ย่อ / หลักกฎหมาย
1การนำบทบัญญัติของกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา3มาใช้บังคับเพื่อเป็นคุณนั้นต้องเป็นกรณีนำมาใช้บังคับแก่ความรับผิดทางอาญาของผู้กระทำความผิดจะนำมาใช้บังคับแก่ความรับผิดตามสัญญาประกันซึ่งเป็นความผิดทางแพ่งหาได้ไม่โดยสัญญาดังกล่าวจะมีผลบังคับกันได้โดยสมบูรณ์เพียงใดหรือไม่ย่อมต้องพิจารณาจากกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะทำสัญญานั้นและการฟ้องบังคับให้ผู้ประกันชำระเงินตามสัญญาดังกล่าวมิใช่การฟ้องเรียกเงินตามเช็คเมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ10ปี จำเลยที่1ทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาซึ่งถูกจับกุมในข้อหาออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คเป็นเงิน60,000บาทไปจากความควบคุมของโจทก์ในขณะที่พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2497ใช้บังคับโดยสัญญาว่าจะนำตัวผู้ต้องหาส่งให้โจทก์ตามกำหนดนัดถ้าผิดสัญญายินยอมใช้เงิน60,000บาทสัญญาประกันจึงชอบด้วยกฎหมายและมีผลบังคับกันได้โดยสมบูรณ์เมื่อจำเลยที่1ผิดสัญญาจึงต้องรับผิดใช้เงิน60,000บาทให้แก่โจทก์โดยบทบัญญัติเรื่องประกันไม่เกินหนึ่งในสามของจำนวนเงินตามเช็คตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2534ไม่อาจนำมาใช้บังคับได้โจทก์ ฟ้อง ว่า เมื่อ วันที่ 17 ตุลาคม 2532 จำเลย ทั้ง สองได้ ยื่น คำร้องขอ ประกันตัว นาง เปรมปรีย์ มาสกรานต์ ผู้ต้องหา ว่า กระทำผิด ฐาน ออก เช็ค โดย เจตนา จะ ไม่ให้ มี การ ใช้ เงิน ตามเช็ค ไป จากความ ควบคุม ของ โจทก์ โดย จำเลย ที่ 2 ได้ ทำ สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหากับ โจทก์ ตาม สำเนา สัญญาประกัน เอกสาร ท้ายฟ้อง หมายเลข 2 ทั้งนี้โดย จำเลย ที่ 1 ได้ มอบ ให้ จำเลย ที่ 2 นำ หลักทรัพย์ ที่ดิน ตาม สำเนาโฉนด ที่ดิน เอกสาร ท้ายฟ้อง หมายเลข 1 ของ จำเลย ที่ 1 มา เป็น หลักประกันใน การ
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1ประกันตัว ผู้ต้องหา นั้น โดย จำเลย ทั้ง สอง สัญญา ว่า จะ ส่งตัว ผู้ต้องหา ให้ โจทก์ ตาม ที่ โจทก์ ได้ กำหนด นัด ทุกครั้ง ถ้า จำเลยทั้ง สอง ผิดสัญญา ไม่นำ ตัว ผู้ต้องหา ส่ง ให้ โจทก์ ตาม กำหนด นัด จำเลยทั้ง สอง ยินยอม ใช้ เงิน จำนวน 60,000 บาท แก่ โจทก์ ต่อมา วันที่22 ธันวาคม 2532 โจทก์ มี หนังสือ แจ้ง ให้ จำเลย ทั้ง สอง นำตัว ผู้ต้องหาส่ง ให้ โจทก์ ใน วันที่ 28 ธันวาคม 2532 เวลา 9 นาฬิกา จำเลย ทั้ง สองทราบ กำหนด นัด แล้ว แต่ ไม่นำ ตัว ผู้ต้องหา ส่ง ให้ โจทก์ ใน วัน เวลา ดังกล่าวจำเลย ทั้ง สอง จึง ผิดสัญญา ประกัน และ ต้อง ร่วมกัน รับผิด ใช้ เงิน จำนวน60,000 บาท ตาม สัญญา แก่ โจทก์ โจทก์ แจ้ง ให้ จำเลย ทั้ง สอง นำ เงินจำนวน ดังกล่าว ชำระ ให้ โจทก์ แล้ว จำเลย ทั้ง สอง ไม่ยอม ชำระ จำเลย ทั้ง สองจึง ผิดนัด ต้อง เสีย ดอกเบี้ย ใน อัตรา ร้อยละ เจ็ด ครึ่ง ต่อ ปี ใน ต้นเงินจำนวน 60,000 บาท นับแต่ วันที่ ผิดนัด คือ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533ถึง วันฟ้อง เป็น เงิน 9,000 บาท ขอให้ บังคับ จำเลย ทั้ง สอง ร่วมกันชำระ เงิน 69,000 บาท แก่ โจทก์ พร้อม ดอกเบี้ย ใน อัตรา ร้อยละ เจ็ด ครึ่งต่อ ปี จาก ต้นเงิน 60,000 บาท นับแต่ วัน ถัด จาก วันฟ้อง เป็นต้น ไปจนกว่า จะ ชำระ เสร็จจำเลย ทั้ง สอง ให้การ ว่า จำเลย ที่ 2 ทำ สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหาไป จาก โจทก์ ใน ฐานะ ส่วนตัว จำเลย ที่ 1 มิได้ ทำ สัญญา หรือ ยินยอมร่วมรับผิด กับ จำเลย ที่ 2 แต่อย่างใด โจทก์ ไม่มี สิทธิ ฟ้องบังคับ ให้จำเลย ที่ 1 รับผิด ต่อ โจทก์ และ หาก จำเลย ที่ 2 ทำ สัญญาประกัน ตามเอกสาร ท้ายฟ้อง หมายเลข 2 กับ โจทก์ แทน จำเลย ที่ 1 จำเลย ที่ 2ก็ ไม่ต้อง รับผิด ต่อ โจทก์ ใน ฐานะ ส่วนตัว จำเลย ทั้ง สอง มิได้ ผิดสัญญาประกัน เพราะ ผู้ต้องหา ได้ ตกลง ประนีประนอม ยอมความ กับ ผู้เสียหายแล้ว และ ผู้เสียหาย ไม่ติดใจ ดำเนินคดี กับ ผู้ต้องหา อีก ต่อไปจำเลย ทั้ง สอง จึง ไม่มี นิติสัมพันธ์ ที่ จะ ต้อง นำ ผู้ต้องหา มา มอบ ให้ โจทก์หาก จำเลย ผิดสัญญา ประกัน ก็ ต้อง รับผิด ต่อ โจทก์ เพียง 20,000 บาทเนื่องจาก พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 บัญญัติ เป็น คุณ แก่ จำเลย โดย ระบุ ว่า ใน การ ปล่อย ตัว ชั่วคราวผู้ต้องหา ใน คดี ความผิด ตาม พระราชบัญญัติ นั้น ให้ ใช้ หลักประกันตัว ผู้ต้องหา เพียง จำนวน หนึ่ง ใน สาม ของ จำนวนเงิน ตามเช็ค เท่านั้นฟ้องโจทก์ ขาดอายุความ แล้ว เพราะ โจทก์ ไม่ได้ ฟ้อง ภายใน กำหนด 1 ปีนับแต่ วันที่ จำเลย ทั้ง สอง ผิดสัญญา คือ ตั้งแต่ วันที่ 22 ธันวาคม 2533ทั้ง ฟ้องโจทก์ เกี่ยวกับ จำเลย ที่ 2 ก็ เป็น ฟ้องเคลือบคลุม เพราะ ไม่ได้บรรยาย ให้ แจ้งชัด ซึ่ง สภาพแห่งข้อหา ว่า จำเลย ที่ 2 มี นิติสัมพันธ์กับ โจทก์ และ จะ ต้อง รับผิด ต่อ โจทก์ ใน ฐานะ ใด ขอให้ ยกฟ้องศาลชั้นต้น วินิจฉัย ว่า จำเลย ที่ 1 เป็น คู่สัญญา กับ โจทก์ส่วน จำเลย ที่ 2 มิได้ เป็น คู่สัญญา และ พิพากษา ให้ จำเลย ที่ 1 ชำระ เงินจำนวน 60,000 บาท แก่ โจทก์ พร้อม ดอกเบี้ย อัตรา ร้อยละ เจ็ด ครึ่ง ต่อ ปีนับแต่ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 จนกว่า จะ ชำระ เสร็จ โดย ดอกเบี้ยคำนวณ ถึง วันฟ้อง ไม่เกิน 9,000 บาท ยกฟ้อง โจทก์ สำหรับ จำเลย ที่ 2โจทก์ และ จำเลย ทั้ง สอง อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์
