D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2559

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3648-3808/2559

ผล: กลับ แรงงาน

นางสาวบุศยากร สอพิมาย กับพวกโจทก์ บริษัทรอยัลปอร์ซเลน จำกัด (มหาชน)จำเลย

รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1ก่อนการเลิกจ้างจำเลยยื่นข้อเรียกร้องขอแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยได้แจ้งถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้จำเลยต้องประสบภาวะขาดทุน คือต้นทุนค่าแรง ทั้งค่าจ้างและสวัสดิการที่เป็นต้นทุนที่สูงมากให้สหภาพแรงงาน ร. ทราบแล้ว แต่การเจรจาไม่สามารถตกลงกันได้จนมีการนัดหยุดงานและแจ้งปิดงาน ต่อมาจำเลยทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสหภาพแรงงาน ร. เนื่องจากจำเลยมีคำสั่งซื้อจึงต้องเปิดงาน แม้สหภาพแรงงาน ร. จะลดข้อเรียกร้องลงแต่ในส่วนที่เป็นสิทธิประโยชน์ที่เป็นตัวเงินยังคงมีอยู่จึงไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาในส่วนของต้นทุนค่าแรง ยอดรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเกือบทุกปีไม่ว่าจำเลยจะขาดทุนหรือกำไร คือเงินเดือน ค่าแรงและผลประโยชน์อื่นของลูกจ้าง ก่อนเลิกจ้างจำเลยจัดโครงการสมัครใจลาออก โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด มีลูกจ้างเข้าร่วมโครงการไม่เพียงพอ จำเลยจึงจำเป็นต้องเลิกจ้างเฉพาะลูกจ้างประจำไม่เลิกจ้างลูกจ้างรายปีเพราะลูกจ้างรายปีไม่มีโบนัส ไม่มีการปรับค่าจ้าง ทั้งการเลิกจ้างลูกจ้างประจำก็มีหลักเกณฑ์การพิจารณาเป็นลำดับไม่ได้เลือกปฏิบัติ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมุ่งเน้นลดต้นทุนค่าแรง จึงเป็นความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อให้กิจการของจำเลยดำรงอยู่ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ด จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมคดีทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดสำนวนนี้เดิมศาลแรงงานภาค 1 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 124/2557 คดีหมายเลขแดงที่ 178 ถึงที่ 179/2557 คดีหมายเลขแดงที่ 1 ถึงที่ 2/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 149/2558 และคดีหมายเลขแดงที่ 172/2558 ของศาลแรงงานภาค 1 แต่คดีทั้งเจ็ดสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องของศาลแรงงานภาค 1 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสำหรับโจทก์ที่

คำพิพากษาฉบับเต็ม

11 ถึงที่ 53 ที่ 55 ถึงที่ 72 ที่ 74 ถึงที่ 93 ที่ 95 ถึงที่ 110 ที่ 112 ถึงที่ 133 ที่ 135 ถึงที่ 151 ที่ 153 ถึงที่ 166 และที่ 168 โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคนพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน

2จำเลยทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดรายละเอียดปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1

3จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันและศาลแรงงานภาค 1 รับฟังมาได้ความว่า จำเลยมีลูกจ้าง 2,321 คน เป็นลูกจ้างประจำ 1,300 คน และลูกจ้างสัญญาจ้างรายปี 800 คน ลูกจ้างประจำเกือบทั้งหมดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลน ก่อนการเลิกจ้างสหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลนและจำเลยต่างยื่นข้อเรียกร้องขอแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ สหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลนได้แจ้งนัดหยุดงานตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2556 และจำเลยได้แจ้งปิดงานตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2556 ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2556 ทั้งสองฝ่ายจึงสามารถทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกันได้ เหตุที่จำเลยต้องยินยอมตกลงกับสหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลนเนื่องจากจำเลยมีคำสั่งซื้อสินค้าที่จะต้องผลิตส่งให้ลูกค้า หลังจากนั้นจำเลยได้จัดทำโครงการสมัครใจลาออกซึ่งมีลูกจ้างเข้าร่วมโครงการเพียง 60 คน และโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดซึ่งมีลูกจ้างสมัครเข้าร่วมโครงการเพียง 21 คน แล้วศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยพิจารณาเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดโดยไม่มีความผิด และไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าเพื่อหาทางออกร่วมกันก่อนทั้งที่จำเลยและสหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลนเพิ่งมีการเจรจาและทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างภายหลังจากจำเลยทราบว่ามีผลประกอบการขาดทุนแล้วโดยมิได้มีการพิจารณาแก้ไขปัญหาร่วมกันก่อน อันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานที่จะจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดไปจนกว่าจะอายุครบ 55 ปี จำเลยจงใจเลิกจ้างลูกจ้างประจำแทนการพิจารณาเลิกจ้างลูกจ้างรายปี จงใจเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดเพื่อลดจำนวนสมาชิกสหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลนลงกึ่งหนึ่งเพื่อลดอำนาจต่อรองและจำเลยบีบบังคับให้ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างที่ไม่สามารถหางานใหม่ได้จำต้องกลับมาทำงานกับจำเลยในตำแหน่งหน้าที่เดิมโดยลดค่าจ้างและสวัสดิการลง พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

4มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ก่อนการเลิกจ้างจำเลยยื่นข้อเรียกร้องขอแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยได้แจ้งถึงปัจจัยต่าง ๆที่ทำให้จำเลยต้องประสบภาวะขาดทุน หนึ่งในปัจจัยนั้นคือต้นทุนค่าแรง ทั้งด้านค่าจ้างและสวัสดิการที่เป็นต้นทุนที่สูงมากในปัจจุบันและต่อ ๆ ไปในอนาคตซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขจากภายในให้สหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลนทราบแล้ว แต่การเจรจาไม่สามารถตกลงกันได้ จนมีการนัดหยุดงานและแจ้งปิดงาน ต่อมาจำเลยจำต้องทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลนเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2556 เนื่องมาจากจำเลยมีคำสั่งซื้อที่จะต้องผลิตส่งลูกค้าจึงต้องเปิดงาน แม้สหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลนจะลดข้อเรียกร้องลงแต่ในส่วนของสิทธิประโยชน์ที่เป็นตัวเงินที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เช่น โบนัส หรือสิทธิประโยชน์เพิ่มจากค่าชดเชยกรณีโครงการสมัครใจลาออกที่จำเลยต้องจัดให้มีขึ้นตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างก็ยังคงมีอยู่จึงไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาในส่วนของต้นทุนค่าแรง และเมื่อพิจารณางบการเงิน รายได้จากการขายในปี 2555 ไม่เพิ่มขึ้นแต่ยอดรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเกือบทุกปีไม่ว่าจำเลยจะขาดทุนหรือกำไร คือเงินเดือน ค่าแรงและผลประโยชน์อื่นของลูกจ้าง กับวัตถุดิบ ก่อนเลิกจ้างจำเลยได้จัดโครงการสมัครใจลาออกของพนักงาน และโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด มีลูกจ้างเข้าร่วมโครงการไม่เพียงพอ จำเลยจึงจำเป็นต้องเลิกจ้างเฉพาะลูกจ้างประจำไม่เลิกจ้างลูกจ้างรายปีก็เพราะลูกจ้างรายปีไม่มีโบนัสหรือสวัสดิการ ไม่มีการปรับค่าจ้าง จึงมีต้นทุนค่าแรงที่ต่ำกว่าลูกจ้างประจำ การให้จำเลยเลิกจ้างลูกจ้างรายปีจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด ทั้งการเลิกจ้างลูกจ้างประจำก็มีหลักเกณฑ์การพิจารณาเป็นลำดับมิได้เลือกปฏิบัติ เนื่องจากลูกจ้างประจำเกือบทั้งหมดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลนจึงย่อมมีผลกระทบต่อสมาชิกสหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายหลังเลิกจ้างจำเลยรับลูกจ้างที่เลิกจ้างกลับเข้ามาทำงานในตำแหน่งเดิมแต่เปลี่ยนสัญญาจ้างเป็นลูกจ้างรายปีก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างของจำเลยเป็นการมุ่งเน้นลดต้นทุนค่าแรงมิใช่ลดจำนวนลูกจ้างซึ่งถือได้ว่าเป็นการบริหารจัดการอย่างหนึ่ง แม้การเลิกจ้างจะเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดเดือดร้อนก็ตาม แต่หากเป็นความจำเป็นทางด้านจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อให้กิจการของจำเลยยังคงดำรงอยู่ย่อมเป็นเหตุที่จำเป็นและเพียงพอที่จะเลิกจ้าง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ด เนื่องจากการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลน การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดจึงเป็นการเลิกจ้างเพราะเหตุที่จำเลยประสบปัญหาทางธุรกิจที่จำเป็นต้องลดรายจ่ายเพื่อความอยู่รอดของจำเลยจึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

5พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ด

(สมจิตร์ ทองศรี - วิชัย เอื้ออังคณากุล - ภาติยะ ดวงมณี)

ศาลแรงงานภาค 1 - นายโอภาส อุปรี