D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 511-512/2541

ผล: ยกคำร้อง อาญา
รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1คำร้องของ จำเลยกล่าวอ้างเพียงว่า คำวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายของศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง โดยจำเลยมิได้โต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนที่จำเลยขอให้ศาลฎีกาส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ไว้ พนักงาน สอบสวนจะสอบสวนได้หรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้หรือไม่และถ้าเป็นกรณีที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลฎีกาจะใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120,121 บังคับแก่จำเลย ได้หรือไม่ ก็มิใช่เป็นการโต้แย้งว่าบทกฎหมายใดขัดต่อ รัฐธรรมนูญ จึงมิใช่กรณีที่ศาลฎีกาจะต้องรอการพิจารณา พิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นของจำเลยเช่นว่านั้น ตามทางการเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ตามลำดับ และเรียกจำเลยสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 3ระหว่างพิจารณานางสำเนา บัวสาตร์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งสองคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต

2ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก มาตรา 310 วรรคแรกประกอบมาตรา 83 มาตรา 276 วรรคแรกและวรรคสอง ให้ลงโทษตามมาตรา 284 วรรคแรก จำคุก 5 ปี กระทงหนึ่ง ลงโทษตามมาตรา 310 วรรคแรก จำคุก 1 ปี กระทงหนึ่งความผิดตามมาตรา 276 วรรคแรกและวรรคสอง เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 276 วรรคสองซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี กระทงหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 21 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก มาตรา 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษตามมาตรา 284 วรรคแรกจำคุก 5 ปี กระทงหนึ่ง ลงโทษตามมาตรา 310 วรรคแรกจำคุก 1 ปี กระทงหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 ปี ริบรถยนต์ ของกลาง

3ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา คดีอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องว่า คดีนี้

4จำเลยทั้งสามฎีกาว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้ดำเนินคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนการสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยปัญหานี้ โดยให้เหตุผลว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์มอบคดีต่อพนักงานสอบสวนภายในอายุความตามกฎหมายแล้ว จำเลยทั้งสามมิได้ต่อสู้ว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ไว้ตั้งแต่ศาลชั้นต้น เพิ่งยกขึ้นต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ จึงไม่รับวินิจฉัยนั้น เป็นกรณีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญซึ่งต้องถือว่าบทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้ไม่ได้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 6 หากศาลฎีกา ไม่วินิจฉัยปัญหาข้อนี้อีก เท่ากับจำเลยทั้งสามไม่ได้รับ ความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 30 ซึ่งตามมาตรา 264 กำหนดให้คู่ความโต้แย้งได้ และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัติในเรื่องที่จำเลยทั้งสามยื่น คำร้องนี้ ศาลจึงต้องรอการพิพากษาไว้ชั่วคราว และส่งคำร้องนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าการที่คดีทั้งสอง สำนวนนี้ซึ่งเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนจะสอบสวนได้ หรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้หรือไม่ และถ้าเป็นกรณีที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลฎีกาจะใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120, 121 บังคับแก่จำเลยทั้งสามได้หรือไม่ ขอให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งสำนวนและคำร้องไปยังศาลฎีกาเพื่อส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยต่อไปศาลฎีกาสั่งว่า "คำร้องของ จำเลยเป็นเพียงการกล่าวอ้างว่าคำวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ถูกต้อง มิใช่เป็นการโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญและที่จำเลยขอให้ศาลฎีกาส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การที่คดีทั้งสองสำนวนนี้ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์พนักงานสอบสวนจะสอบสวนได้หรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้หรือไม่ และถ้าเป็นกรณีที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยศาลฎีกาจะใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120, 121 บังคับแก่จำเลยทั้งสามได้หรือไม่ ก็มิใช่เป็นการโต้แย้งว่า บทกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงมิใช่กรณีที่ศาลจะต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นเช่นว่านั้น ตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 ให้ยกคำร้อง" ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 511 - 512/2541พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทราโจทก์โจทก์ร่วมโจทก์นางสาวสำเนา บัวสาตร์โจทก์นายสุทัศน์ อิ่มละเอียด กับพวกจำเลย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 264 ป.