ย่อ / หลักกฎหมาย
1ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านทั้งสี่ ผู้คัดค้านที่ 1 เพียงแต่อนุญาตให้ผู้ร้องอยู่อาศัย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพาทตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบ 25 (4) ศาลจังหวัดไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนายจันทาและนางพาน ก้อนชัยภูมิ เมื่อประมาณ 54 ปีมาแล้ว นายจันทาซื้อที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 3089 หมู่ที่ 18 ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี มาจากนางครอบ บุญดอนคา เนื้อที่ประมาณ 2 งาน 88 ตารางวา โดยนางครอบได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่นายจันทา นายจันทาครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี จนกระทั่งถึงแก่ความตายเมื่อปี 2513 หลังจากนั้นนางพานได้ครอบครองที่ดินแปลงนี้ต่อมา เมื่อ 10 ปีเศษมาแล้ว นางพานได้ยกที่ดินดังกล่าวพร้อมบ้านให้แก่ผู้ร้องผู้ร้องเข้าครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว เฉพาะส่วนในกรอบสีแดงตามแผนที่สังเขปท้ายคำร้องขอจำนวนเนื้อที่ 2 งาน 88 ตารางวา โดยการครอบครองตามกฎหมาย ผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำค้ดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนางครอบ ต่อมานางครอบได้จดทะเบียนยกให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรเขยของนางครอบ และเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2546 ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนยกให้ที่ดินบางส่วนแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรชาย บุตรสาว และบุตรเขยของผู้คัดค้านที่ 1 นางครอบไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้แก่นายจันทา นางครอบเพียงแต่อนุญาตให้นายจันทาซึ่งเป็นหลานของตนเข้าไปอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทเท่านั้น เมื่อนางครอบยกที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 1 ก็ยังคงให้ผู้ร้องอาศัยต่อไป ผู้ร้องไม่เคยแสดงเจตนาว่าจะยึดถือเพื่อตน ขอให้ยกคำร้องขอ ระหว่างพิจารณาศาลจังหวัดสุพรรณบุรีให้คู่ความตรวจสอบราคาประเมินที่ดินพิพาทเพื่อกำหนดค่าขึ้นศาล ต่อมาคู่ความแถลงร่วมกันว่าที่ดินพิพาทมีราคาประเมินไร่ละ 40,000 บาท ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 2 งาน 88 ตารางวา จึงคิดเป็นทุนทรัพย์ 28,800 บาท ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีเห็นว่า ผู้คัดค้านทั้งสี่ให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้คัดค้านทั้งสี่ คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อราคาทรัพย์สินที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีเป็นเงิน 28,800 บาท คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดสุพรรณบุรี แต่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสุพรรณบุรี) จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเริ่มต้นคดีเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โดยขอแสดงกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงแม้ภายหลังจะมีผู้คัดค้านก็เป็นการคัดค้านว่าผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์เพราะเป็นเพียงผู้อาศัย ไม่ได้แย่งการครอบครอง ประเด็นแห่งคดียังคงเป็นเช่นเดิมและไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงไม่รับโอนคดี ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
2ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า " คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านทั้งสี่ ผู้คัดค้านที่ 1 เพียงแต่อนุญาตให้ผู้ร้องอยู่อาศัยกรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 การที่ศาลชั้นต้นไม่รับโอนคดีนี้จากศาลจังหวัดสุพรรณบุรีจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"
3พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับโอนคดีนี้จากศาลจังหวัดสุพรรณบุรีไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1655/2547นางสาวบง ก้อนชัยภูมิผู้ร้องนายทองศรี ปรีสาลี กับพวกผู้คัดค้าน พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17, ม. ประกอบ 25 (4), ม. 18ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านทั้งสี่ ผู้คัดค้านที่ 1 เพียงแต่อนุญาตให้ผู้ร้องอยู่อาศัย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพาทตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบ 25 (4) ศาลจังหวัดไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนายจันทาและนางพาน ก้อนชัยภูมิ เมื่อประมาณ 54 ปีมาแล้ว นายจันทาซื้อที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 