คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6463/2543

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ริบรถยนต์ของกลางไปแล้วก็ชอบที่ผู้ร้องซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของแท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยจะต้องยื่นคำเสนอขอคืนต่อศาลภายใน1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางต่อศาลชั้นต้นภายหลังวันคำพิพากษาถึงที่สุดเกิน 1 ปี ย่อมต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลย ทั้งเพิ่งทราบผลคำพิพากษาเมื่อพ้น 1 ปีก็ตาม ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง ขอให้ศาลสั่งคืนรถยนต์ของกลางได้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าการขอคืนของกลางที่ศาลสั่งให้ริบจะต้องกระทำภายใน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด บทกฎหมายดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลใช้บังคับแล้ว จึงต้องถือว่าทุกคนรู้ บุคคลใดรวมทั้งผู้ร้องจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายหาได้ไม่

คำพิพากษา

1คดีสืบเนื่องมาจาก ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 134, 160, 160 ทวิประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 46, 91 ฐานขับรถในขณะเมาสุราโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน จำคุก 2 เดือน ปรับ 10,000 บาท ฐานขับรถแข่งในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือนปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 4 เดือน ปรับ 20,000 บาท

2จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 เดือน ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี คุมความประพฤติโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง มีกำหนดเวลา1 ปี ห้ามจำเลยดื่มสุราในระหว่างคุมความประพฤติให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ท - 6263 สงขลา ของกลางผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะของกลางผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจหรือยินยอมให้จำเลยนำรถยนต์กระบะของกลางไปใช้กระทำความผิด เมื่อผู้ร้องทราบเรื่องเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและยึดรถยนต์กระบะของกลาง ผู้ร้องได้ติดต่อขอรับรถยนต์กระบะนั้นคืน เจ้าพนักงานตำรวจมอบรถยนต์กระบะของกลางให้อยู่ในความดูแลของผู้ร้อง ส่วนเรื่องคดีความของจำเลยผู้ร้องไม่ทราบเลย จนกระทั่งวันที่ 22 กันยายน 2542 ผู้ร้องได้รับหนังสือจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ฉบับลงวันที่ 13 กันยายน 2542 ผู้ร้องจึงทราบว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะของกลางแล้ว ขอให้มีคำสั่งคืนรถยนต์กระบะของกลางแก่ผู้ร้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนของกลางเกิน 1 ปี นับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ให้ยกคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์

3ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ริบเมื่อเกิน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด

4มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางหรือไม่ ข้อนี้ที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า รถยนต์ของกลางเป็นของผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งให้ริบนั้น เห็นว่า คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ริบรถยนต์ของกลางไปแล้ว ก็ชอบที่ผู้ร้องซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของแท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยจะต้องยื่นคำเสนอขอคืนต่อศาลภายใน 1 ปี นับแต่ วันคำพิพากษาถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 แต่เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องมายื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางต่อศาลชั้นต้นภายหลังวันคำพิพากษาถึงที่สุดเกิน 1 ปี ย่อมต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น ถึงแม้จะฟังว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลาง และมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลย ทั้งเพิ่งทราบผลคำพิพากษา เมื่อพ้น 1 ปี ดังที่ผู้ร้องอ้างก็ตาม ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคืนรถยนต์ของกลางได้ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องไม่ทราบว่ามีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติไว้ว่าการขอคืนของกลางที่ศาลสั่งให้ริบจะต้องกระทำภายใน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด เนื่องจากเจ้าพนักงานหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ได้แนะนำหรือแจ้งให้ผู้ร้องทราบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 36 ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าการขอคืนของกลางที่ศาลสั่งให้ริบจะต้องกระทำภายใน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งบทกฎหมายดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลใช้บังคับแล้วจึงต้องถือว่าทุกคนรู้ บุคคลใดรวมทั้งผู้ร้องจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายหาได้ไม่และเจ้าพนักงานหรือหน่วยงานของรัฐก็ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องแนะนำหรือแจ้งให้ผู้ร้องได้ทราบถึงบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวดังที่ผู้ร้องฎีกาแต่ประการใด

5พิพากษายืน

(ประชา ประสงค์จรรยา - วินัย วิมลเศรษฐ - สุรพล เจียมจูไร)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.อ. มาตรา 36, พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 134, พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160, พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ, ป.อ. มาตรา 33, ป.อ. มาตรา 46, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