วิ.อ. ม. 120, ม. 121คำร้องของ จำเลยกล่าวอ้างเพียงว่า คำวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายของศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง โดยจำเลยมิได้โต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนที่จำเลยขอให้ศาลฎีกาส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ไว้ พนักงาน สอบสวนจะสอบสวนได้หรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้หรือไม่และถ้าเป็นกรณีที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลฎีกาจะใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120,121 บังคับแก่จำเลย ได้หรือไม่ ก็มิใช่เป็นการโต้แย้งว่าบทกฎหมายใดขัดต่อ รัฐธรรมนูญ จึงมิใช่กรณีที่ศาลฎีกาจะต้องรอการพิจารณา พิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นของจำเลยเช่นว่านั้น ตามทางการเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ตามลำดับ และเรียกจำเลยสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 3ระหว่างพิจารณานางสำเนา บัวสาตร์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งสองคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต

5ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก มาตรา 310 วรรคแรกประกอบมาตรา 83 มาตรา 276 วรรคแรกและวรรคสอง ให้ลงโทษตามมาตรา 284 วรรคแรก จำคุก 5 ปี กระทงหนึ่ง ลงโทษตามมาตรา 310 วรรคแรก จำคุก 1 ปี กระทงหนึ่งความผิดตามมาตรา 276 วรรคแรกและวรรคสอง เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 276 วรรคสองซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี กระทงหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 21 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก มาตรา 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษตามมาตรา 284 วรรคแรกจำคุก 5 ปี กระทงหนึ่ง ลงโทษตามมาตรา 310 วรรคแรกจำคุก 1 ปี กระทงหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 ปี ริบรถยนต์ ของกลาง

6ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา คดีอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องว่า คดีนี้

7จำเลยทั้งสามฎีกาว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้ดำเนินคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนการสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยปัญหานี้ โดยให้เหตุผลว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์มอบคดีต่อพนักงานสอบสวนภายในอายุความตามกฎหมายแล้ว จำเลยทั้งสามมิได้ต่อสู้ว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ไว้ตั้งแต่ศาลชั้นต้น เพิ่งยกขึ้นต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ จึงไม่รับวินิจฉัยนั้น เป็นกรณีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญซึ่งต้องถือว่าบทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้ไม่ได้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 6 หากศาลฎีกา ไม่วินิจฉัยปัญหาข้อนี้อีก เท่ากับจำเลยทั้งสามไม่ได้รับ ความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 30 ซึ่งตามมาตรา 264 กำหนดให้คู่ความโต้แย้งได้ และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัติในเรื่องที่จำเลยทั้งสามยื่น คำร้องนี้ ศาลจึงต้องรอการพิพากษาไว้ชั่วคราว และส่งคำร้องนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าการที่คดีทั้งสอง สำนวนนี้ซึ่งเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนจะสอบสวนได้ หรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้หรือไม่ และถ้าเป็นกรณีที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลฎีกาจะใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120, 121 บังคับแก่จำเลยทั้งสามได้หรือไม่ ขอให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งสำนวนและคำร้องไปยังศาลฎีกาเพื่อส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยต่อไปศาลฎีกาสั่งว่า "คำร้องของ จำเลยเป็นเพียงการกล่าวอ้างว่าคำวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ถูกต้อง