3089 หมู่ที่ 18 ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี มาจากนางครอบ บุญดอนคา เนื้อที่ประมาณ 2 งาน 88 ตารางวา โดยนางครอบได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่นายจันทา นายจันทาครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี จนกระทั่งถึงแก่ความตายเมื่อปี 2513 หลังจากนั้นนางพานได้ครอบครองที่ดินแปลงนี้ต่อมา เมื่อ 10 ปีเศษมาแล้ว นางพานได้ยกที่ดินดังกล่าวพร้อมบ้านให้แก่ผู้ร้องผู้ร้องเข้าครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว เฉพาะส่วนในกรอบสีแดงตามแผนที่สังเขปท้ายคำร้องขอจำนวนเนื้อที่ 2 งาน 88 ตารางวา โดยการครอบครองตามกฎหมาย ผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำค้ดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนางครอบ ต่อมานางครอบได้จดทะเบียนยกให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรเขยของนางครอบ และเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2546 ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนยกให้ที่ดินบางส่วนแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรชาย บุตรสาว และบุตรเขยของผู้คัดค้านที่ 1 นางครอบไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้แก่นายจันทา นางครอบเพียงแต่อนุญาตให้นายจันทาซึ่งเป็นหลานของตนเข้าไปอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทเท่านั้น เมื่อนางครอบยกที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 1 ก็ยังคงให้ผู้ร้องอาศัยต่อไป ผู้ร้องไม่เคยแสดงเจตนาว่าจะยึดถือเพื่อตน ขอให้ยกคำร้องขอ ระหว่างพิจารณาศาลจังหวัดสุพรรณบุรีให้คู่ความตรวจสอบราคาประเมินที่ดินพิพาทเพื่อกำหนดค่าขึ้นศาล ต่อมาคู่ความแถลงร่วมกันว่าที่ดินพิพาทมีราคาประเมินไร่ละ 40,000 บาท ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 2 งาน 88 ตารางวา จึงคิดเป็นทุนทรัพย์ 28,800 บาท ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีเห็นว่า ผู้คัดค้านทั้งสี่ให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้คัดค้านทั้งสี่ คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อราคาทรัพย์สินที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีเป็นเงิน 28,800 บาท คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดสุพรรณบุรี แต่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสุพรรณบุรี) จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเริ่มต้นคดีเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โดยขอแสดงกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงแม้ภายหลังจะมีผู้คัดค้านก็เป็นการคัดค้านว่าผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์เพราะเป็นเพียงผู้อาศัย ไม่ได้แย่งการครอบครอง ประเด็นแห่งคดียังคงเป็นเช่นเดิมและไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงไม่รับโอนคดี ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
4ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า " คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านทั้งสี่ ผู้คัดค้านที่ 1 เพียงแต่อนุญาตให้ผู้ร้องอยู่อาศัยกรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 การที่ศาลชั้นต้นไม่รับโอนคดีนี้จากศาลจังหวัดสุพรรณบุรีจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"
5พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับโอนคดีนี้จากศาลจังหวัดสุพรรณบุรีไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ(วีระชาติ เอี่ยมประไพ-สุรพล เจียมจูไร-พลรัตน์ ประทุมทาน)แหล่งที่มาสำนักวิชาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุการสั่งโอนคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย คดีนี้
6ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายทำนองเดียวกับคำพิพากษาฎีกาที่ 5100/2545 และ 1677/2547 ซึ่งเป็นการวินิจฉัยตามถ้อยคำในตัวบทของพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย อย่างเคร่งครัด แต่ด้วยความเคารพในบรรทัดฐานแห่งแนวคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว ผู้หมายเหตุมีความเห็นว่า หลักการของมาตรา 16 วรรคท้าย นั้น น่าจะมีเจตนารมณ์เพียงเพื่อให้ศาลแขวงได้ทำหน้าที่ช่วยแบ่งเบาภาระของศาลจังหวัดได้อย่างเต็มที่เท่านั้น กฎหมายจึงบัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด และคดีนั้นเกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ให้ศาลจังหวัดนั้นมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ" ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะทำให้ศาลจังหวัดเกิดพื้นที่ว่างมากเพียงพอต่อการที่จะทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีที่เกินอำนาจของศาลแขวงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ต้องเสียกำลังคนไปกับการพิจารณาพิพากษาคดีเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงโดยไม่จำเป็นเท่านั้น หาใช่ว่าศาลจังหวัดต้องสั่งโอนคดีตามมาตรา 16 วรรคท้าย เพราะคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงเป็นคดีที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดไม่ พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ที่บัญญัติว่า "ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น" ซึ่งตามถ้อยคำในตัวบทดังกล่าวอาจตีความได้ว่าเมื่อเป็นคดีที่เกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงแล้ว ย่อมเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวง อีกทั้งศาลแขวงก็เป็นศาลชั้นต้นประเภทหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 2 ด้วย ศาลแขวงจึงจัดเป็นศาลยุติธรรมอื่นนอกจากศาลจังหวัดเช่นกัน ดังนั้นหากต้องตีความโดยยึดถือตามถ้อยคำในตัวบทมาตรา 18 อย่างเคร่งครัดเช่นนี้ผลก็คือคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง ย่อมมิใช่คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ดังเช่นที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ แต่ด้วยความเคารพผู้หมายเหตุเห็นว่า "ศาลยุติธรรมอื่นที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดให้เป็นศาลชั้นต้น" ตามมาตรา 2 น่าจะหมายถึงศาลชำนัญพิเศษต่างๆ อันได้แก่ ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และศาลล้มละลาย ซึ่งมีความแตกต่างกับศาลจังหวัดและศาลแขวงในสาระสำคัญคือ เจตนารมณ์ของการจัดตั้งศาลชำนัญพิเศษดังกล่าวสืบเนื่องมาจากคดีของศาลชำนัญพิเศษเหล่านั้น มีลักษณะแตกต่างกับคดีแพ่งและคดีอาญาทั่วๆ ไป กล่าวคือ ศาลชำนัญพิเศษดังกล่าวจำเป็นต้องมีองค์คณะผู้พิพากษาที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ โดยเฉพาะกับจำเป็นต้องมีวิธีพิจารณาคดีเป็นพิเศษเพื่อให้เหมาะสมแก่การดำเนินคดีประเภทนั้นๆ โดยตรงแต่สำหรับศาลจังหวัดและศาลแขวงนั้น เป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและอาญาทั่วๆ ไป ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่นๆ ดังกล่าว เพียงแต่กฎหมายกำหนดให้คดีแพ่งและคดีอาญาเล็กๆ น้อยๆ เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงก็เพื่อที่จะให้ศาลแขวงที่เปิดทำการแล้วนั้น ช่วยแบ่งเบาภาระในคดีเล็กๆ น้อยๆ แทนศาลจังหวัดเท่านั้น ส่วนวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง แม้จะเป็นวิธีพิจารณาพิเศษแต่ก็กำหนดขึ้นเพียงเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาเล็กๆ น้อยๆ ให้มีสิทธิที่ได้รับการสอบสวนดำเนินคดีให้แล้วเสร็จไปด้วยความรวดเร็วขึ้นเท่านั้น อีกทั้งหากเป็นในจังหวัดที่ไม่มีศาลแขวงเปิดทำการก็มีพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 กำหนดให้ศาลจังหวัดต้องใช้วิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดเช่นว่านั้นด้วยเช่นกัน ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า โดยเนื้อหาแล้ว ศาลจังหวัดกับศาลแขวงต่างมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่นเหมือนกัน เพียงแต่ศาลแขวงจะทำหน้าที่แบ่งเบาภาระของศาลจังหวัด โดยมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาเล็กๆ น้อยๆ ดังที่บัญญัติไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) และ (5) เท่านั้นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้จึงน่าจะต้องถือว่าคดีแพ่งและคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงนั้น เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดด้วย เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่น่าจะสนับสนุนให้เห็นว่า คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดด้วย ก็คือ การโอนคดีนั้น นอกจากกรณีมีเหตุขัดขวางการพิจารณาตามมาตรา 26 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว กฎหมายยอมให้มีการโอนคดีได้ก็แต่เฉพาะเป็นการโอนคดีระหว่างศาลที่มีอำนาจชำระด้วยกันเท่านั้น ดังนั้น การที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย กำหนดให้ศาลจังหวัดมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจในกรณีที่โจทก์นำคดีที่เกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงมายื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดนั้นย่อมเป็นการยอมรับอยู่ในตัวว่าคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดด้วย กฎหมายจึงกำหนดหลักการให้ศาลจังหวัดมีคำสั่งโอนคดีในกรณีเช่นนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น คำพิพากษาฎีกาที่ 4340/2543 ยังวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานด้วยว่ากรณีที่
7โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุก 6 เดือนถึง 5 ปี และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัด รวมกับความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งมีอัตราโทษอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวงรวมมาเป็นคดีเดียวกัน แม้ศาลจังหวัดพิจารณาแล้วจะได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งมีอัตราโทษอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง ก็หาทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์เปลี่อนแปลงไปไม่ ศาลจังหวัดยังคงมีอำนาจที่จะพิพากษาคดีต่อไป บรรทัดฐานของคำพิพากษาฎีกานี้ ก็เป็นการสนับสนุนยืนยันหลักการที่ว่าศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงได้ด้วย หาใช่ว่าศาลจังหวัดไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงเช่นว่านี้ต่อไปตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้ไม่ อนึ่ง มีข้อพึงสังเกตว่า แม้ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 5100/2545 และ 1677/2547 จะวางบรรทัดฐานไว้สอดคล้องกับคำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้ก็ตาม แต่ก็สอดคล้องเฉพาะเพียงในประเด็นที่ว่า เมื่อคดีที่ศาลจังหวัดรับไว้พิจารณานั้นกลายเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามมาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) แล้ว ศาลจังหวัดต้องสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจตามมาตรา 16 วรรคท้ายเท่านั้น ทั้งนี้เพราะทั้งคำพิพากษาฎีกาที่ 5100/2545 และคำพิพากษาฎีกาที่ 1677/2547 ต่างเพียงแต่วินิจฉัยว่า "ศาลจังหวัดชอบที่จะมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย" เท่านั้นคำพิพากษาฎีกาทั้งสองเรื่องดังกล่าวหาได้วินิจฉัยถึงขนาดว่า "ศาลจังหวัดไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18" เหมือนเช่นคำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้แต่อย่างใดไม่ ด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้หมายเหตุจึงเห็นว่า คดีที่เดิมอยู่ในอำนาจของศาลจังหวัด แต่ต่อมาผลของการดำเนินกระบวนพิจารณาทำให้คดีเช่นว่านั้นกลับกลายเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงนั้น กรณีน่าจะถือว่าคดีดังกล่าวนั้น ยังคงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดต่อไป ศาลจังหวัดจึงมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไปได้ หาจำต้องสั่งให้โอนคดีนั้นไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจตามมาตรา 16 วรรคท้ายไม่ บทบัญญัติของมาตรา 16 วรรคท้าย มุ่งประสงค์เพียงให้ศาลจังหวัดปฏิบัติเฉพาะกรณีที่ศาลจังหวัดตรวจพบว่าโจทก์นำคดีที่เกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงมายื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดในชั้นตรวจรับคำฟ้องเท่านั้นทั้งนี้เพราะหลักการของบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาที่ให้มีการโอนคดีได้นั้นไม่ว่าจะเป็นบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 6 มาตรา 8 และมาตรา 28 ก็ดี หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 23 และมาตรา 26 ก็ดี ล้วนวางอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลที่กฎหมายกำหนดให้มีการสั่งให้โอนคดีได้ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นต้องกระทำเพื่อให้เกิดความสะดวกแก่คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี หรือเมื่อมีเหตุจำเป็นเพราะอาจมีเหตุขัดขวางการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลเท่านั้น แต่การมีคำสั่งโอนคดีในกรณีที่เมื่อดำเนินคดีไปแล้ว ต่อมาผลของการดำเนินกระบวนพิจารณาทำให้คดีนั้นกลายเป็นคดีที่อยู่เขตอำนาจของศาลแขวงดังเช่นคดีของคำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้ หาได้อยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องสั่งโอนคดีดังเช่นที่ได้กล่าวมาข้างต้นไม่ ในทางตรงกันข้าม ผลของการมีคำสั่งให้โอนคดีในกรณีเช่นนี้กลับทำให้คดีที่กำลังดำเนินการอยู่ในศาลจังหวัดนั้นต้องหยุดชะงักลง เกิดความล่าช้าติดขัด และขาดความต่อเนื่อง ซึ่งย่อมส่งผลเสียหายแก่ประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในคดี ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งศาลแขวงผู้รับโอนคดีที่ต้องเสียเวลามาพิจารณาตรวจสำนวนคดีที่รับโอนมานั้นซ้ำใหม่หมดทั้งเรื่อง เพื่อที่จะทราบว่าคดีนั้นดำเนินการมาถึงขั้นตอนใดแล้ว อันจะทำให้สามารถรับโอนคดีมาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้อย่างถูกต้อง ตัวอย่างของผลกระทบที่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาจากคำสั่งโอนคดีที่เห็นได้ชัดเจนก็คือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้งในความเห็นทางกฎหมายระหว่างศาลจังหวัดผู้ออกคำสั่งให้โอนคดีและศาลแขวงผู้รับโอนคดี กล่าวโดยเฉพาะในคดีนี้ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีผู้ออกคำสั่งให้โอนคดีเห็นว่า เมื่อผู้คัดค้านทั้งสี่ให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้คัดค้านทั้งสี่ คดีจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อราคาที่ดินพิพาทไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงสุพรรณบุรี ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีจึงมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงสุพรรณบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย แต่ศาลแขวงสุพรรณบุรีกลับมีความเห็นอีกอย่างหนึ่งว่า คดีนี้ผู้ร้องเริ่มต้นเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้โดยขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ซึ่งเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง แม้ภายหลังจะมีผู้คัดค้านก็เป็นการคัดค้านว่าผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์เพราะเป็นเพียงผู้อาศัยไม่ได้แย่งการครอบครอง ประเด็นแห่งคดียังคงเป็นเช่นเดิมและไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงไม่รับโอนคดี อันทำให้ผู้ร้องจำเป็นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นศาลสูงต่อไป เพื่อหาข้อยุติในชั้นนี้เสียก่อนว่า คดีของตนจะต้องดำเนินการต่อในศาลใด ซึ่งนับว่ายังโชคดีที่มีขั้นตอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ อนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้โดยไม่ต้องเสียเวลาดำเนินการอุทธรณ์ฎีกาตามลำดับชั้นศาล แต่กระนั้นก็ตาม คดีนี้ก็นับเป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นถึงความเดือดร้อนของคู่ความที่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีใหม่นั้นอีกมากมาย อันเนื่องมาจากคำสั่งโอนคดีของศาลชั้นต้นโดยไม่สมควร กรณีที่ขณะยื่นฟ้องเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดแต่เมื่อดำเนินกระบวนพิจารณาไปแล้ว ต่อมาคดีนั้นกลายเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวง หาใช่มีเฉพาะกรณีตามคำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้หรือคำพิพากษาฎีกาที่ 5100/2545 และ 1677/2547 อันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะโจทก์ฟ้องขับไล่ หรือผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่ต่อมาจำเลยหรือผู้คัดค้านให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์กลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ขึ้นมาและปรากฏว่าอสังหาริมทรัพย์ที่พิพาทกันมีราคาไม่เกิน 300,000 บาท จึงกลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบ มาตรา 25 (4) เท่านั้นไม่ ทั้งนี้เพราะยังมีผลการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นๆ อีกหลายกรณีที่อาจทำให้คดีเดิมซึ่งเป็นคดีที่ไม่อยู่อำนาจของศาลแขวง กลับกลายเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงก็ได้ อันได้แก่กรณีที่ต่อมาปรากฏว่าราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกิน 300,000 บาท เช่น โจทก์อาจขอแก้ฟ้องลดทุนทรัพย์พิพาทลงเหลือไม่เกิน 300,000 บาท เป็นต้น หรือในคดีอาญา กรณีความผิดตามฟ้องรวมการกระทำทั้งหลาย แต่เมี่อไต่สวนมูลฟ้องแล้วศาลเห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะฐานความผิดที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงเช่น
8โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานหมิ่นประมาทด้วยโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 แต่เมื่อไต่สวนมูลฟ้องแล้วได้ความว่าคดีมีมูลเพียงเป็นการหมิ่นประมาทธรรมดาตามมาตรา 326 ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลแขวง และศาลจังหวัดมีคำสั่งให้ประทับฟ้องพิจารณาเฉพาะความผิดตามมาตรา 326 ที่มีมูล หรืออาจเป็นกรณีที่ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอแก้ฟ้องลดข้อหาเหลือเป็นความผิดที่มีอัตราโทษอยู่ในอำนาจของศาลแขวง เป็นต้น นอกจากนี้ การที่คดีเดิมอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัด แต่ต่อมากลับกลายเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวง อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลก็ได้ เช่น ภายหลังจากที่ศาลจังหวัดรับฟ้องคดีนั้นไว้พิจารณาแล้ว อาจมีการตราพระราชกฤษฎีกาเปิดทำการศาลแขวงขึ้นใหม่หรือเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลแขวงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 