1ทรัพย์สินซึ่งศาลพิพากษาให้ริบจะตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 35 ก็ต่อเมื่อคดีถึงที่สุด แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะมีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง แต่เมื่อมีการฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในข้อดังกล่าวและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา รถจักรยานยนต์ของกลางดังกล่าว จึงยังหาตกเป็นของแผ่นดินไม่ ดังนั้น เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ของกลางย่อมโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้องได้ เพราะไม่มีกฎหมายใดบัญญัติห้ามโอนกรรมสิทธิ์กันไว้ ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางที่แท้จริง และมีสิทธิยื่นคำร้อง ขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางหลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วภายในกำหนด 1 ปีได้
1คดีสืบเนื่องมาจาก โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 134, 160 ทวิ
2จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามแต่ไม่ริบรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 1 บ-5593 หมายเลขทะเบียน ชัยภูมิ ฉ-8425 และหมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 4 ผ-9584 ของกลาง
3ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางทั้งหมด และ
4ศาลฎีกา พิพากษายืนผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ขณะเกิดเหตุรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 1 บ-5593 (ปัจจุบันหมายเลขทะเบียน ชัยภูมิ ต-4930) เป็นกรรมสิทธิ์ของนายสนิท ปิ่นคำ พี่ชายผู้ร้อง ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2539 นายสนิทโอนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวให้ผู้ร้องทั้งนายสนิทและผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการที่จำเลยที่ 3 นำรถไปกระทำความผิด ขอให้สั่งคืนรถคันดังกล่าวแก่ผู้ร้องโจทก์คัดค้านว่า รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 1บ-5593 ของกลางมิใช่ทรัพย์ของผู้ร้อง ขณะเกิดเหตุผู้ร้องยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2539 ให้ริบของกลางย่อมตกเป็นของแผ่นดินไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์หรือยึดถือได้ แต่ผู้ร้องรับโอนภายหลังจากศาลอุทธรณ์ ภาค 1 มีคำพิพากษาแล้ว ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ให้ยกคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์
5ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้คืนรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 1 บ-5593 (ปัจจุบันหมายเลขทะเบียน ชัยภูมิ ต-4930) ของกลางแก่ผู้ร้อง
6โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เดิมรถจักรยานยนต์ของกลางใช้ทะเบียนหมายเลข กรุงเทพมหานคร 1 บ-5593 เป็นของนายสนิท ต่อมานางสาวขวัญใจ โชคเฉลิม จำเลยที่ 3 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขับและถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2538 เป็นคดีนี้
7ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามแต่ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง แต่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1
8พิพากษาแก้เป็นให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางโดยได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2539 ครั้นวันที่ 5 กรกฎาคม 2539 นายสนิทโอนกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้อง แล้วได้มีการขอเปลี่ยนหมายเลขทะเบียนรถจักรยานยนต์ของกลางเป็นชัยภูมิ ต-4930 ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 ได้มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาโดย
9ศาลฎีกา พิพากษายืนให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2540 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง
10มี ปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางหรือไม่ ที่
11โจทก์ฎีกาว่า ผู้ร้องได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ของกลางหลังจาก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ริบของกลางเป็นของแผ่นดินแล้ว ที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางจึงยังไม่เข้าข้อกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 เพราะขณะเกิดเหตุผู้ร้องยังมิได้เป็นเจ้าของที่แท้จริงซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรือ มาตรา 34 ไปแล้ว หากปรากฏในภายหลังโดยคำเสนอของเจ้าของที่แท้จริงว่าผู้เป็นเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วย ในการกระทำความผิดก็ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สิน ถ้าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงาน แต่คำเสนอของเจ้าของที่แท้จริงนั้นจะต้องกระทำต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด" ซึ่งหากพิจารณาตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมทำให้เข้าใจได้ว่าเฉพาะผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ถูกริบที่ไม่รู้เห็นเป็นใจด้วยในขณะมีการกระทำความผิดเท่านั้น จึงจะมีสิทธิมายื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินที่ถูกริบได้ดังเช่น
