คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4214/2560 ย่อ (หลักกฎหมาย) พันตำรวจตรี ท. ในฐานะผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการก่อตั้งมูลนิธิตามข้อกำหนดพินัยกรรมแล้วแต่ไม่อาจจัดตั้งได้ เพราะเป็นการขัดต่อกฎหมาย ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1679 วรรคท้าย บัญญัติให้ข้อกำหนดพินัยกรรมในการจัดตั้งมูลนิธินั้นเป็นอันไร้ผลและหลังจากนั้นพันตำรวจตรี ท. ได้จัดการแบ่งปันที่ดิน 3 แปลง อันเป็นทรัพย์มรดกที่เจ้ามรดกระบุในพินัยกรรมยกให้แก่มูลนิธิที่จะจัดตั้งขึ้นโดยโอนไปเป็นของตนเองตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2527 การจัดการมรดกรายพิพาทจึงเสร็จสิ้นลงแล้ว ส่วนข้อที่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า พันตำรวจตรี ท. ทำผิดหน้าที่ โอนที่ดิน 3 แปลงดังกล่าวไปเป็นของตนเอง ไม่ได้นำมาแบ่งปันให้แก่ทายาท เป็นการไม่ชอบนั้น ก็ชอบที่จะต้องว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากไม่เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อการจัดการมรดกรายพิพาทเสร็จสิ้นลงแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องมีการตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อดำเนินการจัดการมรดกหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 อีกต่อไป ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอจัดการมรดกเป็นคดีนี้ ปัญหานี้แม้ผู้คัดค้านทั้งสามจะไม่ได้กล่าวมาในคำคัดค้านอย่างชัดแจ้งถึงเรื่องอำนาจร้องของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) คำพิพากษา ผู้ร้องทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องทั้งสี่เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางเสาวลักษณ์ ผู้ร้องที่ 1 และพลเอกเกษมศักดิ์ ผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางทองอยู่เจ้ามรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1712 และมาตรา 1718 ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องขอของผู้ร้องที่ 3 และผู้ร้องที่ 4 ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า นางทองอยู่ เจ้ามรดก มีบุตรชาย คือ นายทวีศักดิ์ นายทวีศักดิ์ มีบุตรกับนางพัวพัน ภริยาคนแรก 3 คน คือพันตำรวจตรีเทอดไชย นายเทอดศักดิ์ และผู้คัดค้านที่ 3 พันตำรวจตรีเทอดไชย มีบุตร 2 คน คือผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นอกจากนี้นายทวีศักดิ์ยังมีบุตรกับนางวิไล ภริยาคนที่สองอีก 4 คน คือผู้ร้องทั้งสี่ ตามผังเครือญาติ นายทวีศักดิ์ถึงแก่ความตายในปี 2518 เจ้ามรดกทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2520 ตั้งพันตำรวจตรีเทอดไชย และผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดก เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2521 หลังจากนั้นพันตำรวจตรีเทอดไชย ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกเพียงลำพังคนเดียวเนื่องจากขณะนั้นผู้คัดค้านที่ 3 อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่สามารถติดต่อได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้พันตำรวจตรีเทอดไชย เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2522 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 700/2552 ของศาลชั้นต้น ตามพินัยกรรมนอกจากจะมีข้อกำหนดให้แบ่งทรัพย์สินแก่บุคคลใดบ้างแล้ว เจ้ามรดกยังกำหนดไว้ในข้อ 12 ให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการจดทะเบียนก่อตั้งมูลนิธิทองอยู่ ปลูกสวัสดิ์ และจัดผลประโยชน์ของมูลนิธิตามวัตถุประสงค์ โดยระบุให้ยกทรัพย์สินอันเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในข้อ 2 ฉ. ข้อ 3 และข้อ 8 แก่มูลนิธิที่จะจัดตั้งขึ้น ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 กับพันตำรวจตรีเทอดไชย และผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ต่างมีชื่อเป็นผู้รับพินัยกรรมของเจ้ามรดก โดยเฉพาะในข้อ 11 ของพินัยกรรมระบุว่า ให้ที่ดินและทรัพย์สินของเจ้ามรดกนอกเหนือจากระบุไว้ในพินัยกรรมที่มีอยู่ขณะมีชีวิตหรือจะได้มาในภายหลังยกให้แก่พันตำรวจตรีเทอดไชย พันตำรวจตรีเทอดไชยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2552 โดยมีผู้คัดค้านที่ 1 กับนางนิสากร ซึ่งเป็นภริยาพันตำรวจตรีเทอดไชยและมารดาผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก ตามคำสั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้กับข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ผู้ร้องที่ 3 และที่ 4 ไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียตามพินัยกรรมที่จะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก และเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ยังไม่มีการจัดตั้งมูลนิธิตามข้อกำหนดพินัยกรรม พันตำรวจตรีเทอดไชยในฐานะผู้จัดการมรดกจัดการแบ่งทรัพย์สินตามข้อกำหนดอื่นในพินัยกรรมเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนที่ดิน 3 แปลง อันเป็นทรัพย์สินตามข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 2 ฉ. ข้อ 3 และข้อ 8 ดังกล่าวมา พันตำรวจตรีเทอดไชยได้โอนไปเป็นของตนเองในเดือนสิงหาคม 2527 พิเคราะห์แล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การจัดการมรดกรายพิพาทเสร็จสิ้นลงแล้วหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องที่ 1 ได้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26715 เลขที่ดิน 758 ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร หรือที่ดินพร้อมตึกแถวห้องที่ 5 และ 6 อันเป็นทรัพย์ตามข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 2 ข. จากพันตำรวจตรีเทอดไชยในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกในปี 2523 ผู้ร้องที่ 2 ได้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26716 เลขที่ดิน 757 และที่ดินโฉนดเลขที่ 26717 เลขที่ดิน 754 ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร หรือที่ดินพร้อมตึกแถวห้องที่ 1 ถึง 4 อันเป็นทรัพย์ตามข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 2 ก. จากพันตำรวจตรีเทอดไชยฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกในปี 2524 และในปี 2523 ตามลำดับ ขณะที่ผู้ร้องที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้รับทรัพย์สินของเจ้ามรดกเลยทั้ง ๆ ที่ต่างเป็นหลานย่าของเจ้ามรดกด้วยกัน บ่งบอกว่าผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ต้องรู้ว่าเหตุที่เป็นเช่นนั้นเป็นไปตามข้อกำหนดพินัยกรรมของเจ้ามรดก ชี้ให้เห็นว่าผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 รู้ถึงข้อความในพินัยกรรมของเจ้ามรดกอันรวมถึงข้อกำหนดให้ผู้จัดการมรดกก่อตั้งมูลนิธิขึ้นมาตั้งแต่ปี 2523 แล้ว ทั้งที่อ้างว่าเคยสอบถามความคืบหน้าของการก่อตั้งมูลนิธิตามพินัยกรรมกับพันตำรวจตรีเทอดไชย ซึ่งได้รับคำตอบว่าไม่ให้มายุ่ง แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการคัดค้านการจัดการมรดกของเจ้ามรดกโดยพันตำรวจตรีเทอดไชยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จนกระทั่งพันตำรวจตรีเทอดไชยถึงแก่ความตายในปี 2552 ก็ไม่มีการดำเนินการใด ๆ เพิ่งจะมีการกล่าวอ้างโดยร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกต่อศาลชั้นต้นในปี 2557 เมื่อนับจากที่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 รู้ถึงข้อกำหนดพินัยกรรมมา เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปถึง 34 ปี โดยไม่มีการคัดค้านมาก่อน กรณีกลับปรากฏว่า ในวันที่ 17 สิงหาคม 2527 พันตำรวจตรีเทอดไชยได้ให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อย ในการขอรับโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1850 ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นทรัพย์ตามข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 2 ฉ. ที่เจ้ามรดกระบุยกให้แก่มูลนิธิทองอยู่ ปลูกสวัสดิ์ ที่จะจัดตั้งขึ้น ให้แก่ตนเองว่า พันตำรวจตรีเทอดไชยในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้ไปยื่นขอจัดตั้งมูลนิธิตามพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2520 