2พิพากษายืนจำเลย ที่ 1 ฎีกาศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า "เห็นว่า คดี นี้ ทุนทรัพย์ ที่พิพาท กันใน ชั้นฎีกา ไม่เกิน สอง แสน บาท จึง ต้องห้าม มิให้ ฎีกา ใน ข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จำเลย ที่ 1ฎีกา เฉพาะ ใน ปัญหาข้อกฎหมาย ใน การ วินิจฉัย ปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้อง ถือ ตาม ข้อเท็จจริง ที่ ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัย มา แล้ว จาก พยานหลักฐานใน สำนวน ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่ง ศาลอุทธรณ์ ฟัง ข้อเท็จจริง ที่ เป็น ยุติ แล้ว ว่าเมื่อ วันที่ 17 ตุลาคม 2532 จำเลย ที่ 1 ทำ สัญญาประกัน ตัวนาง เปรมปรีย์ มาสกรานต์ ผู้ต้องหา ใน คดี ความผิด ตาม พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 ซึ่ง ต้อง หา ว่าออก เช็ค สั่งจ่าย เงิน จำนวน 60,000 บาท โดย เจตนา ที่ จะ ไม่ให้ มี การใช้ เงิน ตามเช็ค ไป จาก ความ ควบคุม ของ โจทก์ ตาม สัญญาประกัน เอกสาร หมาย จ. 6โดย สัญญา ว่า จะ ส่งตัว ผู้ต้องหา ให้ ตาม กำหนด นัด ของ โจทก์ หาก ผิดสัญญายอม ใช้ เงิน จำนวน 60,000 บาท ให้ แก่ โจทก์ ต่อมา จำเลย ที่ 1ผิดสัญญา ประกัน ไม่นำ ตัว ผู้ต้องหา ส่ง ให้ โจทก์ ตาม กำหนด วัน เวลา นัดพิเคราะห์ แล้ว ที่ จำเลย ที่ 1 ฎีกา เป็น ปัญหาข้อกฎหมาย ว่าจำเลย ที่ 1 ต้อง รับผิด ใช้ เงิน ให้ โจทก์ เพียง 20,000 บาท คือหนึ่ง ใน สาม ของ จำนวน ของ ยอดเงิน ที่ ระบุ สั่งจ่าย ใน เช็ค เพราะ หลังจากจำเลย ที่ 1 ทำ สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหา แล้ว ได้ มี พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ออก ใช้ โดยพระราชบัญญัติ ดังกล่าว บัญญัติ ว่าการ ประกันตัว ผู้ต้องหา ใน คดี ความผิดตาม พระราชบัญญัติ นั้น ให้ ใช้ หลักประกัน เพียง หนึ่ง ใน สาม ของ จำนวนเงินตามเช็ค เท่านั้น จึง ต้อง ใช้ กฎหมาย ดังกล่าว ซึ่ง เป็น กฎหมาย ที่ เป็นคุณ แก่ จำเลย ที่ 1 ซึ่ง ได้ ประกันตัว ผู้ต้องหา ใน คดี ดังกล่าว โดย ต้องลด หลักประกัน ตัว ผู้ต้องหา ลง เหลือ เพียง หนึ่ง ใน สาม ของ จำนวนเงินตามเช็ค ตาม กฎหมาย ที่ เป็น คุณ โดย ปริยาย นั้น เห็นว่า ความรับผิดของ จำเลย ที่ 1 ต่อ โจทก์ ใน คดี นี้ เกิดขึ้น จาก สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหาตาม สัญญาประกัน เอกสาร หมาย จ. 6 ที่ จำเลย ที่ 1 ได้ กระทำ ไว้ กับ โจทก์สัญญา ดังกล่าว มีผล บังคับ กัน ได้ โดย สมบูรณ์ เพียงใด หรือไม่ ย่อม ต้องพิจารณา จาก กฎหมาย ที่ ใช้ บังคับ อยู่ ใน ขณะ ทำ สัญญา นั้น เมื่อ ได้ความ ว่านาง เปรมปรีย์ ผู้ต้องหา ถูกจับ กุม ใน ข้อหา ออก เช็ค โดย มี เจตนา ที่ จะ ไม่ให้ มี การ ใช้ เงิน ตามเช็ค เป็น เงิน 60,000 บาท ซึ่ง ตามบทบัญญัติ แห่ง พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2497 มาตรา 5(2) ซึ่ง แก้ไข เพิ่มเติม โดย ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 196 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2515 ข้อ 1 อันเป็น กฎหมาย ที่ ใช้บังคับ ใน ขณะ เกิดเหตุ คดี นี้ ได้ ระบุ ให้ พนักงานสอบสวน มีอำนาจ สั่งปล่อย ชั่วคราว โดย มี ประกัน หรือ หลักประกัน ไม่เกิน จำนวนเงิน ตามเช็คที่ จำเลย ที่ 1 ทำ สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหา ไป จาก ความ ควบคุม ของ โจทก์ตาม สัญญาประกัน เอกสาร หมาย จ. 6 โดย สัญญา ว่า จะ นำตัว ผู้ต้องหาส่ง ให้ โจทก์ ตาม กำหนด นัด ถ้า ผิดสัญญา ยินยอม ใช้ เงิน 60,000 บาทซึ่ง ไม่เกิน จำนวนเงิน ตามเช็ค ที่ ผู้ต้องหา สั่งจ่าย สัญญาประกันเอกสาร หมาย จ. 6 จึง ชอบ ด้วย กฎหมาย ที่ ใช้ บังคับ อยู่ ใน ขณะ ทำ สัญญา นั้นและ มีผล บังคับ กัน ได้ โดย สมบูรณ์ ดังนั้น เมื่อ จำเลย ที่ 1 ผิดสัญญาไม่นำ ผู้ต้องหา ส่ง ให้ โจทก์ ตาม กำหนด นัด จำเลย ที่ 1 จึง ต้อง รับผิดใช้ เงิน จำนวน 60,000 บาท ให้ แก่ โจทก์ แม้ หลังจาก ที่ จำเลย ที่ 1ได้ ทำ สัญญาประกัน เอกสาร หมาย จ. 6 กับ โจทก์ ดังกล่าว แล้ว ได้ มีพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534ออก มา ใช้ บังคับ โดย พระราชบัญญัติ ดังกล่าว ได้ ยกเลิก พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 196 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2515ซึ่ง บัญญัติ ให้ พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือ ศาล สั่ง ปล่อย ชั่วคราวผู้ต้องหา หรือ จำเลย ใน คดี ความผิด ตาม พระราชบัญญัติ ดังกล่าว โดย มีประกัน แต่ ไม่มี หลักประกัน หรือ มี ประกัน และ หลักประกัน ไม่เกินหนึ่ง ใน สาม ของ จำนวนเงิน ตามเช็ค ก็ ไม่อาจ นำ บทบัญญัติ ของ พระราชบัญญัติดังกล่าว มา ใช้ บังคับ ให้ ความรับผิด ของ จำเลย ที่ 1 ตาม สัญญาประกันเอกสาร หมาย จ. 6 ลดลง เหลือ เพียง ไม่เกิน หนึ่ง ใน สาม ของ จำนวนเงินตามเช็ค คือ ไม่เกิน 20,000 บาท ใน กรณี ที่ จำเลย ที่ 1 ผิดสัญญาไม่นำ ตัว ผู้ต้องหา ส่ง ให้ โจทก์ ตาม กำหนด นัด ตาม ที่ จำเลย ที่ 1ฎีกา นั้น ได้ เพราะ การ ที่ จะ นำ บทบัญญัติ ของ กฎหมาย ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3 มา ใช้ บังคับ ใน ฐานะ กฎหมาย ที่ เป็น คุณ ได้ นั้น จะ ต้อง เป็น กรณีที่ นำ มา ใช้ บังคับ แก่ ความรับผิด ทางอาญา ของ ผู้กระทำ ความผิด เท่านั้นจะ นำ มา ใช้ บังคับ แก่ ความรับผิด ของ จำเลย ตาม สัญญาประกัน ซึ่ง เป็นความรับผิด ทางแพ่ง หาได้ไม่ ฎีกา ของ จำเลย ที่ 1 ข้อ นี้ ฟังไม่ขึ้นที่ จำเลย ที่ 1 ฎีกา ต่อไป ว่า ฟ้องโจทก์ ขาดอายุความ เพราะ มูลหนี้คดี นี้ เกิดจาก การ ผิดสัญญา ประกัน ผู้ต้องหา เกี่ยวกับ ความผิด อัน เกิดจาก การ ใช้ เช็ค การ ฟ้อง ให้ ชำระ เงิน ตามเช็ค มี อายุความ เพียง 1 ปีการ ผิดสัญญา ประกัน ผู้ต้องหา ก็ ต้อง ถือ อายุความ 1 ปี เช่นเดียวกันมิใช่ มี อายุความ 10 ปี นั้น เห็นว่า การ ฟ้องบังคับ ให้ ผู้ประกันชำระ เงิน ตาม สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหา ใน คดี ความผิด ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มิใช่ เป็น การ ฟ้อง เรียกเงินตามเช็ค จึง ไม่อยู่ ใน บังคับ ของ อายุความ ใน การ ฟ้อง เรียกเงิน ตามเช็คเมื่อ การ ฟ้องบังคับ ให้ ผู้ประกัน ใช้ เงิน ตาม สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหาไม่มี กฎหมาย บัญญัติ อายุความ ไว้ โดยเฉพาะ จึง มี กำหนด อายุความ 10 ปีตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิม (มาตรา 193/30ที่ ได้ ตรวจ ชำระ ใหม่ ) ฎีกา ของ จำเลย ที่ 1 ข้อ นี้ ฟังไม่ขึ้น อีก เช่นกัน "
3พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 896/2539พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลเตาปูนโจทก์นางสาว วนิดา ว่องไว หรือนางรวีวรรณ โพธิ์รัตน์ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 193/30 ป.อ. ม. 3 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 6การนำบทบัญญัติของกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา3มาใช้บังคับเพื่อเป็นคุณนั้นต้องเป็นกรณีนำมาใช้บังคับแก่ความรับผิดทางอาญาของผู้กระทำความผิดจะนำมาใช้บังคับแก่ความรับผิดตามสัญญาประกันซึ่งเป็นความผิดทางแพ่งหาได้ไม่โดยสัญญาดังกล่าวจะมีผลบังคับกันได้โดยสมบูรณ์เพียงใดหรือไม่ย่อมต้องพิจารณาจากกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะทำสัญญานั้นและการฟ้องบังคับให้ผู้ประกันชำระเงินตามสัญญาดังกล่าวมิใช่การฟ้องเรียกเงินตามเช็คเมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ10ปี