3 วรรคหนึ่งและวรรคสาม อันมีผลทำให้คดีนั้นกลายเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงก็ได้ หรืออาจจะเกิดจากการตราพระราชกฤษฎีกาขยายหรือเพิ่มราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องของคดีแพ่งที่กำหนดให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) ก็ได้ เช่น ปัจจุบันตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) กำหนดให้ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นเป็นองค์คณะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งย่อมส่งผลพลอยทำให้ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท ไปด้วยตามมาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) แต่เนื่องจากมาตรา 25 (4) บัญญัติว่า "...ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา" ดังนั้น หากขณะยื่นฟ้องคดีนั้นมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกัน 350,000 บาท ย่อมมิใช่คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง ซึ่งโจทก์ต้องยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัด แต่หากระหว่างดำเนินคดีมีพระราชกฤษฎีกาขยายราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องตามมาตรา 25 (4) เป็น 400,000 บาท ย่อมส่งผลให้คดีนั้นกลายเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงได้เช่นกัน เมื่อมีเหตุปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งผลทำให้คดีซึ่งเดิมเป็นคดีอยู่ในอำนาจของศาลจังหวัด แต่ต่อมาปรากฏว่ากลายเป็นคดีที่เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลแขวงได้มากมายหลายประการดังกล่าวข้างต้น หากบรรทัดฐานตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้ ยังคงเป็นบรรทัดฐานต่อไป ผู้หมายเหตุเกรงว่า มิใช่เพียงเฉพาะกรณีที่เดิมเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์แต่ต่อมากลายเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ เพราะจำเลยหรือผู้คัดค้านให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์และอสังหาริมทรัพย์พิพาทมีราคาไม่เกิน 300,000 บาท ตามแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้เท่านั้น แม้การที่คดีกลับกลายมาเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงด้วยเหตุปัจจัยอื่นๆ ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นศาลจังหวัดก็น่าจะต้องอยู่ในบังคับที่ต้องสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจตามนับแห่งมาตรา 16 วรรคท้ายทั้งหมดด้วยเช่นเดียวกับบรรทัดฐานตามคำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้เช่นกัน เพราะมิฉะนั้นจะเกิดปัญหาการปฏิบัติสองมาตรฐาน (Double Standara) ไม่เสมอภาคเท่าเทียมกัน และหากศาลจังหวัดใช้แนวบรรทัดฐานตามคำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงทั้งหมด ย่อมมีข้อน่าห่วงใยว่าจะยิ่งทำให้ปัญหาการหยุดชะงักติดขัดล่าช้าและการไม่ต่อเนื่องของการดำเนินคดีส่งผลกระทบรุนแรงเพิ่มปริมาณมากขึ้นและกลายเป็นอุปสรรคและปัญหาสำคัญของการบริหารจัดการคดีอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการใช้และการตีความกฎหมายของศาล และแน่นอนย่อมส่งผลกระทบต่อพันธกิจของศาลที่จะอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนโดยสะดวก รวดเร็ว ประหยัด และเป็นธรรมบรรลุผลได้ยากขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อีกทั้งผู้หมายเหตุไม่อยากคิดไกลไปถึงผลที่จะเกิดตามมาจากปัญหาที่คู่ความต้องการบรรลุผลเพื่อการประวิงคดีในคดีฟ้องขับไล่ ซึ่งเพียงแต่กระทำโดยวิธีง่ายๆ คือ ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์แล้วใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้โอนคดีตามมาตรา 16 วรรคท้าย เพียงเท่านี้ก็บรรลุผลสำเร็จในการประวิงคดีได้นานพอสมควรทีเดียว เมื่อบรรทัดฐานตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้ อาจเกิดผลเสียหายต่อการบริหารจัดการคดีของศาลยุติธรรมโดยรวมและอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนไม่เป็นธรรมแก่คู่ความผู้สุจริตใจในการดำเนินคดีได้เช่นนี้ ผู้หมายเหตุจึงใคร่ขอนำเสนอแนวทางการใช้และการตีความมาตรา 16 วรรคท้าย อีกแนวหนึ่งซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องตรงกับบรรทัดฐานตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้ว่า มาตรา 16 วรรคท้ายที่ศาลจังหวัดอยู่ในบังคับต้องสั่งให้โอนคดีใช้เฉพาะในชั้นตรวจรับคำฟ้องเท่านั้นหากคดีนั้นศาลจังหวัดได้สั่งรับฟ้องหรือประทับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว แต่ต่อมาปรากฏว่าคดีนั้นกลับกลายมาเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงในภายหลังศาลจังหวัดก็น่าจะมีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนั้นไปได้ หาอยู่ในบังคับที่จะต้องสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจตามมาตรา 16 วรรคท้ายไม่ ซึ่งน่าจะใช้และตีความมาตรา 16 วรรคท้าย ในแนวทางเช่นนี้ได้โดยอาศัยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง ซึ่งแนวทางการใช้และตีความมาตรา 16 วรรคท้าย เช่นนี้ ก็จะสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 2445/2518, 114/2521, 2115/2523, 2038/2523 (ประชุมใหญ่), 2403/2523 ที่วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานตลอดมาว่าการที่ศาลจังหวัดจะใช้ดุลพินิจรับฟ้องคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญ มาตรา 14 (2) เดิมก็ดี การที่ศาลแพ่งหรือศาลอาญาจะใช้ดุลพินิจรับฟ้องคดีที่เกิดขึ้นนอกเขตของศาลแพ่งหรืออาญาไว้พิจารณาพิพากษาตามมาตรา 14 (5) เดิม หรือมาตรา 16 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ก็ดี ศาลจังหวัด ศาลแพ่ง หรือศาลอาญาแล้วแต่กรณี จะต้องใช้ดุลพินิจในขณะตรวจรับคำฟ้อง หากพลั้นเผลอสั่งรับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว ภายหลังจะกลับมาใช้ดุลพินิจปฏิเสธไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไปไม่ได้ ธานิศ เกศวพิทักษ์คำพิพากษา: คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนายจันทาและนางพาน ก้อนชัยภูมิ เมื่อประมาณ 54 ปีมาแล้ว นายจันทาซื้อที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 3089 หมู่ที่ 18 ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี มาจากนางครอบ บุญดอนคา เนื้อที่ประมาณ 2 งาน 88 ตารางวา โดยนางครอบได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่นายจันทา นายจันทาครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี จนกระทั่งถึงแก่ความตายเมื่อปี 2513 หลังจากนั้นนางพานได้ครอบครองที่ดินแปลงนี้ต่อมา เมื่อ 10 ปีเศษมาแล้ว นางพานได้ยกที่ดินดังกล่าวพร้อมบ้านให้แก่ผู้ร้องผู้ร้องเข้าครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว เฉพาะส่วนในกรอบสีแดงตามแผนที่สังเขปท้ายคำร้องขอจำนวนเนื้อที่ 2 งาน 88 ตารางวา โดยการครอบครองตามกฎหมาย ผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำค้ดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนางครอบ ต่อมานางครอบได้จดทะเบียนยกให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรเขยของนางครอบ และเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2546 ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนยกให้ที่ดินบางส่วนแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรชาย บุตรสาว และบุตรเขยของผู้คัดค้านที่ 1 นางครอบไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้แก่นายจันทา นางครอบเพียงแต่อนุญาตให้นายจันทาซึ่งเป็นหลานของตนเข้าไปอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทเท่านั้น เมื่อนางครอบยกที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 1 ก็ยังคงให้ผู้ร้องอาศัยต่อไป ผู้ร้องไม่เคยแสดงเจตนาว่าจะยึดถือเพื่อตน ขอให้ยกคำร้องขอ ระหว่างพิจารณาศาลจังหวัดสุพรรณบุรีให้คู่ความตรวจสอบราคาประเมินที่ดินพิพาทเพื่อกำหนดค่าขึ้นศาล ต่อมาคู่ความแถลงร่วมกันว่าที่ดินพิพาทมีราคาประเมินไร่ละ 40,000 บาท ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 2 งาน 88 ตารางวา จึงคิดเป็นทุนทรัพย์ 28,800 บาท ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีเห็นว่า ผู้คัดค้านทั้งสี่ให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้คัดค้านทั้งสี่ คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อราคาทรัพย์สินที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีเป็นเงิน 28,800 บาท คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดสุพรรณบุรี แต่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสุพรรณบุรี) จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเริ่มต้นคดีเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โดยขอแสดงกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงแม้ภายหลังจะมีผู้คัดค้านก็เป็นการคัดค้านว่าผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์เพราะเป็นเพียงผู้อาศัย ไม่ได้แย่งการครอบครอง ประเด็นแห่งคดียังคงเป็นเช่นเดิมและไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงไม่รับโอนคดี ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
9ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า " คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านทั้งสี่ ผู้คัดค้านที่ 1 เพียงแต่อนุญาตให้ผู้ร้องอยู่อาศัยกรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 การที่ศาลชั้นต้นไม่รับโอนคดีนี้จากศาลจังหวัดสุพรรณบุรีจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"
10พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับโอนคดีนี้จากศาลจังหวัดสุพรรณบุรีไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1655/2547นางสาวบง ก้อนชัยภูมิผู้ร้องนายทองศรี ปรีสาลี กับพวกผู้คัดค้าน พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17, ม. ประกอบ 25 (4), ม. 18ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านทั้งสี่ ผู้คัดค้านที่ 1 เพียงแต่อนุญาตให้ผู้ร้องอยู่อาศัย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพาทตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบ 25 (4) ศาลจังหวัดไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนายจันทาและนางพาน ก้อนชัยภูมิ เมื่อประมาณ 54 ปีมาแล้ว นายจันทาซื้อที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 3089 หมู่ที่ 18 ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี มาจากนางครอบ บุญดอนคา เนื้อที่ประมาณ 2 งาน 88 ตารางวา โดยนางครอบได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่นายจันทา นายจันทาครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี จนกระทั่งถึงแก่ความตายเมื่อปี 2513 หลังจากนั้นนางพานได้ครอบครองที่ดินแปลงนี้ต่อมา เมื่อ 10 ปีเศษมาแล้ว นางพานได้ยกที่ดินดังกล่าวพร้อมบ้านให้แก่ผู้ร้องผู้ร้องเข้าครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว เฉพาะส่วนในกรอบสีแดงตามแผนที่สังเขปท้ายคำร้องขอจำนวนเนื้อที่ 2 งาน 88 ตารางวา โดยการครอบครองตามกฎหมาย ผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำค้ดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนางครอบ ต่อมานางครอบได้จดทะเบียนยกให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรเขยของนางครอบ และเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2546 ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนยกให้ที่ดินบางส่วนแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรชาย บุตรสาว และบุตรเขยของผู้คัดค้านที่ 1 นางครอบไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้แก่นายจันทา นางครอบเพียงแต่อนุญาตให้นายจันทาซึ่งเป็นหลานของตนเข้าไปอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทเท่านั้น เมื่อนางครอบยกที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 1 ก็ยังคงให้ผู้ร้องอาศัยต่อไป ผู้ร้องไม่เคยแสดงเจตนาว่าจะยึดถือเพื่อตน ขอให้ยกคำร้องขอ ระหว่างพิจารณาศาลจังหวัดสุพรรณบุรีให้คู่ความตรวจสอบราคาประเมินที่ดินพิพาทเพื่อกำหนดค่าขึ้นศาล ต่อมาคู่ความแถลงร่วมกันว่าที่ดินพิพาทมีราคาประเมินไร่ละ 40,000 บาท ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 2 งาน 88 ตารางวา จึงคิดเป็นทุนทรัพย์ 28,800 บาท ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีเห็นว่า ผู้คัดค้านทั้งสี่ให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้คัดค้านทั้งสี่ คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อราคาทรัพย์สินที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีเป็นเงิน 28,800 บาท คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดสุพรรณบุรี แต่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสุพรรณบุรี) จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเริ่มต้นคดีเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โดยขอแสดงกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงแม้ภายหลังจะมีผู้คัดค้านก็เป็นการคัดค้านว่าผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์เพราะเป็นเพียงผู้อาศัย ไม่ได้แย่งการครอบครอง ประเด็นแห่งคดียังคงเป็นเช่นเดิมและไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงไม่รับโอนคดี ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
11ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า " คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านทั้งสี่ ผู้คัดค้านที่ 1 เพียงแต่อนุญาตให้ผู้ร้องอยู่อาศัยกรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 การที่ศาลชั้นต้นไม่รับโอนคดีนี้จากศาลจังหวัดสุพรรณบุรีจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"
12พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับโอนคดีนี้จากศาลจังหวัดสุพรรณบุรีไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
(วีระชาติ เอี่ยมประไพ - สุรพล เจียมจูไร - พลรัตน์ ประทุมทาน)