มิใช่เป็นการโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญและที่จำเลยขอให้ศาลฎีกาส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การที่คดีทั้งสองสำนวนนี้ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์พนักงานสอบสวนจะสอบสวนได้หรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้หรือไม่ และถ้าเป็นกรณีที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยศาลฎีกาจะใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120, 121 บังคับแก่จำเลยทั้งสามได้หรือไม่ ก็มิใช่เป็นการโต้แย้งว่า บทกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงมิใช่กรณีที่ศาลจะต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นเช่นว่านั้น ตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 ให้ยกคำร้อง"(อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ-จรัญ หัตถกรรม-อรุณ น้าประเสริฐ)แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุ1. คำสั่ง คำร้อง เรื่อง นี้ สืบเนื่อง มาจาก คดีอาญา ความผิด ต่อ ส่วนตัว ซึ่ง ศาลชั้นต้น พิพากษา ลงโทษ จำเลย ตาม ที่ พนักงานอัยการ เป็น โจทก์ ฟ้อง จำเลย อุทธรณ์ ว่า ผู้เสียหาย หรือ โจทก์ร่วม มิได้ ร้องทุกข์ ให้ ดำเนินคดี พนักงานสอบสวน จึง ไม่มี อำนาจ สอบสวน และ พนักงานอัยการ ไม่มี อำนาจฟ้อง ตาม ที่ บัญญัติ ไว้ ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง และ มาตรา 120 แต่ ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 ไม่รับ วินิจฉัย ให้ เพราะ จำเลย มิได้ ยก เรื่อง นี้ เป็น ข้อต่อสู้ ไว้ ใน ศาลชั้นต้น จะ ยกขึ้น ต่อสู้ ใน ชั้นอุทธรณ์ ไม่ได้ จำเลย ฎีกา ระหว่าง รอ ฟัง คำพิพากษา ศาลฎีกา จำเลย ยื่น คำร้องขอ ให้ ศาลฎีกา รอ การ พิพากษาคดี เดิม ไว้ และ ขอให้ ส่ง คำร้อง นี้ ไป ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ก่อน ตาม รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักร ไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ซึ่ง บัญญัติ ว่า " ใน การ ที่ ศาล จะ ใช้ บทบัญญัติ แห่งกฎหมาย บังคับ แก่ คดี ใด ถ้า ศาล เห็น เอง หรือ คู่ความ โต้แย้ง ว่า บทบัญญัติ แห่งกฎหมาย นั้น ต้องด้วย บทบัญญัติ มาตรา 6 และ ยัง ไม่มี คำวินิจฉัย ของ ศาล รัฐธรรมนูญ ใน ส่วน ที่ เกี่ยวกับ บทบัญญัติ นั้น ให้ ศาล รอ การ พิจารณา พิพากษาคดี ไว้ ชั่วคราว และ ส่ง ความเห็น เช่นว่า นั้น ตาม ทางการ เพื่อ ศาล รัฐธรรมนูญ จะ ได้ พิจารณา วินิจฉัย " ผู้บันทึก เห็นว่า การ ที่ ศาล ต่าง ๆ จะ ต้อง ส่ง เรื่อง ไป ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 นี้ จำกัด เฉพาะ เรื่อง ที่ มี ปัญหา ว่า บทบัญญัติ แห่งกฎหมาย ที่ ศาล จะ ใช้ บังคับ แก่ คดี นั้น ขัด หรือ แย้ง ต่อ รัฐธรรมนูญ เท่านั้น หา ได้ รวม ไป ถึง เรื่อง การกระทำ หรือไม่ กระทำ ของ บุคคล ใด ขัดแย้ง ต่อ รัฐธรรมนูญ ด้วย ไม่ และ ไม่รวม ถึง ข้อโต้แย้ง ว่า ศาล พิจารณา พิพากษาคดี ไป โดย ขัด ต่อ รัฐธรรมนูญ ด้วย เพราะ รัฐธรรมนูญ มาตรา 6 และ มาตรา 264 นั้น มี ความมุ่งหมาย ที่ จะ ป้องกัน มิให้ บทบัญญัติ แห่งกฎหมาย ต่าง ๆ มี เนื้อหาสาระ ที่ ขัด หรือ แย้ง ต่อ รัฐธรรมนูญ เท่านั้น มิใช่ บทบัญญัติ สำหรับ การ ควบคุม การกระทำ มิให้ ขัด ต่อ รัฐธรรมนูญ ดังนั้น ที่ ศาลฎีกา มี คำวินิจฉัย ว่า ศาลฎีกา ไม่จำต้อง ส่ง ข้อโต้แย้ง ของ จำเลย ไป ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย และ ให้ยก คำร้อง ของ จำเลย นั้น จึง ชอบแล้ว 2. ข้อ ที่ น่า พิจารณา ต่อไป ก็ คือ ถ้า จำเลย โต้แย้ง ต่อ ศาลฎีกา ว่า การ ที่ ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 ไม่รับ วินิจฉัย อุทธรณ์ เรื่อง อำนาจฟ้อง ของ พนักงานอัยการ โจทก์ ให้ แก่ จำเลย นั้น เป็น การ ใช้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่ง ซึ่ง บัญญัติ ว่า ข้อกฎหมาย ที่ จะ อุทธรณ์ ได้ จะ ต้อง เป็น ข้อ ที่ ได้ ยกขึ้น ว่า กัน มา แล้วแต่ ใน ศาลชั้นต้น มา บังคับ แก่ คดี ของ จำเลย ซึ่ง มาตรา 195 วรรคหนึ่ง นี้ ขัด หรือ แย้ง ต่อ รัฐธรรมนูญ เพราะ ตัด สิทธิ ใน การ อุทธรณ์ ของ จำเลย และ ทำให้ จำเลย ต้อง ถูก ดำเนินคดี อาญา และ ถูก ลงโทษ ถึง จำคุก โดยมิชอบ จึง ขอให้ ศาลฎีกา ส่ง ความเห็น ของ จำเลย ไป ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ว่า บทบัญญัติ มาตรา 195 วรรคหนึ่ง ที่ ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 นำ มา ใช้ บังคับ แก่ อุทธรณ์ ของ จำเลย นั้น ใช้ บังคับ ไม่ได้ เพราะ ขัด หรือ แย้ง ต่อ รัฐธรรมนูญ เช่นนี้ ศาลฎีกา จะ ต้อง ส่ง ข้อโต้แย้ง และ ความเห็น ของ จำเลย ไป ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ตาม มาตรา 264 แห่ง รัฐธรรมนูญ หรือไม่ ใน ข้อ นี้ เห็นว่า ถึง แม้ เรื่อง ตาม เหตุการณ์ สม มติ นี้ จะ เป็น การ ที่ จำเลย โต้แย้ง ว่า บทบัญญัติ แห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่ง ขัด หรือ แย้ง ต่อ รัฐธรรมนูญ ซึ่ง ตาม ปกติ ศาล จะ ต้อง ส่ง ข้อโต้แย้ง ของ จำเลย ไป ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ไม่ว่า ศาล จะ เห็นด้วย กับ ข้อโต้แย้ง ของ จำเลย หรือไม่ ก็ ตาม แต่ ศาลฎีกา ก็ ไม่จำต้อง ส่ง เรื่อง ไป ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย อยู่ ดี เพราะ มิใช่ เป็น กรณี ที่ จำเลย โต้แย้ง ว่า ศาลฎีกา จะ ใช้ บทบัญญัติ แห่งกฎหมาย ดังกล่าว บังคับ แก่ คดี ของ จำเลย แต่ เป็น การ โต้แย้ง ใน ข้อ ที่ ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 ได้ ใช้ กฎหมาย นั้น บังคับ แก่ คดี ของ จำเลย ไป แล้ว จึง ไม่อยู่ ใน บังคับ แห่ง รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 เช่นกัน แต่ ถ้า จำเลย ยื่น คำร้อง ต่อ ศาลฎีกา ว่า คดี นี้ อยู่ ใน ระหว่าง พิจารณา ของ ศาลฎีกา และ ศาลฎีกา จะ นำ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่ง มา บังคับ แก่ คดี ของ จำเลย ไม่ได้ เพราะ บทบัญญัติ แห่งกฎหมาย ดังกล่าว ขัด หรือ แย้ง ต่อ รัฐธรรมนูญ เช่นนี้ จึง จะ อยู่ ใน ขอบเขต ของรัฐ ธรรมนูญ มาตรา 264 ซึ่ง ศาลฎีกา จะ ต้อง ส่ง เรื่อง ไป ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ศาลฎีกา จะ วินิจฉัย ไป เอง ว่า ขัด หรือไม่ ขัด ไม่ได้ ทั้งสิ้น ทั้ง จะ อ้างว่า ข้อโต้แย้ง ของ จำเลย เป็น การ ประวิงคดี และ ไม่เป็น สาระ อันควร ได้รับ การ วินิจฉัย จึง ไม่ส่ง ไป ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ก็ ไม่ได้ เพราะ มาตรา 264 วรรคสอง ได้ บัญญัติ ให้ อำนาจ ใน การ สั่ง เช่นนี้ ไว้ แก่ ศาล รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ แล้ว ว่า " ใน กรณี ที่ ศาล รัฐธรรมนูญ เห็นว่า คำ โต้แย้ง ของ คู่ความ ตาม วรรคหนึ่ง ไม่เป็น สาระ อันควร ได้รับ การ วินิจฉัย ศาล รัฐธรรมนูญ จะ ไม่รับ เรื่อง ดังกล่าว ไว้ พิจารณา ก็ ได้ " อย่างไร ก็ ตาม หาก ศาลฎีกา จะ วินิจฉัย คดี เดิม ว่า อุทธรณ์ และ ฎีกา ของ จำเลย ไม่ต้องห้าม อุทธรณ์ ฎีกา ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่ง เพราะ เป็น ข้อกฎหมาย เกี่ยวกับ ความสงบ เรียบร้อย เข้า ข้อยกเว้น ให้ อุทธรณ์ ฎีกา ได้ ตาม มาตรา 195 วรรคสอง ถึง แม้ จำเลย จะ มิได้ ยกขึ้น ใน ศาลชั้นต้น ก็ ตาม เช่นนี้ ศาลฎีกา ก็ ไม่จำต้อง ส่ง ข้อโต้แย้ง ว่า มาตรา 195 วรรคหนึ่ง ขัด หรือ แย้ง ต่อ รัฐธรรมนูญ ไป ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย เพราะ ศาลฎีกา จะ ไม่ ใช้ มาตรา 195 วรรคหนึ่ง บังคับ แก่ คดี อยู่ แล้ว ความจำเป็น ที่ จะ ต้อง ส่ง บท มาตรา ดังกล่าว ไป ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย จึง ไม่มี อีก ต่อไป ซึ่ง ก็ ตรง กับ ถ้อยคำ ใน มาตรา 264 วรรคหนึ่ง แห่ง รัฐธรรมนูญ นั้นเอง ที่ บัญญัติ ให้ ศาล ต้อง ส่ง เรื่อง ไป ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย เฉพาะ ใน กรณี ที่ ศาล จะ ใช้ บทบัญญัติ แห่งกฎหมาย ที่ ถูก โต้แย้ง ว่า ขัด หรือ แย้ง ต่อ รัฐธรรมนูญ บังคับ แก่ คดี เท่านั้น 3. ใน กรณี ที่ คู่ความ โต้แย้ง ว่า บทบัญญัติ แห่งกฎหมาย ที่ ศาล จะ ใช้ บังคับ แก่ คดี ของ ตน ขัด หรือ แย้ง ต่อ รัฐธรรมนูญ ซึ่ง ศาล ที่ กำลัง พิจารณา คดี เรื่อง นั้น จะ ต้อง รอการพิจารณา พิพากษาคดี ไว้ ชั่วคราว และ ส่ง ข้อโต้แย้ง และ ความเห็น ของ คู่ความ ไป ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ตรง ตาม มาตรา 264 แห่ง รัฐธรรมนูญ แล้ว แต่ ศาล ดังกล่าว กลับ ไม่ยอม ส่ง เรื่อง ไป ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย เช่นนี้ คู่ความ จะ ทำ อย่างไร จึง จะ ทำให้ สิทธิ ตาม รัฐธรรมนูญ ของ ตน ได้รับ การ ปฏิบัติ ตาม ได้ และ คู่ความ ดังกล่าว จะ นำ ข้อโต้แย้ง ของ ตน ไป เสนอ ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย โดยตรง ได้ หรือไม่ ปัญหา ทำนอง นี้ เคย มี คำวินิจฉัย ของ ศาล รัฐธรรมนูญ ที่ 5/2541 ( ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 115 ตอน ที่ 56 ก. ลงวันที่ 2 กันยายน 2541 หน้า 1-30) วาง บรรทัดฐาน ไว้ ว่า " รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักร ไทย มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ให้ ศาล เท่านั้น เป็น ผู้ส่ง ความเห็น ตาม ทางการ เพื่อ ศาล รัฐธรรมนูญ จะ ได้ พิจารณา วินิจฉัย มิได้ ให้สิทธิ ผู้ร้อง หรือ คู่กรณี เสนอ เรื่อง ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ โดยตรง ได้ เมื่อ ผู้ร้อง ไม่มี สิทธิ เสนอ เรื่อง ต่อ ศาล รัฐธรรมนูญ แล้ว จึง ไม่มี เหตุ ที่ ศาล รัฐธรรมนูญ จะ รับ เรื่อง คดี นี้ ไว้ พิจารณา วินิจฉัย " แม้ จะ มี คำวินิจฉัย ของ ศาล รัฐธรรมนูญ เช่นนั้น แล้ว และ ถึง แม้ มาตรา 268 แห่ง รัฐธรรมนูญ จะ บัญญัติ ว่า " คำวินิจฉัย ของ ศาล รัฐธรรมนูญ ให้ เป็น เด็ดขาด มีผล ผูกพัน รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และ องค์กร อื่น ของรัฐ " ก็ ตาม แต่ ปัญหา ใน ข้อ นี้ ก็ ยัง มี เงื่อน แง่ ให้ ขบ คิด ไป ได้ อีก หลาย ทาง กล่าว คือ 3.1 ข้อเท็จจริง ใน คำวินิจฉัย ที่ 5/2541 ของ ศาล รัฐธรรมนูญ เป็น เรื่อง ที่ อ. ซึ่งเคยถูกกล่าวหาว่าบงการฆ่า ส . แต่ อัยการ สูงสุด มี คำสั่ง เด็ดขาด ไม่ฟ้อง คดี ไป แล้ว กลับ รื้อฟื้น คดี ขึ้น มา ฟ้อง ใหม่ ที่ ศาลชั้นต้น โดย พนักงานอัยการ โจทก์ อ้างว่า มี พยานหลักฐาน ใหม่ ที่ สำคัญ แก่ คดี ระหว่าง พิจารณา คดี ดังกล่าว อ . ได้ ขอให้ ศาลชั้นต้น ออกหมาย เรียก พยานเอกสาร อัน ได้ แก่ สรุป พยานหลักฐาน พร้อม ความเห็น ของ พนักงานสอบสวน และ พนักงานอัยการ ใน การ สั่ง คดี ทั้ง ใน ส่วน ที่ อัยการ สูงสุด สั่ง ไม่ฟ้อง และ ใน ส่วน ที่ รื้อฟื้น สั่ง ฟ้อง ใหม่ จาก โจทก์ แต่ โจทก์ แจ้งเหตุ ขัดข้อง อ . จึง ยื่น คำร้องขอ ให้ ศาลชั้นต้น บังคับ ให้ โจทก์ ส่ง โดย อ้าง สิทธิ ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 241 วรรคสี่ ซึ่ง บัญญัติ ว่า " ใน คดีอาญา ที่ พนักงานอัยการ มี คำสั่ง เด็ดขาด ไม่ฟ้อง แล้ว ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือ ผู้มีส่วนได้เสีย ย่อม มีสิทธิ ขอ ทราบ สรุป พยานหลักฐาน พร้อม ความเห็น ของ พนักงานสอบสวน และ พนักงานอัยการ ใน การ สั่ง คดี ทั้งนี้ ตาม ที่ กฎหมาย บัญญัติ " หาก ศาลชั้นต้น เห็นด้วย กับ โจทก์ ก็ ขอให้ ศาลชั้นต้น ส่ง เรื่อง ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ตีความ รัฐธรรมนูญ มาตรา 241 วรรคสี่ นั้น ศาลชั้นต้น มี คำสั่ง ว่า โจทก์ มีสิทธิ ไม่ส่ง เอกสาร ดังกล่าว และ ศาล ไม่ต้อง ส่ง เรื่อง ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ตีความ เพราะ มิใช่ เป็น การ โต้แย้ง ว่า บทบัญญัติ แห่งกฎหมาย ใด ขัด หรือ แย้ง ต่อ รัฐธรรมนูญ อ . จึง ได้ ยื่น คำร้อง ต่อ ศาล รัฐธรรมนูญ ขอให้ วินิจฉัย ว่า การ ที่ โจทก์ ไม่ยอม ส่ง เอกสาร ดังกล่าว และ การ ที่ ศาลชั้นต้น ไม่ยอม ส่ง เรื่อง ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย นั้น เป็น การ ขัด ต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 241 วรรคสี่ และ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ซึ่ง ศาล รัฐธรรมนูญ ยัง มิได้ วินิจฉัย ใน เนื้อหา แห่ง คำร้องขอ ง อ . เพียงแต่ วินิจฉัย ใน เรื่อง อำนาจ เสนอ เรื่อง ต่อ ศาล รัฐธรรมนูญ ตาม มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ว่า ต้อง ให้ ศาล เป็น ผู้ เสนอ เท่านั้น ข้อเท็จจริง ใน คดี ดังกล่าว จึง ไม่ ตรง กับ ข้อเท็จจริง ตาม ปัญหา ที่ ตั้ง ไว้ ข้างต้น ทั้งหมด หาก สมมุติ ข้อเท็จจริง ใน คดี ของ อ . ให้ ตรง กับ ที่ ตั้ง ไว้ ตาม ปัญหา กล่าว คือ หาก เป็น กรณี ที่ อ . โต้แย้ง ว่า บทบัญญัติ แห่งกฎหมาย ที่ พนักงานอัยการ โจทก์ อ้าง เป็นเหตุ ไม่ส่ง เอกสาร และ ศาล เห็นด้วย นั้น ขัด หรือ แย้ง ต่อ รัฐธรรมนูญ ซึ่ง เข้า เงื่อนไข ที่ ศาล จะ ต้อง ส่ง เรื่อง ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง แล้ว แต่ ศาล กลับ ไม่ยอม ส่ง อ . จึง เสนอ เรื่อง ตรง ต่อ ศาล รัฐธรรมนูญ เช่นนี้ คำวินิจฉัย ของ ศาล รัฐธรรมนูญ จะ ยัง คง เป็น เช่น เดิม อยู่ หรือไม่ หาก ยัง คง เป็น เช่น เดิม จะ ไม่ เป็น ผล ให้ มาตรา 264 แห่ง รัฐธรรมนูญ สิ้นสภาพ บังคับ อย่าง กฎหมาย ไป หรือ และ ใน ทาง ตรงข้าม หาก ศาล รัฐธรรมนูญ จะ ไม่ ถือ ตาม คำวินิจฉัย ที่ 5/2541 และ รับ วินิจฉัย ให้ ตาม ที่ อ . เสนอ เช่นนี้ จะ ไม่เป็น การ ที่ ศาล รัฐธรรมนูญ ปฏิบัติ ฝ่าฝืน มาตรา 268 แห่ง รัฐธรรมนูญ เสีย เอง หรือ เพราะ มาตรา 268 บัญญัติ ให้ คำวินิจฉัย ของ ศาล รัฐธรรมนูญ มีผล ผูกพัน " ศาล " ซึ่ง หมายความ ถึง ศาล รัฐธรรมนูญ ด้วย หรือ เรา ควร จะ ต้อง ตีความ มาตรา 268 ว่า คำวินิจฉัย ของ ศาล รัฐธรรมนูญ มีผล ผูกพัน ศาล อื่น เท่านั้น หา มีผล ผูกพัน ศาล รัฐธรรมนูญ เอง ไม่ และ ที่ สำคัญ ที่สุด ก็ คือ เรา จะ ปล่อย ให้สิทธิ ตาม รัฐธรรมนูญ ของ บุคคล ต้อง กลาย เป็น ของ ว่างเปล่า ไร้ สภาพ บังคับ ใน ทางปฏิบัติ ไป เลย หรือ 3.2 คำวินิจฉัย ของ ศาล รัฐธรรมนูญ ที่ 5/2541 วาง บรรทัดฐาน ที่ มีผล ผูกพัน (binding precedent) ไว้ เฉพาะ อำนาจ เสนอ เรื่อง ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ว่า ต้อง ให้ ศาล เป็น ผู้ เสนอ คู่ความ ใน คดี จะ เสนอ เรื่อง โดยตรง ต่อ ศาล รัฐธรรมนูญ ไม่ได้ แต่ ยัง มิได้ ตัด อำนาจ เสนอ เรื่อง ของ บุคคล ที่ ถูก ละเมิด สิทธิ หรือ เสรีภาพ ที่ รัฐธรรมนูญ รับรอง ไว้ ไป ทุก กรณี ไม่ ดังนั้น จึง ยัง มี ผู้ เห็นว่า บุคคล ที่ ถูก ละเมิด สิทธิ หรือ เสรีภาพ นั้น อาจจะ เสนอ เรื่อง โดยตรง ต่อ ศาล รัฐธรรมนูญ ได้ ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 28 วรรคสอง ซึ่ง บัญญัติ ว่า " บุคคล ซึ่ง ถูก ละเมิด สิทธิ หรือ เสรีภาพ ที่ รัฐธรรมนูญ นี้ รับรอง ไว้ สามารถ ยก บทบัญญัติ แห่ง รัฐธรรมนูญ นี้ เพื่อ ใช้ สิทธิ ของ ศาล หรือ ยกขึ้น เป็น ข้อต่อสู้ คดี ใน ศาล ได้ " ทั้งนี้ เพราะ คำ ว่า " ศาล " ใน มาตรา 28 วรรคสอง นี้ ย่อม หมาย รวม ถึง ศาล รัฐธรรมนูญ ด้วย ( ดู บทความ เรื่อง " ความ คิดเห็น บาง ประการ เกี่ยวกับ เขตอำนาจ ของ ศาล รัฐธรรมนูญ " โดย รศ.ดร.บุญศรี มีวงศ์อุโฆษ เอกสาร ประกอบการ สัมมนา ของ ศาล รัฐธรรมนูญ เมื่อ วันที่ 18 กันยายน 2541) อย่างไร ก็ ตาม ความเห็น ดังกล่าว นี้ ก็ ยัง มี ข้อจำกัด อยู่ อีก หลาย ประการ โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ปัญหา ด้าน ปริมาณ คดี ที่ จะ ไหล ทะลัก เข้า สู่ ศาล รัฐธรรมนูญ อย่าง มากมาย จน ศาล รัฐธรรมนูญ ไม่สามารถ ปฏิบัติ หน้าที่ ได้ รวมทั้ง ปัญหา ด้าน อำนาจ ของ ศาล รัฐธรรมนูญ ที่ จะ ขยาย ออก ไป ครอบงำ องค์กร และ สถาบัน ต่าง ๆ อย่าง ปราศจาก ขอบเขต 4. ใน กรณี ที่ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือ ศาลทหาร มี คำพิพากษา หรือ คำสั่ง อย่างใด อย่างหนึ่ง ไป กระทบ สิทธิ หรือ เสรีภาพ ตาม รัฐธรรมนูญ ของ บุคคล ใด บุคคล นั้น จะ ขอให้ ศาล ดังกล่าว ส่ง เรื่อง ไป ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ตาม มาตรา 264 วรรคหนึ่ง มิได้ เพราะ ไม่ใช่ การ โต้แย้ง ว่า บทบัญญัติ แห่งกฎหมาย ขัด หรือ แย้ง ต่อ รัฐธรรมนูญ ดัง ที่ ศาลฎีกา ได้ วินิจฉัย ไว้ โดยชอบ แล้ว ใน คำสั่ง คำร้อง ที่ 511-512/2541 ที่ หมายเหตุ นี้ ทั้ง บุคคล ดังกล่าว จะ ไป เสนอ เรื่อง โดยตรง ต่อ ศาล รัฐธรรมนูญ ก็ ไม่ได้ ตาม ที่ ศาล รัฐธรรมนูญ ได้ วินิจฉัย ไว้ ใน คำวินิจฉัย ที่ 5/2541 แต่ ก็ มิได้ หมายความ ว่า ศาล รัฐธรรมนูญ จะ ไม่มี โอกาส วินิจฉัย เรื่อง นั้น เสีย เลย เพราะ ยัง มี ช่องทาง ที่ จะ เสนอ เรื่อง ต่อ ศาล รัฐธรรมนูญ ตาม มาตรา 266 ได้ อีก ทาง หนึ่ง ซึ่ง ชัดเจน และ รัดกุม กว่า ช่องทาง ตาม มาตรา 28 วรรคสอง ที่ เสนอแนะ กัน ใน ทาง วิชาการ มาตรา 266 บัญญัติ ว่า " ใน กรณี ที่ มี ปัญหา เกี่ยวกับ อำนาจ หน้าที่ ของ องค์กร ต่าง ๆ ตาม รัฐธรรมนูญ ให้ องค์กร นั้น หรือ ประธาน รัฐสภา เสนอ เรื่อง พร้อม ความเห็น ต่อ ศาล รัฐธรรมนูญ เพื่อ พิจารณา วินิจฉัย " ซึ่ง โดย มาตรา 266 นี้ เอง ที่ ทำให้ ศาล รัฐธรรมนูญ มี โอกาส ทำ คำวินิจฉัย ที่ ให้ ผล เป็น การ ลบล้าง คำสั่ง ของ ศาลแพ่ง มา แล้ว ตาม คำวินิจฉัย ที่ 3/2541 ของ ศาล รัฐธรรมนูญ ( ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 115 ตอน ที่ 45 ก. ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2541 หน้า 1-5) ใน คดี ดังกล่าว ว . กับพวก ได้ ยื่นฟ้อง ประธาน กรรมการ การเลือกตั้ง ใน ฐานะ นายทะเบียน พรรคการเมือง มิให้ ยอมรับ จด แจ้ง การ เปลี่ยนแปลง กรรมการ บริหาร พรรค ป. และ ได้ ยื่น คำร้องขอ ให้ ศาลชั้นต้น ออกคำสั่ง ห้าม ชั่วคราว มิให้ ประธาน กรรมการ การเลือกตั้ง ใน ฐานะ นายทะเบียน พรรคการเมือง จดทะเบียน เปลี่ยนแปลง การ เป็น กรรมการ บริหาร พรรค ป. ของ ว . กับพวก จนกว่า ศาลชั้นต้น จะ มี คำสั่ง เปลี่ยนแปลง เป็น อย่างอื่น ซึ่ง ศาลชั้นต้น ได้ ออกคำสั่ง ห้าม ชั่วคราว ให้ ตาม ที่ ขอ คณะกรรมการ การเลือกตั้ง จึง เสนอ เรื่อง ต่อ ศาล รัฐธรรมนูญ ตาม มาตรา 266 เพื่อ พิจารณา วินิจฉัย เกี่ยวกับ ขอบ อำนาจ หน้าที่ ระหว่าง คณะกรรมการ การเลือกตั้ง กับ ศาลชั้นต้น ซึ่ง ศาล รัฐธรรมนูญ ได้รับ วินิจฉัย ให้ ว่า คำสั่ง ห้าม ชั่วคราว ของ ศาลชั้นต้น ไม่มี ผล ผูกพัน ต่อ การปฏิบัติหน้าที่ ของ ประธาน กรรมการ การเลือกตั้ง ใน ฐานะ นายทะเบียน พรรคการเมือง มี ข้อ สังเกต ว่า ผู้ที่ได้รับ ผล กระทบ จาก คำสั่ง ห้าม ชั่วคราว ของ ศาลชั้นต้น ใน คดี ดังกล่าว ข้างต้น คือ คณะกรรมการ การเลือกตั้ง เป็น องค์กร ตาม รัฐธรรมนูญ องค์กร หนึ่ง ดังนั้น องค์กร ดังกล่าว จึง สามารถ เสนอ เรื่อง ต่อ ศาล รัฐธรรมนูญ ตาม มาตรา 266 ได้ แต่ ถ้า ผู้ที่ ถูก กระทบ กระเทือน สิทธิ จาก คำพิพากษา หรือ คำสั่ง ของ ศาล เป็น บุคคล ทั่ว ๆ ไป มิใช่ องค์กร ต่าง ๆ ตาม รัฐธรรมนูญ แล้ว ก็ จะ ไม่สามารถ เสนอ เรื่อง โดยตรง ต่อ ศาล รัฐธรรมนูญ ได้ จะ ต้อง ไป ขอให้ ประธาน รัฐสภา นำ เสนอ ต่อ ศาล รัฐธรรมนูญ ใน ประเด็น ที่ ว่า ศาล ซึ่ง เป็น องค์กร ตาม รัฐธรรมนูญ และ คำพิพากษา หรือ คำสั่ง ของ ศาล นั้น มี ปัญหา เกี่ยวกับ อำนาจ หน้าที่ ตาม รัฐธรรมนูญ ประการใด ประการ หนึ่ง 5. อย่างไร ก็ ตาม ถ้า เป็น ปัญหา เกี่ยวกับ อำนาจ หน้าที่ ระหว่าง ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร หรือ ศาล อื่น ขัดแย้ง กันเอง ศาล ดังกล่าว หรือ ประธาน รัฐสภา จะ เสนอ เรื่อง ให้ ศาล รัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ตาม มาตรา 266 มิได้ เพราะ ใน กรณี นี้ รัฐธรรมนูญ ได้ บัญญัติ ช่องทาง และ องค์กร วินิจฉัยชี้ขาด ไว้ โดยเฉพาะ แล้ว ตาม มาตรา 248 ที่ บัญญัติ ให้ เป็น อำนาจ ของ คณะกรรมการ ซึ่ง ประกอบ ด้วย ประธาน ศาลฎีกา เป็น ประธาน ประธาน ศาลปกครอง สูงสุด ประธาน ศาล อื่น และ ผู้ทรงคุณวุฒิ อื่น อีก ไม่เกิน 4 คน ตาม ที่ กฎหมาย บัญญัติ เป็น กรรมการ ทำ หน้าที่ วินิจฉัยชี้ขาด จรัญ ภักดีธนากุลคำพิพากษา: คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ตามลำดับ และเรียกจำเลยสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 3ระหว่างพิจารณานางสำเนา บัวสาตร์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งสองคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต

8ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก มาตรา 310 วรรคแรกประกอบมาตรา 83 มาตรา 276 วรรคแรกและวรรคสอง ให้ลงโทษตามมาตรา 284 วรรคแรก จำคุก 5 ปี กระทงหนึ่ง ลงโทษตามมาตรา 310 วรรคแรก จำคุก 1 ปี กระทงหนึ่งความผิดตามมาตรา 276 วรรคแรกและวรรคสอง เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 276 วรรคสองซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี กระทงหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 21 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก มาตรา 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษตามมาตรา 284 วรรคแรกจำคุก 5 ปี กระทงหนึ่ง ลงโทษตามมาตรา 310 วรรคแรกจำคุก 1 ปี กระทงหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 ปี ริบรถยนต์ ของกลาง

9ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา คดีอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องว่า คดีนี้

10จำเลยทั้งสามฎีกาว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้ดำเนินคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนการสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยปัญหานี้ โดยให้เหตุผลว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์มอบคดีต่อพนักงานสอบสวนภายในอายุความตามกฎหมายแล้ว จำเลยทั้งสามมิได้ต่อสู้ว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ไว้ตั้งแต่ศาลชั้นต้น เพิ่งยกขึ้นต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ จึงไม่รับวินิจฉัยนั้น เป็นกรณีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญซึ่งต้องถือว่าบทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้ไม่ได้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 6 หากศาลฎีกา ไม่วินิจฉัยปัญหาข้อนี้อีก เท่ากับจำเลยทั้งสามไม่ได้รับ ความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 30 ซึ่งตามมาตรา 264 กำหนดให้คู่ความโต้แย้งได้ และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัติในเรื่องที่จำเลยทั้งสามยื่น คำร้องนี้ ศาลจึงต้องรอการพิพากษาไว้ชั่วคราว และส่งคำร้องนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าการที่คดีทั้งสอง สำนวนนี้ซึ่งเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนจะสอบสวนได้ หรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้หรือไม่ และถ้าเป็นกรณีที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลฎีกาจะใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120, 121 บังคับแก่จำเลยทั้งสามได้หรือไม่ ขอให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งสำนวนและคำร้องไปยังศาลฎีกาเพื่อส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยต่อไปศาลฎีกาสั่งว่า "คำร้องของ จำเลยเป็นเพียงการกล่าวอ้างว่าคำวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ถูกต้อง มิใช่เป็นการโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญและที่จำเลยขอให้ศาลฎีกาส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การที่คดีทั้งสองสำนวนนี้ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์พนักงานสอบสวนจะสอบสวนได้หรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้หรือไม่ และถ้าเป็นกรณีที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยศาลฎีกาจะใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120, 121 บังคับแก่จำเลยทั้งสามได้หรือไม่ ก็มิใช่เป็นการโต้แย้งว่า บทกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงมิใช่กรณีที่ศาลจะต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นเช่นว่านั้น ตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 ให้ยกคำร้อง" ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 511 - 512/2541พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทราโจทก์โจทก์ร่วมโจทก์นางสาวสำเนา บัวสาตร์โจทก์นายสุทัศน์ อิ่มละเอียด กับพวกจำเลย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 264 ป.วิ.