จำเลยที่1ทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาซึ่งถูกจับกุมในข้อหาออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คเป็นเงิน60,000บาทไปจากความควบคุมของโจทก์ในขณะที่พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2497ใช้บังคับโดยสัญญาว่าจะนำตัวผู้ต้องหาส่งให้โจทก์ตามกำหนดนัดถ้าผิดสัญญายินยอมใช้เงิน60,000บาทสัญญาประกันจึงชอบด้วยกฎหมายและมีผลบังคับกันได้โดยสมบูรณ์เมื่อจำเลยที่1ผิดสัญญาจึงต้องรับผิดใช้เงิน60,000บาทให้แก่โจทก์โดยบทบัญญัติเรื่องประกันไม่เกินหนึ่งในสามของจำนวนเงินตามเช็คตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2534ไม่อาจนำมาใช้บังคับได้โจทก์ ฟ้อง ว่า เมื่อ วันที่ 17 ตุลาคม 2532 จำเลย ทั้ง สองได้ ยื่น คำร้องขอ ประกันตัว นาง เปรมปรีย์ มาสกรานต์ ผู้ต้องหา ว่า กระทำผิด ฐาน ออก เช็ค โดย เจตนา จะ ไม่ให้ มี การ ใช้ เงิน ตามเช็ค ไป จากความ ควบคุม ของ โจทก์ โดย จำเลย ที่ 2 ได้ ทำ สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหากับ โจทก์ ตาม สำเนา สัญญาประกัน เอกสาร ท้ายฟ้อง หมายเลข 2 ทั้งนี้โดย จำเลย ที่ 1 ได้ มอบ ให้ จำเลย ที่ 2 นำ หลักทรัพย์ ที่ดิน ตาม สำเนาโฉนด ที่ดิน เอกสาร ท้ายฟ้อง หมายเลข 1 ของ จำเลย ที่ 1 มา เป็น หลักประกันใน การ ประกันตัว ผู้ต้องหา นั้น โดย จำเลย ทั้ง สอง สัญญา ว่า จะ ส่งตัว ผู้ต้องหา ให้ โจทก์ ตาม ที่ โจทก์ ได้ กำหนด นัด ทุกครั้ง ถ้า จำเลยทั้ง สอง ผิดสัญญา ไม่นำ ตัว ผู้ต้องหา ส่ง ให้ โจทก์ ตาม กำหนด นัด จำเลยทั้ง สอง ยินยอม ใช้ เงิน จำนวน 60,000 บาท แก่ โจทก์ ต่อมา วันที่22 ธันวาคม 2532 โจทก์ มี หนังสือ แจ้ง ให้ จำเลย ทั้ง สอง นำตัว ผู้ต้องหาส่ง ให้ โจทก์ ใน วันที่ 28 ธันวาคม 2532 เวลา 9 นาฬิกา จำเลย ทั้ง สองทราบ กำหนด นัด แล้ว แต่ ไม่นำ ตัว ผู้ต้องหา ส่ง ให้ โจทก์ ใน วัน เวลา ดังกล่าวจำเลย ทั้ง สอง จึง ผิดสัญญา ประกัน และ ต้อง ร่วมกัน รับผิด ใช้ เงิน จำนวน60,000 บาท ตาม สัญญา แก่ โจทก์ โจทก์ แจ้ง ให้ จำเลย ทั้ง สอง นำ เงินจำนวน ดังกล่าว ชำระ ให้ โจทก์ แล้ว จำเลย ทั้ง สอง ไม่ยอม ชำระ จำเลย ทั้ง สองจึง ผิดนัด ต้อง เสีย ดอกเบี้ย ใน อัตรา ร้อยละ เจ็ด ครึ่ง ต่อ ปี ใน ต้นเงินจำนวน 60,000 บาท นับแต่ วันที่ ผิดนัด คือ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533ถึง วันฟ้อง เป็น เงิน 9,000 บาท ขอให้ บังคับ จำเลย ทั้ง สอง ร่วมกันชำระ เงิน 69,000 บาท แก่ โจทก์ พร้อม