คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5332/2550 ย่อ (หลักกฎหมาย) ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำพิพากษาว่าผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรานี้ ศาลมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้ผู้กระทำความผิด คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของผู้กระทำความผิดออกไปจากที่ดินนั้นด้วย" เมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ศาลย่อมมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินที่เข้าไปยึดถือ ครอบครอง ถมดิน ซึ่งย่อมมีความหมายรวมถึงให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำเข้าไปในทะเลสาบออกไปได้ด้วย ตามมาตรา 108 ทวิ วรรคสี่ คำพิพากษา โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2545 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ถมดิน ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำเข้าไปในทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นทางสัญจรของประชาชนและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันและเป็นที่ดินของรัฐภายในทะเลสาบสงขลา บริเวณหมู่ที่ 1 ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำการถมดินและตอกเสาเข็มขนาดกว้างประมาณ 60 เมตร ยาวประมาณ 116 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ (6,632 ตารางเมตร) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 3, 117, 118, 118 ทวิ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 99 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 360 และให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกไปภายใน 30 วัน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง, 118 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360, 83 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณากรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองและก่อสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำเข้าไปในทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นทางสัญจรของประชาชนคิดเป็นเนื้อที่ถึง 6 ไร่เศษ เป็นการกระทำที่เห็นประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ส่วนรวมและสิ่งแวดล้อม จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 นั้น โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เข้าองค์ประกอบความผิด จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายดังกล่าวได้ และที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวนั้น เมื่อศาลลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360, 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแล้ว จึงไม่อาจอาศัยบทโทษเบาตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาใช้บังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง, 118 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 6 เดือน เมื่อลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1) 108 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จึงไม่อาจอาศัยบทที่มีโทษเบาตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาบังคับให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในทะเลสาบสงขลาตามที่โจทก์ขอได้ จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ ข้อหาอื่นยกให้ โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แล้ว ศาลจะต้องพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำเข้าไปในทะเลสาบสงขลาตามมาตรา 108 ทวิ วรรคสี่ ออกไปด้วยหรือไม่ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำพิพากษาว่าผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรานี้ ศาลมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้ผู้กระทำความผิด คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของผู้กระทำความผิดออกไปจากที่ดินนั้นด้วย" จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ศาลย่อมมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินที่เข้าไปยึดถือ ครอบครอง ถมดิน ซึ่งย่อมมีความหมายรวมถึงให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำเข้าไปในทะเลสาบสงขลาออกไปได้ด้วย ตามมาตรา 108 ทวิ วรรคสี่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่า เมื่อลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสองซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแล้ว จึงไม่อาจอาศัยบทที่มีโทษเบาตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาบังคับให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำเข้าไปในทะเลสาบสงขลาตามที่โจทก์ขอได้ และให้ยกคำขอในส่วนนี้นั้นไม่ถูกต้อง เพราะการให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำเข้าไปในทะเลสาบสงขลา มิได้อาศัยบทบัญญัติของพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 118 ทวิ ใช้บังคับแต่อย่างใด หากแต่เป็นการบังคับตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 วรรคสี่ ดังที่ได้วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำเข้าไปในทะเลสาบสงขลาออกไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 องค์คณะ: ศุภชัย สมเจริญ - สุรชาติ บุญศิริพันธ์ - ศิริชัย จิระบุญศรี กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ, พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 3, พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117, พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 118, พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 118 ทวิ, พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 99, ป.ที่ดิน มาตรา 9, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 360, ป.อ. มาตรา 90, ป.อ. มาตรา 78, ป.ที่ดิน มาตรา 108 แหล่งที่มา: เนติบัณฑิตยสภา