546 บัญญัติว่า "นิติกรรมใดอันเกี่ยวแก่ทรัพย์สินของเด็กดั่งต่อไปนี้ ผู้ใช้อำนาจปกครองจะทำมิได้เว้นแต่ศาลจะอนุญาต (1) ขายแลกเปลี่ยน หรือจำนองอสังหาริมทรัพย์ (2) ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินกว่าสามปี (3) ให้กู้ยืมเงิน (4) ประนีประนอมยอมความ (5) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่จะเอาจากเงินได้ของเด็กให้แทนเด็กเพื่อการศาสนาหรือการสมาคมตามประเพณีพอสมควรฐานานุรูปของเด็ก (6) ไม่รับมรดกหรือพินัยกรรมหรือการให้โดยเสน่หาซึ่งไม่มีเงื่อนไขหรือค่าภาระติดพัน (7) รับหรือไม่รับมรดกหรือพินัยกรรม หรือการให้โดยเสน่หาซึ่งมีเงื่อนไขหรือค่าภาระติดพัน (8) มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย"ก็ตาม แต่การโอนที่ดินให้หลุดเป็นสิทธิแก่ผู้รับจำนองดังคดีนี้ไม่มีบัญญัติไว้ในมาตรา 1546(1) ถึง (8) แต่อย่างใดเลย ดังนั้น ที่นางผิวทำสัญญาโอนที่ดินพิพาทให้หลุดเป็นสิทธิแก่นางจุ้ยแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในขณะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1546(1) ถึง (8) ใช้บังคับ จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าว สัญญาที่นางผิวทำไว้ดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้โดยไม่จำต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อนจึงหาตกเป็นโมฆะไม่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนางจุ้ยตามหนังสือสัญญาโอนหลุดเป็นสิทธิเอกสารหมาย จ.4 และ ล.24 กรณีที่ต่อมานางจุ้ยขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ก็ดี จำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 218086 ถึง 218088 และโฉนดที่ดินเลขที่ 3472 ในส่วนจำนวนเนื้อที่ของที่ดินที่เหลือแล้วจำเลยที่ 1 ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 218086 และ 21808ให้แก่จำเลยที่ 2 ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 218087 และ 3472 ในส่วนจำนวนเนื้อที่ของที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 3 ก็ดี และจำเลยที่ 3 ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3472ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 4 ก็ดี ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยดังกล่าวโดยชอบโจทก์ทั้งหกหามีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เพื่อขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้กลับสู่สภาพเดิมไม่ ฎีกาของ
9โจทก์ทั้งหกในปัญหาข้ออื่นและที่จำเลยแก้ฎีกาว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ที่ 2 ไม่ชอบ โจทก์ที่ 6 มิใช่บุตรของนางสาวพรม โจทก์ที่ 2และที่ 6 ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นจึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป
10พิพากษายืน
(ไพศาล รางชางกูร - ยรรยง ปานุราช - พิธี อุปปาติก)