คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 691/2554

เนติบัณฑิตยสภา

ย่อ

1ความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือมีโทษสถานหนักกว่านั้น แม้

2จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ต่อเมื่อพยานโจทก์ตามที่นำสืบรับฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าวจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดและพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง จำเลยก็ยังมีสิทธิอุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด และขอให้กำหนดโทษให้เบาลงและรอการลงโทษได้กรณีมิใช่เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำรับสารภาพ หรือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งจะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 จำเลยเข้าไปกระตุกสร้อยคอของผู้เสียหายที่ 1 จนหลุดออก แล้วได้ตบตีผู้เสียหายที่ 1 การกระตุกสร้อยคอกับการตบตีทำร้ายร่างกาย จึงแยกออกเป็น 2 ตอน จำเลยมิได้ลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายที่ 1 เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 339 (1) แต่เป็นการใช้กิริยาฉกฉวยเอาสร้อยคอและรูปสัญลักษณ์ศาสนาอิสลามทองคำของผู้เสียหายที่ 1 ไปซึ่งหน้า จึงเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 336 โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยฉกฉวยเอาสร้อยคอของผู้เสียหายที่ 1 ไปซึ่งหน้า อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และคำขอท้ายฟ้องมิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ คงลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (8) วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดที่ประกอบเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย จำเลยพูดขอเงินกับผู้เสียหายที่ 2 ว่า หากไม่ให้เงินจะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ต่อไป เป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้ยอมให้เงินจึงเป็นความผิดฐานกรรโชกตาม ป.อ. มาตรา 337 (1) วรรคสอง แต่ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ผู้เสียหายที่ 2 ตามฟ้องศาลพิพากษาลงโทษในความผิดฐานดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

3ศาลชั้นต้นพิพากษาตามฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวและโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษ ศาลฎีกาจึงปรับบทความผิดและบทลงโทษให้ถูกต้องได้ แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 337 (1) วรรคสอง อีกกรรมหนึ่งได้เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2549 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยเข้าไปในห้องพักอันเป็นเคหสถานของนางวราภรณ์ ผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วลักสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง ราคา 5,000 บาท รูปสัญลักษณ์ศาสนาอิสลามทองคำหนัก 1 สลึง ราคา 2,500 บาท และโทรทัศน์ ราคา 13,000 บาท รวมเป็นเงิน 20,500 บาท ของผู้เสียหายที่ 1 ที่เก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไป โดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการจิกผม กระชาก ตบ ต่อย เตะ ที่ใบหน้าและลำตัว และใช้พัดลมตั้งโต๊ะตีศีรษะของผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หลังจากนั้นลักเงิน 1,000 บาท ของนายโสรส ผู้เสียหายที่ 2 ไป โดยขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายทั้งสอง เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ หรือให้พ้นจากการจับกุม โดยใช้รถกระบะเป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 339, 340 ตรี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 20,500 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และเงิน 1,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

2จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาทำร้ายร่างกาย ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

3ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม, 340 ตรี จำคุก 15 ปี

4จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง และรูปสัญลักษณ์ศาสนาอิสลาม ส่วนโทรทัศน์เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลย จึงให้จำเลยคืนราคาทรัพย์เพียง 14,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และเงิน 1,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

5จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า นางวราภรณ์ ผู้เสียหายที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยมาก่อน โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2538 มีบุตรด้วยกัน 3 คน ต่อมาเมื่อปี 2548 ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยได้จดทะเบียนหย่าตามสำเนาใบสำคัญการหย่าเอกสารหมาย จ.1 หลังจากหย่ากับจำเลยแล้ว ผู้เสียหายที่ 1 ได้เดินทางไปทำงานที่จังหวัดระยองพักอาศัยอยู่ที่บ้านเช่าในตำบลนิคมพัฒนา กิ่งอำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับนายโสรส ผู้เสียหายที่ 2 คืนเกิดเหตุจำเลยเดินทางจากบ้านพักในอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ไปหาผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้รถกระบะ เมื่อไปถึงบ้านพักของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยเคาะประตูห้อง ผู้เสียหายที่ 2 ไปเปิดประตู ขณะนั้นผู้เสียหายที่ 1 กำลังเดินออกมาจากห้องน้ำ จำเลยได้ตรงเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 1 แล้วกระชากสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง พร้อมรูปสัญลักษณ์ศาสนาอิสลามทองคำหนัก 1 สลึง แล้วลงมือตบตีผู้เสียหายที่ 1 ทั้งยังหยิบพัดลมที่ตั้งอยู่ภายในห้องมาทุบตีผู้เสียหายที่ 1 บริเวณศีรษะ 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บตามรายงานตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง หลังจากนั้นจำเลยได้ขอเงินจากผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 1,000 บาท เป็นค่าน้ำมันรถ หากผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยอมให้เงินจะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ต่อไป ผู้เสียหายที่ 2 จึงยอมให้เงินจำเลยไป 1,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยยังได้เอาโทรทัศน์ขนาด 25 นิ้ว 1 เครื่อง ราคา 13,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยซื้อมาใช้ร่วมกันในขณะที่ยังอยู่กินฉันสามีภริยาขึ้นรถกระบะแล้วขับออกไป คดีคง

6มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องตามมาตรา 339 ประกอบมาตรา 340 ตรี ตามที่

7จำเลยให้การรับสารภาพนั้น มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือมีโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง จึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง คดีนี้แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ ต่อเมื่อพยานโจทก์ตามที่นำสืบรับฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา 339 ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี จริง แม้ศาลชั้นต้นจะรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องและพิพากษาลงโทษจำเลยไปแล้ว แต่จำเลยก็ยังใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ ทั้งตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 เนื้อหาอุทธรณ์ในส่วนแรกได้โต้แย้งว่าจำเลยซึ่งเป็นอดีตสามีของผู้เสียหายที่ 1 ไปพบผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านพักแล้วพบว่ามีผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในห้องพัก จึงเกิดความโกรธแล้วจึงกระตุกสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายที่ 1 ไป หาได้ประสงค์ทรัพย์ของผู้อื่นไม่ อันเป็นทำนองว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด ส่วนอุทธรณ์ตอนท้ายได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าศาลชั้นต้นกำหนดโทษโดยไม่คำนึงถึงสาเหตุแห่งการกระทำความผิด พฤติการณ์ในการกระทำความผิด จึงขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดโทษให้เบาลงและรอการลงโทษด้วย อุทธรณ์ของจำเลยจึงได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานและการลงโทษจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องแล้ว จึงมิใช่เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยหรือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งจะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงชอบที่จะต้องวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด คงวินิจฉัยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการลดโทษและรอการลงโทษ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงไม่ชอบ ประกอบกับจำเลยได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในชั้นพิจารณาพอที่จะทำคำวินิจฉัยได้แล้ว จึงไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์รับฟังยุติได้ว่า ขณะที่จำเลยไปเคาะประตูเรียกที่บ้านพักของผู้เสียหายที่ 1 มีผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นคู่รักใหม่ของผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้มาเปิดประตูห้อง ทันทีที่จำเลยเห็นผู้เสียหายที่ 1 เดินออกมาจากห้องจึงเข้าไปทำการกระตุกสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายที่ 1 แล้วหลังจากนั้น จึงทำการตบตีผู้เสียหายที่ 1 นั้น เห็นว่า การตบตีทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 เกิดขึ้นหลังจากจำเลยได้กระตุกสร้อยคอของผู้เสียหายที่ 1 จนหลุดออกแล้ว ดังนั้น การกระตุกสร้อยคอกับการตบตีทำร้ายร่างกาย จึงแยกออกเป็น 2 ตอน จำเลยมิได้ลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายที่ 1 เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 (1) แต่ตามที่จำเลยเข้าไปกระทำการกระตุกสร้อยคอของผู้เสียหายที่ 1 จนขาดออกจากกันและเอาสร้อยคอกับรูปสัญลักษณ์ศาสนาอิสลามทองคำ 1 องค์ไป จึงเป็นเรื่องที่จำเลยใช้กิริยาฉกฉวยเอาสร้อยคอและรูปสัญลักษณ์ศาสนาอิสลามทองคำของผู้เสียหายที่ 1 ไปซึ่งหน้า จึงเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยฉกฉวยเอาสร้อยคอของผู้เสียหายที่ 1 ไปซึ่งหน้า อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ และคำขอท้ายฟ้องมิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ จึงเห็นว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ คงลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (8) วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดที่ประกอบเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ส่วนในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 นั้น แม้โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษมาแล้วจำเลยก็ให้การสารภาพในความผิดดังกล่าวมาก็ตาม แต่เมื่อ