อ. ม. 120, ม. 121คำร้องของ จำเลยกล่าวอ้างเพียงว่า คำวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายของศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง โดยจำเลยมิได้โต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนที่จำเลยขอให้ศาลฎีกาส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ไว้ พนักงาน สอบสวนจะสอบสวนได้หรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้หรือไม่และถ้าเป็นกรณีที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลฎีกาจะใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120,121 บังคับแก่จำเลย ได้หรือไม่ ก็มิใช่เป็นการโต้แย้งว่าบทกฎหมายใดขัดต่อ รัฐธรรมนูญ จึงมิใช่กรณีที่ศาลฎีกาจะต้องรอการพิจารณา พิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นของจำเลยเช่นว่านั้น ตามทางการเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ตามลำดับ และเรียกจำเลยสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 3ระหว่างพิจารณานางสำเนา บัวสาตร์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งสองคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต

11ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก มาตรา 310 วรรคแรกประกอบมาตรา 83 มาตรา 276 วรรคแรกและวรรคสอง ให้ลงโทษตามมาตรา 284 วรรคแรก จำคุก 5 ปี กระทงหนึ่ง ลงโทษตามมาตรา 310 วรรคแรก จำคุก 1 ปี กระทงหนึ่งความผิดตามมาตรา 276 วรรคแรกและวรรคสอง เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 276 วรรคสองซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี กระทงหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 21 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก มาตรา 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษตามมาตรา 284 วรรคแรกจำคุก 5 ปี กระทงหนึ่ง ลงโทษตามมาตรา 310 วรรคแรกจำคุก 1 ปี กระทงหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 ปี ริบรถยนต์ ของกลาง

12ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา คดีอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องว่า คดีนี้

13จำเลยทั้งสามฎีกาว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้ดำเนินคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนการสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยปัญหานี้ โดยให้เหตุผลว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์มอบคดีต่อพนักงานสอบสวนภายในอายุความตามกฎหมายแล้ว จำเลยทั้งสามมิได้ต่อสู้ว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ไว้ตั้งแต่ศาลชั้นต้น เพิ่งยกขึ้นต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ จึงไม่รับวินิจฉัยนั้น เป็นกรณีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญซึ่งต้องถือว่าบทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้ไม่ได้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 6 หากศาลฎีกา ไม่วินิจฉัยปัญหาข้อนี้อีก เท่ากับจำเลยทั้งสามไม่ได้รับ ความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 30 ซึ่งตามมาตรา 264 กำหนดให้คู่ความโต้แย้งได้ และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัติในเรื่องที่จำเลยทั้งสามยื่น คำร้องนี้ ศาลจึงต้องรอการพิพากษาไว้ชั่วคราว และส่งคำร้องนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าการที่คดีทั้งสอง สำนวนนี้ซึ่งเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนจะสอบสวนได้ หรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้หรือไม่ และถ้าเป็นกรณีที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลฎีกาจะใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120, 121 บังคับแก่จำเลยทั้งสามได้หรือไม่ ขอให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งสำนวนและคำร้องไปยังศาลฎีกาเพื่อส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยต่อไปศาลฎีกาสั่งว่า "คำร้องของ จำเลยเป็นเพียงการกล่าวอ้างว่าคำวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ถูกต้อง มิใช่เป็นการโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญและที่จำเลยขอให้ศาลฎีกาส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การที่คดีทั้งสองสำนวนนี้ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์พนักงานสอบสวนจะสอบสวนได้หรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้หรือไม่ และถ้าเป็นกรณีที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยศาลฎีกาจะใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120, 121 บังคับแก่จำเลยทั้งสามได้หรือไม่ ก็มิใช่เป็นการโต้แย้งว่า บทกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงมิใช่กรณีที่ศาลจะต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นเช่นว่านั้น ตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 ให้ยกคำร้อง"

(อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ - จรัญ หัตถกรรม - อรุณ น้าประเสริฐ)