12โจทก์ฎีกา แต่ความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 นั้น ย่อมมีอำนาจจะจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของตนได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น ยังไม่ทำให้รถจักรยานยนต์ของกลางตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 35 เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด เนื่องจากมีการฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าไม่ควรริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ดังนั้นระหว่างที่คดีอยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกาคือถึงวันที่ได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 อันเป็นวันที่คดีถึงที่สุดซึ่งจะทำให้รถจักรยานยนต์ของกลางที่ถูกริบตกเป็นของแผ่นดิน การที่นายสนิทเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางโอนกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2539 ย่อมมีสิทธิที่จะกระทำได้โดยชอบมิใช่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์กันโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังเช่นที่
13โจทก์ฎีกา เพราะขณะนั้นคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด และไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติห้ามโอนกรรมสิทธิ์กันไว้ ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางที่แท้จริง และมีสิทธิมายื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางหลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วภายในกำหนด 1 ปี ทั้งทางนำสืบขอผู้ร้องก็ได้ความว่าผู้ร้องและนายสนิทเจ้าของเดิมของรถจักรยานยนต์ของกลางขณะที่จำเลยที่ 3 นำไปใช้ในการกระทำความผิดมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วย จึงต้องคืนรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยและพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
14พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3829/2542พนักงานอัยการ จังหวัด ชัยภูมิโจทก์นาย รัศมี ปิ่น คำผู้ร้องนาย สนั่น ชิดประทุม กับพวกจำเลย ป.อ. ม. 35, ม. 36ทรัพย์สินซึ่งศาลพิพากษาให้ริบจะตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 35 ก็ต่อเมื่อคดีถึงที่สุด แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะมีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง แต่เมื่อมีการฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในข้อดังกล่าวและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา รถจักรยานยนต์ของกลางดังกล่าว จึงยังหาตกเป็นของแผ่นดินไม่ ดังนั้น เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ของกลางย่อมโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้องได้ เพราะไม่มีกฎหมายใดบัญญัติห้ามโอนกรรมสิทธิ์กันไว้ ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางที่แท้จริง และมีสิทธิยื่นคำร้อง ขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางหลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วภายในกำหนด 1 ปีได้คดีสืบเนื่องมาจาก
15โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 134, 160 ทวิ
16จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามแต่ไม่ริบรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 1 บ-5593 หมายเลขทะเบียน ชัยภูมิ ฉ-8425 และหมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 4 ผ-9584 ของกลาง
17ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางทั้งหมด และ
18ศาลฎีกา พิพากษายืนผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ขณะเกิดเหตุรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 1 บ-5593 (ปัจจุบันหมายเลขทะเบียน ชัยภูมิ ต-4930) เป็นกรรมสิทธิ์ของนายสนิท ปิ่นคำ พี่ชายผู้ร้อง ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2539 นายสนิทโอนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวให้ผู้ร้องทั้งนายสนิทและผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการที่จำเลยที่ 3 นำรถไปกระทำความผิด ขอให้สั่งคืนรถคันดังกล่าวแก่ผู้ร้องโจทก์คัดค้านว่า รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 1บ-5593 ของกลางมิใช่ทรัพย์ของผู้ร้อง ขณะเกิดเหตุผู้ร้องยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2539 ให้ริบของกลางย่อมตกเป็นของแผ่นดินไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์หรือยึดถือได้ แต่ผู้ร้องรับโอนภายหลังจากศาลอุทธรณ์ ภาค 1 มีคำพิพากษาแล้ว ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ให้ยกคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์
19ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้คืนรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 1 บ-5593 (ปัจจุบันหมายเลขทะเบียน ชัยภูมิ ต-4930) ของกลางแก่ผู้ร้อง
20โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เดิมรถจักรยานยนต์ของกลางใช้ทะเบียนหมายเลข กรุงเทพมหานคร 1 บ-5593 เป็นของนายสนิท ต่อมานางสาวขวัญใจ โชคเฉลิม จำเลยที่ 3 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขับและถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2538 เป็นคดีนี้
21ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามแต่ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง แต่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1
22พิพากษาแก้เป็นให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางโดยได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2539 ครั้นวันที่ 5 กรกฎาคม 2539 นายสนิทโอนกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้อง แล้วได้มีการขอเปลี่ยนหมายเลขทะเบียนรถจักรยานยนต์ของกลางเป็นชัยภูมิ ต-4930 ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 ได้มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาโดย
23ศาลฎีกา พิพากษายืนให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2540 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง
24มี ปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางหรือไม่ ที่
25โจทก์ฎีกาว่า ผู้ร้องได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ของกลางหลังจาก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ริบของกลางเป็นของแผ่นดินแล้ว ที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางจึงยังไม่เข้าข้อกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 เพราะขณะเกิดเหตุผู้ร้องยังมิได้เป็นเจ้าของที่แท้จริงซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรือ มาตรา 34 ไปแล้ว หากปรากฏในภายหลังโดยคำเสนอของเจ้าของที่แท้จริงว่าผู้เป็นเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วย ในการกระทำความผิดก็ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สิน ถ้าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงาน แต่คำเสนอของเจ้าของที่แท้จริงนั้นจะต้องกระทำต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด" ซึ่งหากพิจารณาตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมทำให้เข้าใจได้ว่าเฉพาะผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ถูกริบที่ไม่รู้เห็นเป็นใจด้วยในขณะมีการกระทำความผิดเท่านั้น จึงจะมีสิทธิมายื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินที่ถูกริบได้ดังเช่น
26โจทก์ฎีกา แต่ความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 นั้น ย่อมมีอำนาจจะจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของตนได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น ยังไม่ทำให้รถจักรยานยนต์ของกลางตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 35 เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด เนื่องจากมีการฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าไม่ควรริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ดังนั้นระหว่างที่คดีอยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกาคือถึงวันที่ได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 อันเป็นวันที่คดีถึงที่สุดซึ่งจะทำให้รถจักรยานยนต์ของกลางที่ถูกริบตกเป็นของแผ่นดิน การที่นายสนิทเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางโอนกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2539 ย่อมมีสิทธิที่จะกระทำได้โดยชอบมิใช่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์กันโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังเช่นที่
27โจทก์ฎีกา เพราะขณะนั้นคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด และไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติห้ามโอนกรรมสิทธิ์กันไว้ ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางที่แท้จริง และมีสิทธิมายื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางหลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วภายในกำหนด 1 ปี ทั้งทางนำสืบขอผู้ร้องก็ได้ความว่าผู้ร้องและนายสนิทเจ้าของเดิมของรถจักรยานยนต์ของกลางขณะที่จำเลยที่ 3 นำไปใช้ในการกระทำความผิดมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วย จึงต้องคืนรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยและพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
28พิพากษายืน(พินิจ เพชรรุ่ง-อธิราช มณีภาค-ไพศาล เจริญวุฒิ)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุผู้เป็นเจ้าของแท้จริงที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 36 ได้นั้น มีข้อที่ต้องพิจารณาดังนี้ 1. เจ้าของที่แท้จริงที่มาร้องขอคืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งริบนั้นต้องเป็นบุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่จำเลยในคดีนั้น เพราะหากจำเลยเป็นเจ้าของอันแท้จริงในทรัพย์สินของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิด จำเลยก็ย่อมมีสิทธินำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณาคดีนั้นเพื่อแสดงว่าจำเลยเป็นเจ้าของทรัพย์สินของกลางแท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิดและมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลที่สั่งริบทรัพย์สินของกลางได้ในคดีอยู่แล้วจึงไม่มีสิทธิมายื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคืนของกลางในภายหลัง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3685/2541) 2. ความเป็นเจ้าของที่แท้จริงต้องมีอยู่ในขณะยื่นคำร้อง หากขณะยื่นคำร้องขอคืนของกลางผู้ร้องโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินของกลางให้บุคคลอื่นไปแล้ว ผู้ร้องย่อมไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริงอีกต่อไป จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลาง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7691/2538) 3. ความเป็นเจ้าของที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องมีอยู่ก่อนหรือขณะกระทำความผิดแม้จะได้รับโอนกรรมสิทธิ์มาในภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินของกลางแล้วก็ตามแต่หากคำสั่งริบของกลางยังไม่ถึงที่สุด ทรัพย์สินของกลางยังไม่ตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 