คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 112/2569
ศาลอาญา ศาลผู้ส่งความเห็น ศาลทหารกรุงเทพ ศาลผู้รับความเห็น นางสาว น. โจทก์ นาย ว. จำเลย
ย่อ / หลักกฎหมาย
1คดีที่นางสาว น. โจทก์ ยื่นฟ้องนาย ว. จำเลย ความว่า จำเลยนำข้อความอันเป็นเท็จยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาต่อศาลอาญา และเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลในคดีอาญาดังกล่าวยืนยันว่าโจทก์นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งศาลอาญาไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง
2จำเลยให้การปฏิเสธและยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นนายทหารชั้นประทวนยศจ่าสิบตรี ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ศาลอาญาเห็นว่า ขณะเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยรับราชการทหารเป็นนายทหารประทวน เป็นคดีซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพเห็นว่า แม้ขณะกระทำผิด จำเลยเป็นนายทหารประทวนซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร แต่เมื่อศาลอาญาซึ่งเป็นศาลพลเรือนได้สั่งประทับฟ้องไว้แล้ว แม้จะปรากฏตาม
3ทางพิจารณาในภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ก็ให้ศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 15 วรรคสอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 13 บัญญัติว่า ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาวางบทลงโทษผู้กระทำผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นในทางอาญา ในคดีซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้มีศาลทหารแยกต่างหากจากศาลพลเรือน เพื่อให้บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารที่กระทำความผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นที่มีโทษทางอาญาต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีในอำนาจของศาลทหาร เพื่อวัตถุประสงค์ในการปกครองบังคับบัญชาและส่งเสริมอำนาจของผู้บังคับบัญชาทหาร อันเป็นการยึดหลักเขตอำนาจศาลเหนือตัวบุคคลผู้กระทำผิดซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารและเป็นการยกเว้นอำนาจศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลพลเรือนไม่ให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด โดยศาลยุติธรรมจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำความผิดเฉพาะแต่กรณีที่ได้กระทำผิดด้วยกันกับพลเรือนหรือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนตามมาตรา 14 (1) และ (2) หรือกรณีตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 เท่านั้น ดังนี้ หากข้อเท็จจริงปรากฏจากคำฟ้องหรือหลักฐานแน่ชัดตั้งแต่แรกว่าจำเลยเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจรับไว้พิจารณาพิพากษาคดี คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยโดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นนายทหารประทวนประจำการและขณะฟ้องคดีนี้ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าจำเลยเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร การที่ศาลอาญาไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับรับฟ้องโจทก์บางข้อหาและ
4พิพากษายกฟ้องบางข้อหา จึงเป็นกรณีที่ศาลอาญาได้มีคำสั่งประทับฟ้องบางข้อหาไว้ในขณะที่ยังไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลทหาร ถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาแล้ว นอกจากนี้ ศาลอาญายังได้
5พิพากษายกฟ้องบางข้อหาอันเป็นการวินิจฉัยถึงเนื้อหาความผิดที่ฟ้องแล้วซึ่งโจทก์จะอุทธรณ์ ไปยังศาลทหารไม่ได้ ถึงแม้จะปรากฏตาม
6ทางพิจารณาในภายหลังจากคำร้องของจำเลยว่าจำเลยรับราชการ เป็นนายทหารประทวนซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารก็ตาม ศาลอาญาก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 15 วรรคสอง ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
(ไม่มี)
- -