คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 70/2568

สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ

ย่อ

1คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี ที่ 1 กรมที่ดิน ที่ 2 จำเลย กรณีโจทก์ซื้อที่ดินมีโฉนดเฉพาะส่วนจากการขายทอดตลาดและครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวรวมทั้งที่ดินนอกโฉนดที่ดินต่อเนื่องจากเจ้าของเดิมซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินและมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ออกเดินสำรวจรังวัดทำแผนที่และ/หรือพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ในที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะรายตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินนอกโฉนดที่ดิน กับให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์เป็นการเฉพาะราย

2จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์มิได้ซื้อที่ดินนอกโฉนดที่ดินด้วย ทั้งตำแหน่งที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดินกับที่ดินโจทก์มิได้มีแนวเขตติดต่อเป็นแปลงเดียวกัน แต่มีลำรางสาธารณประโยชน์กั้น และโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ซึ่งไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์การขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย จึงมีคำสั่งไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ คำสั่งของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลแพ่งมีนบุรีเห็นว่า คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องจากบุคคลซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินและมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 หรือไม่ อันเป็นกรณีที่

3โจทก์ฟ้องขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกคำขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจตามกฎหมายอันเป็นคำสั่งทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี ที่ 1 กรมที่ดิน ที่ 2 จำเลย จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และโจทก์จะฟ้องโดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์เป็นการเฉพาะราย อันมีลักษณะเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีโจทก์ฟ้องอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากบุคคลซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินและมิได้แจ้งการครอบครอง การที่โจทก์ยื่นคำขอให้จำเลยที่ 1 ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะราย จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอในประการสำคัญให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจากผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์เป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ไม่มี)

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