8ศาลชั้นต้นพิพากษาตามฟ้องว่าเป็นการกระทำกรรมเดียว และโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษ ศาลฎีกาชอบที่จะปรับบทความผิดและบทลงโทษให้ถูกต้องได้ แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 อีกกรรมหนึ่งได้ เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ส่วนการที่จำเลยยกเอาโทรทัศน์ 1 เครื่อง ราคา 13,000 บาท ของผู้เสียหายที่ 1 ที่มีไว้ใช้ในห้องพักไปนั้น ผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความยอมรับว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 ได้ร่วมกันซื้อไว้ใช้ในขณะที่ยังอยู่กินเป็นสามีภริยากัน จำเลยยกเอาโทรทัศน์ดังกล่าวไปภายหลังจากจำเลยเห็นผู้เสียหายทั้งสองอยู่ด้วยกันในห้องพักที่เกิดเหตุ เชื่อว่าจำเลยกระทำไปด้วยความโกรธและหึงหวงผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเคยเป็นภริยาตน อีกทั้งก่อนกลับออกไปจำเลยยกเอาแต่โทรทัศน์ไปโดยมิได้เอาทรัพย์สินอื่นไปอีกทั้งที่สามารถกระทำได้ พฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยกระทำไปโดยเข้าใจว่าตนมีสิทธิกระทำได้แสดงว่าไม่มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีเจตนาทุจริต การที่จำเลยเอาโทรทัศน์ไปจึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ สำหรับความผิดฐานชิงทรัพย์เงินของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 1,000 บาท นั้น ผู้เสียหายทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยขอเงินเป็นค่าน้ำมัน ผู้เสียหายที่ 2 เห็นว่าเพื่อไม่ให้จำเลยทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 จึงได้ให้เงินจำเลยไปนั้น เห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่พูดขอเงินกับผู้เสียหายที่ 2 ว่า หากไม่ให้เงินจะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ต่อไป เป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้ยอมให้เงิน 1,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินตามที่จำเลยขอ การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 (1) วรรคสอง แต่ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ผู้เสียหายที่ 2 ตามฟ้อง พิพากษาลงโทษในความผิดฐานดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม แต่เมื่อ

9ศาลชั้นต้นพิพากษาตามฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวและโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษ ศาลฎีกาชอบที่จะพิพากษาปรับบทความผิดและบทลงโทษให้ถูกต้องได้ แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 (1) วรรคสอง อีกกรรมหนึ่งได้ เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

10พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (8) วรรคสอง, 295, 337 (1) วรรคสอง ลงโทษฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและในเคหสถาน จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท

11จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อ 1 ครั้ง ภายในระยะเวลารอการลงโทษ กับให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นของโจทก์ให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

(อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์ - สนอง เล่าศรีวรกต - ประทีป ดุลพินิจธรรมา)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.อ. มาตรา 339, ป.วิ.อ. มาตรา 176, ป.วิ.พ. มาตรา 225, ป.วิ.อ. มาตรา 15, ป.อ. มาตรา 336, ป.อ. มาตรา 335, ป.วิ.อ. มาตรา 192, ป.อ. มาตรา 337, ป.วิ.อ. มาตรา 212, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 295, ป.อ. มาตรา 340 ตรี, ป.อ. มาตรา 78, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