35 เจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมจึงย่อมมีสิทธิที่โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นให้บุคคลอื่นได้เสมอ และผู้รับโอนมาก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ของกลาง จึงย่อมมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอคืนของกลางได้ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ก็ยืนยันหลักดังกล่าวแต่หากศาลมีคำสั่งริบและทรัพย์สินของกลางตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ย่อมไม่อาจโอนขายทรัพย์สินของกลางต่อไปได้ ผู้ซื้อย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ จึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนของกลาง(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 443/2539) ปัญหาที่น่าคิดมีว่าเมื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมมีสิทธิที่จะโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินของกลางให้บุคคลอื่นได้เสมอก่อนคำพิพากษาริบของกลางจะถึงที่สุด จะเป็นช่องทางให้เจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมซึ่งรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยโอนขายทรัพย์สินของกลางให้บุคคลอื่น เพื่อให้บุคคลอื่นเป็นผู้มาร้องขอคืนของกลางได้หรือไม่ ผู้เขียนเห็นว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งว่า เมื่อผู้ร้องและนายสนิทเจ้าของเดิมของรถจักรยานยนต์ของกลางไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดจึงต้องคืนรถจักรยานยนต์ให้แก่ผู้ร้อง กรณีจึงเห็นได้ชัดว่า หากเจ้าของเดิมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์ของกลางมาก็น่าจะไม่มีสิทธิขอของกลางคืนทั้งนี้ตามหลักกฎหมายที่ว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน เมื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมซึ่งเป็นผู้โอนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดและไม่มีสิทธิขอคืนของกลางด้วยผู้รับโอนซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์ของกลางต่อมาก็น่าจะไม่มีสิทธิเช่นกัน ปัญหาต่อไปมีว่าถ้าเช่นนั้นผู้ซื้อทรัพย์ของกลางไว้หากสุจริตจะดำเนินการอย่างไรผู้เขียนเห็นว่า ผู้ซื้อทรัพย์ของกลางดังกล่าวชอบที่จะฟ้องผู้ขายซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมให้รับผิดเพราะเหตุแห่งการโอนสิทธิ (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 475) หรืออาจฟ้องผู้ขายให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีส่งมอบทรัพย์ให้ไม่ได้ (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218,461) หรืออาจบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหาย (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387,388,391) แล้วแต่กรณี มีชัยเตชาชาญคำพิพากษา: คดีสืบเนื่องมาจาก
29โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 134, 160 ทวิ
30จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามแต่ไม่ริบรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 1 บ-5593 หมายเลขทะเบียน ชัยภูมิ ฉ-8425 และหมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 4 ผ-9584 ของกลาง
31ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางทั้งหมด และ
32ศาลฎีกา พิพากษายืนผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ขณะเกิดเหตุรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 1 บ-5593 (ปัจจุบันหมายเลขทะเบียน ชัยภูมิ ต-4930) เป็นกรรมสิทธิ์ของนายสนิท ปิ่นคำ พี่ชายผู้ร้อง ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2539 นายสนิทโอนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวให้ผู้ร้องทั้งนายสนิทและผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการที่จำเลยที่ 3 นำรถไปกระทำความผิด ขอให้สั่งคืนรถคันดังกล่าวแก่ผู้ร้องโจทก์คัดค้านว่า รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 1บ-5593 ของกลางมิใช่ทรัพย์ของผู้ร้อง ขณะเกิดเหตุผู้ร้องยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2539 ให้ริบของกลางย่อมตกเป็นของแผ่นดินไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์หรือยึดถือได้ แต่ผู้ร้องรับโอนภายหลังจากศาลอุทธรณ์ ภาค 1 มีคำพิพากษาแล้ว ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ให้ยกคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์
33ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้คืนรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 1 บ-5593 (ปัจจุบันหมายเลขทะเบียน ชัยภูมิ ต-4930) ของกลางแก่ผู้ร้อง
34โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เดิมรถจักรยานยนต์ของกลางใช้ทะเบียนหมายเลข กรุงเทพมหานคร 1 บ-5593 เป็นของนายสนิท ต่อมานางสาวขวัญใจ โชคเฉลิม จำเลยที่ 3 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขับและถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2538 เป็นคดีนี้
35ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามแต่ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง แต่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1
36พิพากษาแก้เป็นให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางโดยได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2539 ครั้นวันที่ 5 กรกฎาคม 2539 นายสนิทโอนกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้อง แล้วได้มีการขอเปลี่ยนหมายเลขทะเบียนรถจักรยานยนต์ของกลางเป็นชัยภูมิ ต-4930 ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 ได้มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาโดย
37ศาลฎีกา พิพากษายืนให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2540 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง
38มี ปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางหรือไม่ ที่
39โจทก์ฎีกาว่า ผู้ร้องได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ของกลางหลังจาก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ริบของกลางเป็นของแผ่นดินแล้ว ที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางจึงยังไม่เข้าข้อกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 เพราะขณะเกิดเหตุผู้ร้องยังมิได้เป็นเจ้าของที่แท้จริงซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรือ มาตรา 34 ไปแล้ว หากปรากฏในภายหลังโดยคำเสนอของเจ้าของที่แท้จริงว่าผู้เป็นเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วย ในการกระทำความผิดก็ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สิน ถ้าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงาน แต่คำเสนอของเจ้าของที่แท้จริงนั้นจะต้องกระทำต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด" ซึ่งหากพิจารณาตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมทำให้เข้าใจได้ว่าเฉพาะผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ถูกริบที่ไม่รู้เห็นเป็นใจด้วยในขณะมีการกระทำความผิดเท่านั้น จึงจะมีสิทธิมายื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินที่ถูกริบได้ดังเช่น
40โจทก์ฎีกา แต่ความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 นั้น ย่อมมีอำนาจจะจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของตนได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น ยังไม่ทำให้รถจักรยานยนต์ของกลางตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 35 เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด เนื่องจากมีการฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าไม่ควรริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ดังนั้นระหว่างที่คดีอยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกาคือถึงวันที่ได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 อันเป็นวันที่คดีถึงที่สุดซึ่งจะทำให้รถจักรยานยนต์ของกลางที่ถูกริบตกเป็นของแผ่นดิน การที่นายสนิทเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางโอนกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2539 ย่อมมีสิทธิที่จะกระทำได้โดยชอบมิใช่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์กันโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังเช่นที่
41โจทก์ฎีกา เพราะขณะนั้นคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด และไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติห้ามโอนกรรมสิทธิ์กันไว้ ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางที่แท้จริง และมีสิทธิมายื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางหลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วภายในกำหนด 1 ปี ทั้งทางนำสืบขอผู้ร้องก็ได้ความว่าผู้ร้องและนายสนิทเจ้าของเดิมของรถจักรยานยนต์ของกลางขณะที่จำเลยที่ 3 นำไปใช้ในการกระทำความผิดมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วย จึงต้องคืนรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยและพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
42พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3829/2542พนักงานอัยการ จังหวัด ชัยภูมิโจทก์นาย รัศมี ปิ่น คำผู้ร้องนาย สนั่น ชิดประทุม กับพวกจำเลย ป.อ. ม. 35, ม. 36ทรัพย์สินซึ่งศาลพิพากษาให้ริบจะตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 35 ก็ต่อเมื่อคดีถึงที่สุด แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะมีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง แต่เมื่อมีการฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในข้อดังกล่าวและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา รถจักรยานยนต์ของกลางดังกล่าว จึงยังหาตกเป็นของแผ่นดินไม่ ดังนั้น เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ของกลางย่อมโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้องได้ เพราะไม่มีกฎหมายใดบัญญัติห้ามโอนกรรมสิทธิ์กันไว้ ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางที่แท้จริง และมีสิทธิยื่นคำร้อง ขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางหลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วภายในกำหนด 1 ปีได้คดีสืบเนื่องมาจาก
43โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 134, 160 ทวิ
44จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามแต่ไม่ริบรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 1 บ-5593 หมายเลขทะเบียน ชัยภูมิ ฉ-8425 และหมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 4 ผ-9584 ของกลาง
45ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางทั้งหมด และ
46ศาลฎีกา พิพากษายืนผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ขณะเกิดเหตุรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 1 บ-5593 (ปัจจุบันหมายเลขทะเบียน ชัยภูมิ ต-4930) เป็นกรรมสิทธิ์ของนายสนิท ปิ่นคำ พี่ชายผู้ร้อง ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2539 นายสนิทโอนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวให้ผู้ร้องทั้งนายสนิทและผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการที่จำเลยที่ 3 นำรถไปกระทำความผิด ขอให้สั่งคืนรถคันดังกล่าวแก่ผู้ร้องโจทก์คัดค้านว่า รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 1บ-5593 ของกลางมิใช่ทรัพย์ของผู้ร้อง ขณะเกิดเหตุผู้ร้องยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2539 ให้ริบของกลางย่อมตกเป็นของแผ่นดินไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์หรือยึดถือได้ แต่ผู้ร้องรับโอนภายหลังจากศาลอุทธรณ์ ภาค 1 มีคำพิพากษาแล้ว ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ให้ยกคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์
47ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้คืนรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 1 บ-5593 (ปัจจุบันหมายเลขทะเบียน ชัยภูมิ ต-4930) ของกลางแก่ผู้ร้อง
48โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เดิมรถจักรยานยนต์ของกลางใช้ทะเบียนหมายเลข กรุงเทพมหานคร 1 บ-5593 เป็นของนายสนิท ต่อมานางสาวขวัญใจ โชคเฉลิม จำเลยที่ 3 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขับและถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2538 เป็นคดีนี้
49ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามแต่ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง แต่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1
50พิพากษาแก้เป็นให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางโดยได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2539 ครั้นวันที่ 5 กรกฎาคม 2539 นายสนิทโอนกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้อง แล้วได้มีการขอเปลี่ยนหมายเลขทะเบียนรถจักรยานยนต์ของกลางเป็นชัยภูมิ ต-4930 ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 ได้มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาโดย
51ศาลฎีกา พิพากษายืนให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2540 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง
52มี ปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางหรือไม่ ที่
53โจทก์ฎีกาว่า ผู้ร้องได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ของกลางหลังจาก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ริบของกลางเป็นของแผ่นดินแล้ว ที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางจึงยังไม่เข้าข้อกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 เพราะขณะเกิดเหตุผู้ร้องยังมิได้เป็นเจ้าของที่แท้จริงซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรือ มาตรา 34 ไปแล้ว หากปรากฏในภายหลังโดยคำเสนอของเจ้าของที่แท้จริงว่าผู้เป็นเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วย ในการกระทำความผิดก็ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สิน ถ้าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงาน แต่คำเสนอของเจ้าของที่แท้จริงนั้นจะต้องกระทำต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด" ซึ่งหากพิจารณาตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมทำให้เข้าใจได้ว่าเฉพาะผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ถูกริบที่ไม่รู้เห็นเป็นใจด้วยในขณะมีการกระทำความผิดเท่านั้น จึงจะมีสิทธิมายื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินที่ถูกริบได้ดังเช่น
54โจทก์ฎีกา แต่ความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 นั้น ย่อมมีอำนาจจะจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของตนได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น ยังไม่ทำให้รถจักรยานยนต์ของกลางตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 35 เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด เนื่องจากมีการฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าไม่ควรริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ดังนั้นระหว่างที่คดีอยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกาคือถึงวันที่ได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 อันเป็นวันที่คดีถึงที่สุดซึ่งจะทำให้รถจักรยานยนต์ของกลางที่ถูกริบตกเป็นของแผ่นดิน การที่นายสนิทเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางโอนกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2539 ย่อมมีสิทธิที่จะกระทำได้โดยชอบมิใช่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์กันโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังเช่นที่
55โจทก์ฎีกา เพราะขณะนั้นคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด และไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติห้ามโอนกรรมสิทธิ์กันไว้ ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางที่แท้จริง และมีสิทธิมายื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางหลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วภายในกำหนด 1 ปี ทั้งทางนำสืบขอผู้ร้องก็ได้ความว่าผู้ร้องและนายสนิทเจ้าของเดิมของรถจักรยานยนต์ของกลางขณะที่จำเลยที่ 3 นำไปใช้ในการกระทำความผิดมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วย จึงต้องคืนรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยและพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
56พิพากษายืน