1โจทก์มีเวลาที่จะติดตามตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลนับแต่วันฟ้องถึงวันนัดสืบพยานโจทก์เป็นเวลา 5 เดือนเศษ ระหว่างนั้นศาลชั้นต้นได้นัดพร้อม 2 ครั้ง เพื่อตรวจสอบผลการส่งหมายแก่พยานโดยกำชับโจทก์ให้เร่งติดตามผู้เสียหายมาศาลในวันนัดให้ได้ แต่พนักงานสอบสวนแถลงต่อศาลลอยๆ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ว่ายังไม่ทราบที่อยู่ที่แน่ชัดของผู้เสียหาย ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความ จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง ศาลจึงไม่สามารถรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวน เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย ได้ คงรับฟังได้ในฐานะพยานบอกเล่าตามธรรมดาเท่านั้น แม้จะได้ความจากเทปบันทึกภาพและเสียงคำให้การและบันทึกคำให้การของผู้เสียหาย ซึ่งผู้เสียหายให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่า ถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราหลายครั้งตั้งแต่ผู้เสียหายอายุได้ 10 ปีก็ตาม แต่การสอบสวนดังกล่าวมิได้กระทำต่อหน้าจำเลย จำเลยไม่มีโอกาสถ้ามค้านเพื่อให้ผู้เสียหายเบิกความถึงข้อเท็จจริงที่อาจเป็นการทำลายน้ำหนักพยานหลักฐานดังกล่าวของโจทก์ได้ ที่
2โจทก์ฎีกาอ้างว่าโจทก์มี ณ. เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดพังงา มาเบิกควายืนยันว่าผู้เสียหายเล่าข้อเท็จจริงให้ฟังสอดคล้องกับคำให้การของผู้เสียหาย ก็เห็นได้ชัดว่า ณ. ได้รับการบอกเล่ามาจากผู้เสียหายอีกทีหนึ่ง คำเบิกความของ ณ. จึงไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เมื่อผู้เสียหายสมัครใจที่จะดำเนินคดีแก่จำเลย ผู้เสียหายก็น่าจะมาเบิกความต่อศาลให้เป็นที่สิ้นสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามที่ผู้เสียหายกล่าวหาจริง การที่โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาล จึงทำให้พยานโจทก์ยังตกอยู่ในความสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจริงหรือไม่
1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ
2ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก และวรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบสามปี จำคุกกระทงละ 7 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 14 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 18 ปี
3จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เด็กหญิง ส. ผู้เสียหาย เกิดเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2531 เป็นบุตรของนาย ย. กับนางสาว ล. หลังจากนาย ย. ถึงแก่ความตาย นางสาว ล. อยู่กินฉันสามีภริยากับนาย บ. ซึ่งเป็นน้องจำเลย
4มี ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ที่
5โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่วินิจฉัยว่า เทปบันทึกภาพและเสียงการถามคำให้การผู้เสียหายในชั้นสอบสวน ตามวัตถุพยานหมาย ว.ถ.1 ศาลไม่สามารถรับฟังเสมือนเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย ได้ เนื่องจากมิใช่เป็นกรณีที่ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความเพราะมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง โดย
6โจทก์ฎีกาว่า ผู้เสียหายได้ออกจากบ้านไปทำงานในตัวเมืองพังงาไม่ทราบที่อยู่ชัดเจนมารดาผู้เสียหายก็ไม่ทราบว่าผู้เสียหายอยู่ที่ใด ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งงดสืบพยานปากผู้เสียหายทั้งที่โจทก์ยังติดใจสืบอยู่ จึงเป็นกรณีที่ไม่ได้ตัวผู้เสียหายาเบิกความเพราะมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง ในข้อนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย บัญญัติว่า "ในกรณีที่ไม่ได้ตัวพยานมาเบิกความตามวรรคหนึ่ง เพราะมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง ให้ศาลรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของพยานนั้นในชั้นสอบสวนตามมาตรา 133 ทวิ... เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของพยานนั้นในชั้นพิจารณาของศาล..." ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่าการที่ไม่ได้ตัวผู้เสียหายซึ่งเป็นพยานโดยเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีมาเบิกความในคดีนั้น เป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง อันจะทำให้ศาลมีอำนาจรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนตามวัตถุพยานหมาย ว.ถ.1 เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาลได้หรือไม่ คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2546 ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 29 เมษายน 2547 และนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 30 เมษายน 2547 โดยนัดพร้อมเพื่อตรวจสอบผลการส่งหมายในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2547 ถึงวันนัดโจทก์แถลงว่าได้รับรายงานการส่งหมายพยานลำดับที่ 3 และที่ 5 คงเหลือพยานลำดับที่ 1 และที่ 2 คือตัวผู้เสียหายกับมารดาเท่านั้น ศาลชั้นต้นจึงนัดพร้อมเพื่อตรวจสอบผลการส่งหมายอีกครั้งในวันที่ 15 มีนาคม 2547 ครั้นถึงวัดนัดโจทก์แถลงว่าพยานที่ยังส่งหมายไม่ได้คือพยานลำดับที่ 1 และที่ 2 ยังไม่ได้รับรายงานผลการส่งหมายจากเจ้าพนักงานตำรวจ ศาลชั้นต้นกำชับให้โจทก์เร่งติดตามพยานมาศาลในวันนัดให้ได้ ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 29 เมษายน 2547 โจทก์คงมีพยานมาสืบเพียง 3 ปาก คือ นางสาว ล. มารดาผู้เสียหาย นางณัฐธยาน์ เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดพังงา และพันตำรวจโทชาติศักดิ์ คุณล้าน พนักงานสอบสวน ส่วนผู้เสียหาย โจทก์ไม่ได้ตัวมาสืบและแถลงขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 29 เมษายน 2547 ว่า จากข้อเท็จจริงในสำนวนศาลได้ให้โอกาสโจทก์ติดตามพยานปากนี้มา โดยมีการนัดพร้อมเพื่อตรวจสอบผลการส่งหมาย 2 ครั้ง ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้จากนางสาว ล. มารดาผู้เสียหายว่าจนถึงปัจจุบันนางสาว ล. ยังไม่สามารถติดต่อกับผู้เสียหายได้ เพียงได้ข่าวคราวว่าผู้เสียหายไปอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ชายและรับจ้างก่อสร้างในอำเภอเมืองพังงา พนักงานสอบสวนก็แถลงว่าไม่ทราบที่อยู่ของผู้เสียหายที่แน่ชัด ศาลชั้นต้นจึงเห็นว่าหากให้โอกาสโจทก์ต่อไป ก็ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะได้ตัวผู้เสียหายมาหรือไม่ ทั้งคดีนี้จำเลยต้องขังมาโดยตลอด จึงให้งดสืบพยานโจทก์ปากนี้ เห็นว่า โจทก์มีเวลาที่จะติดตามตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลนับแต่วันฟ้องถึงวันนัดสืบพยานโจทก์เป็นเวลา 5 เดือนเศษ ระหว่างนั้นศาลชั้นต้นได้นัดพร้อม 2 ครั้ง เพื่อตรวจสอบผลการส่งหมายแก่พยานโดยกำชับโจทก์ให้เร่งติดตามผู้เสียหายมาศาลในวันนัดให้ได้ แต่พนักงานสอบสวนแถลงต่อศาลลอยๆ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ว่ายังไม่ทราบที่อยู่ที่แน่ชัดของผู้เสียหาย ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความ จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง ศาลจึงไม่สามารถรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนตามวัตถุพยานหมาย ว.ถ.1 เหมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย ได้ คงรับฟังได้ในฐานะพยานบอกเล่าตามธรรมดาเท่านั้น มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จะรับฟังเทปบันทึกภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายในชั้สอบสวนตามวัตถุพยานหมาย ว.ถ.1 และบันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.14 ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อลงโทษจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า แม้จะได้ความจากวัตถุพยานหมาย ว.ถ.1 และเอกสารหมาย จ.14 ซึ่งผู้เสียหายให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่าถูกจำเลยข่มขื่นกระทำชำเราหลายครั้งตั้งแต่ผู้เสียหายอายุได้ 10 ปี จนกระทั่งครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2546 ก็ตาม แต่การสอบสวนดังกล่าวมิได้กระทำต่อหน้าจำเลย จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านเพื่อให้ผู้เสียหายเบิกความถึงข้อเท็จจริงที่อาจเป็นการทำลายน้ำหนักพยานหลักฐานดังกล่าวของโจทก์ได้ ที่
7โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์มีนางณัฐธยาน์เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดพังงา มาเบิกความยืนยันว่าผู้เสียหายเล่าข้อเท็จจริงให้ฟังสอดคล้องกับคำให้การของผู้เสียหายก็เห็นได้ชัดว่านางณัฐธยาน์ได้รับการบอกเล่ามาจากผู้เสียหายอีกทีหนึ่ง คำเบิกความของนางณัฐธยาน์จึงไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ส่วนที่
8โจทก์ฎีกาอ้างว่า ขณะให้การต่อพนักงานสอบสวน ผู้เสียหายมีอายุเพียง 14 ปีเศษ คดีความผิดทางเพศเป็นเรื่องน่าอับอายสำหรับลูกผู้หญิง ผู้เสียหายคงจะไม่ให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนนั้น เห็นว่า เมื่อผู้เสียหายสมัครใจที่จะดำเนินคดีแก่จำเลย ผู้เสียหายก็น่าจะมาเบิกความต่อศาลให้เป็นที่สิ้นสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามที่ผู้เสียหายกล่าวหาจริง การที่โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลจึงทำให้พยานโจทก์ยังตกอยู่ในความสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจริงหรือไม่ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่
9ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
10พิพากษายืน