โดยระบุวัตถุประสงค์ตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม แต่จัดตั้งไม่ได้ ซึ่งได้ไปขอจัดตั้งมา 2 ครั้งแล้ว เนื่องจากเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ แจ้งว่าขัดต่อกฎหมาย ดำเนินการให้ไม่ได้ พันตำรวจตรีเทอดไชยประสงค์โอนที่ดินแปลงที่อ้างถึงข้างต้นให้แก่ตนเอง ตามข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 11 ตามบันทึกถ้อยคำ และนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ของมูลนิธิที่จะก่อตั้งขึ้นในเรื่องให้ทุนการศึกษา การศาสนา การช่วยเหลือผู้ยากไร้ และเงินบำรุงแก่โรงพยาบาล ตามข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 12 แล้วยังมีข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 3 ด้วยว่า ให้มูลนิธิแบ่งผลประโยชน์ที่ได้จากการเก็บผลประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินแปลงนี้ (ที่ดินโฉนดเลขที่ 528 ตำบลสามยอด อำเภอสามเพ็ง กรุงเทพมหานคร ) ให้แก่นายเทอดศักดิ์ เด็กหญิงวรรณทิพย์ และเด็กหญิงวริศรา เดือนละ 2,000 บาท 1,000 บาท และ 1,000 บาท ตามลำดับ ใช้จ่ายตลอดชีวิต ที่ผู้คัดค้านทั้งสามระบุว่าเป็นข้อขัดข้องที่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าขัดต่อกฎหมายรับดำเนินการให้ไม่ได้ เพราะการจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิต้องไม่ใช่เป็นการหาผลประโยชน์เพื่อบุคคลใดนอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นเอง ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ว่าด้วยมูลนิธิ ตั้งแต่มาตรา 81 (เดิม) ถึงมาตรา 97 (เดิม) ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ก็แตกต่างกับบรรพ 1 ว่าด้วยมูลนิธิตั้งแต่มาตรา 110 ถึงมาตรา 136 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ที่กำหนดให้นายทะเบียนมีคำสั่งให้ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงคำขอหรือข้อบังคับในการขอจดทะเบียนมูลนิธิ หรือผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ ดังนี้ รูปคดีจึงเชื่อว่าพันตำรวจตรีเทอดไชยในฐานะผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการก่อตั้งมูลนิธิตามข้อกำหนดพินัยกรรมแล้ว แต่ไม่อาจจัดตั้งได้ เพราะเป็นการขัดต่อกฎหมาย ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1679 วรรคท้าย บัญญัติให้ข้อกำหนดพินัยกรรมในการจัดตั้งมูลนิธินั้นเป็นอันไร้ผลและหลังจากนั้นพันตำรวจตรีเทอดไชยได้จัดการแบ่งปันที่ดิน 3 แปลง อันเป็นทรัพย์มรดกที่เจ้ามรดกระบุในพินัยกรรมยกให้แก่มูลนิธิที่จะจัดตั้งขึ้นโดยโอนไปเป็นของตนเองตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2527 การจัดการมรดกรายพิพาทจึงเสร็จสิ้นลงแล้ว ส่วนข้อที่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า พันตำรวจตรีเทอดไชยทำผิดหน้าที่โอนที่ดิน 3 แปลง ดังกล่าวไปเป็นของตนเอง ไม่ได้นำมาแบ่งปันให้แก่ทายาท เป็นการไม่ชอบนั้น ก็ชอบที่จะต้องว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากไม่เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อการจัดการมรดกรายพิพาทเสร็จสิ้นลงแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องมีการตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อดำเนินการจัดการมรดกหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 อีกต่อไป ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอจัดการมรดกเป็นคดีนี้ ปัญหานี้แม้ผู้คัดค้านทั้งสามจะไม่ได้กล่าวมาในคำคัดค้านอย่างชัดแจ้งถึงเรื่องอำนาจร้องของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่มีการยื่นคำร้องขอคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ องค์คณะ: สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์ - สุนทร ทรงฤกษ์ - อุดม วัตตธรรม กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.พ. มาตรา 142, ป.วิ.พ. มาตรา 246, ป.วิ.พ. มาตรา 247, (เดิม) ป.พ.พ. มาตรา 1679, (เดิม) ป.พ.พ. มาตรา 1712, (เดิม) ป.พ.พ. มาตรา 1713, (เดิม) ป.พ.พ. มาตรา 1718, ป.พ.พ. มาตรา 1679, ป.พ.พ. มาตรา 1713 แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา