D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2568

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2568

ศาลจังหวัดนนทบุรี ศาลผู้ส่งความเห็น ศาลปกครองกลาง ศาลผู้รับความเห็น นาง ส. โจทก์ แพทยสภา จำเลย

รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง แพทยสภา จำเลย ว่า โจทก์เป็นมารดาของผู้ตาย เนื่องจากผู้ตายมีอาการแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง หายใจไม่สะดวก คลื่นไส้อาเจียน และปวดศีรษะ จึงเข้ารับการรักษาที่่โรงพยาบาล จ. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลของบริษัทโรงพยาบาล จ. จำกัด (มหาชน) แต่ด้วยความประมาทเลินเล่อของนายแพทย์ ช. ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของบริษัทฯ ตรวจวินิจฉัยว่าผู้ตายเจ็บป่วยด้วยโรคกระเพาะอาหารอักเสบและรักษาด้วยการฉีดยา เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลว โจทก์จึงยื่นร้องเรียนนายแพทย์ ช. กับแพทย์หญิง พ. ต่อแพทยสภาเพื่อขอให้ตรวจสอบ และได้ยื่นฟ้องนายแพทย์ ช. เป็นจำเลยที่ 1 และบริษัทฯ เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยตกลงท้ากันว่า หากจำเลยมีความเห็นว่าการรักษาของนายแพทย์ ช. และบริษัทฯ ไม่ได้มาตรฐาน นายแพทย์ ช. และบริษัทฯ จะชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่หากจำเลยมีความเห็นว่าการรักษาของนายแพทย์ ช. และบริษัทฯ ได้มาตรฐาน โจทก์ยอมแพ้คดี ปรากฏว่าจำเลยมีความเห็นว่านายแพทย์ ช. ผู้ถูกร้องเรียนที่ 1 และแพทย์หญิง พ. ผู้ถูกร้องเรียนที่ 2 มิได้ประพฤติผิดข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2549 หมวด 4 ข้อ 15 กรณีมาตรฐานของการประกอบวิชาชีพเวชกรรม จึงมีมติว่าคดีไม่มีมูล ยกข้อกล่าวหาตามคำสั่งแพทยสภา เป็นเหตุให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ยกฟ้องโจทก์

2ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ส่วนศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องไม่รับฎีกา โจทก์จึงยื่นฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองกลาง และต่อมาศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแพทยสภาเฉพาะในส่วนที่ยกข้อกล่าวหานายแพทย์ ช. การที่คณะกรรมการแพทยสภาประชุมและมีมติว่าคดีไม่มีมูลยกข้อกล่าวหานายแพทย์ ช. ตามคำสั่งแพทยสภาดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สมควรที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้มีการสอบสวนเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกร้องเรียนต่อไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดอย่างรอบคอบถี่ถ้วน หรือมีเจตนาช่วยเหลือนายแพทย์ ช. ให้ไม่ต้องรับผิด หากตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบและมีคำสั่งถูกต้อง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จะมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย

3จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ จำเลยตรวจสอบข้อเท็จจริงพยานเอกสารและพยานบุคคลโดยละเอียดรอบคอบตามขั้นตอนกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ จำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ การที่จำเลยมีคำสั่งแพทยสภาไม่ใช่ผลโดยตรงจากการละเมิด โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลจังหวัดนนทบุรีเห็นว่า เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แพทยสภา จำเลย มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 แต่โดยที่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมาตรา 7 (1) กำหนดให้แพทยสภาควบคุมการประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม และมาตรา 8 (1) กำหนดให้แพทยสภามีอำนาจรับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม (2) พักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม จำเลยย่อมเป็นหน่วยงานที่มีฐานะเป็นองค์กรวิชาชีพซึ่งได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองในการควบคุมความประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดสืบเนื่องมาจากคณะกรรมการแพทยสภามีมติในการประชุมยกข้อกล่าวหานายแพทย์ ช. ตามคำสั่งแพทยสภา ต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งแพทยสภาดังกล่าวเฉพาะในส่วนที่ยกข้อกล่าวหานายแพทย์ ช. เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

(ไม่มี)

- -