ดอกเบี้ย ใน อัตรา ร้อยละ เจ็ด ครึ่งต่อ ปี จาก ต้นเงิน 60,000 บาท นับแต่ วัน ถัด จาก วันฟ้อง เป็นต้น ไปจนกว่า จะ ชำระ เสร็จจำเลย ทั้ง สอง ให้การ ว่า จำเลย ที่ 2 ทำ สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหาไป จาก โจทก์ ใน ฐานะ ส่วนตัว จำเลย ที่ 1 มิได้ ทำ สัญญา หรือ ยินยอมร่วมรับผิด กับ จำเลย ที่ 2 แต่อย่างใด โจทก์ ไม่มี สิทธิ ฟ้องบังคับ ให้จำเลย ที่ 1 รับผิด ต่อ โจทก์ และ หาก จำเลย ที่ 2 ทำ สัญญาประกัน ตามเอกสาร ท้ายฟ้อง หมายเลข 2 กับ โจทก์ แทน จำเลย ที่ 1 จำเลย ที่ 2ก็ ไม่ต้อง รับผิด ต่อ โจทก์ ใน ฐานะ ส่วนตัว จำเลย ทั้ง สอง มิได้ ผิดสัญญาประกัน เพราะ ผู้ต้องหา ได้ ตกลง ประนีประนอม ยอมความ กับ ผู้เสียหายแล้ว และ ผู้เสียหาย ไม่ติดใจ ดำเนินคดี กับ ผู้ต้องหา อีก ต่อไปจำเลย ทั้ง สอง จึง ไม่มี นิติสัมพันธ์ ที่ จะ ต้อง นำ ผู้ต้องหา มา มอบ ให้ โจทก์หาก จำเลย ผิดสัญญา ประกัน ก็ ต้อง รับผิด ต่อ โจทก์ เพียง 20,000 บาทเนื่องจาก พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 บัญญัติ เป็น คุณ แก่ จำเลย โดย ระบุ ว่า ใน การ ปล่อย ตัว ชั่วคราวผู้ต้องหา ใน คดี ความผิด ตาม พระราชบัญญัติ นั้น ให้ ใช้ หลักประกันตัว ผู้ต้องหา เพียง จำนวน หนึ่ง ใน สาม ของ จำนวนเงิน ตามเช็ค เท่านั้นฟ้องโจทก์ ขาดอายุความ แล้ว เพราะ โจทก์ ไม่ได้ ฟ้อง ภายใน กำหนด 1 ปีนับแต่ วันที่ จำเลย ทั้ง สอง ผิดสัญญา คือ ตั้งแต่ วันที่ 22 ธันวาคม 2533ทั้ง ฟ้องโจทก์ เกี่ยวกับ จำเลย ที่ 2 ก็ เป็น ฟ้องเคลือบคลุม เพราะ ไม่ได้บรรยาย ให้ แจ้งชัด ซึ่ง สภาพแห่งข้อหา ว่า จำเลย ที่ 2 มี นิติสัมพันธ์กับ โจทก์ และ จะ ต้อง รับผิด ต่อ โจทก์ ใน ฐานะ ใด ขอให้ ยกฟ้องศาลชั้นต้น วินิจฉัย ว่า จำเลย ที่ 1 เป็น คู่สัญญา กับ โจทก์ส่วน จำเลย ที่ 2 มิได้ เป็น คู่สัญญา และ พิพากษา ให้ จำเลย ที่ 1 ชำระ เงินจำนวน 60,000 บาท แก่ โจทก์ พร้อม ดอกเบี้ย อัตรา ร้อยละ เจ็ด ครึ่ง ต่อ ปีนับแต่ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 จนกว่า จะ ชำระ เสร็จ โดย ดอกเบี้ยคำนวณ ถึง วันฟ้อง ไม่เกิน 9,000 บาท ยกฟ้อง โจทก์ สำหรับ จำเลย ที่ 2โจทก์ และ จำเลย ทั้ง สอง อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์
4พิพากษายืนจำเลย ที่ 1 ฎีกาศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า "เห็นว่า คดี นี้ ทุนทรัพย์ ที่พิพาท กันใน ชั้นฎีกา ไม่เกิน สอง แสน บาท จึง ต้องห้าม มิให้ ฎีกา ใน ข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จำเลย ที่ 1ฎีกา เฉพาะ ใน ปัญหาข้อกