1คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกนางสาว ภ. เอกชนที่มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดิน เลขที่ ๘๒๕๓๗ ตำบลนาข่า อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เข้ามาเป็นคู่กรณีด้วยการร้องสอด โดยอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกโฉนดที่ดิน เลขที่ ๘๒๕๓๗ ตามคำขอของผู้มีชื่อ ทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ทั้งแปลง โดยผู้ฟ้องคดีไม่มีโอกาสโต้แย้งหรือคัดค้าน จึงเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งยังปรากฏว่า นาย ว. ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและนำรถไถไปขุดทำลายต้นไม้ที่ผู้ฟ้องคดีปลูกไว้ โดยอ้างว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดิน เลขที่ ๘๒๕๓๗ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน เลขที่ ๘๒๕๓๗ ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การโดยสรุปว่า เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ผู้ร้องสอดให้การโดยสรุปว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินของผู้ร้องสอด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยตั้งรูปเรื่องว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกโฉนดที่ดิน เลขที่ ๘๒๕๓๗ แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้อง คำให้การ ตลอดจนคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน ซึ่งมีชื่อผู้ร้องสอดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จะเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นกรรมสิทธิ์ผู้ร้องสอด ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือของผู้ร้องสอด ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม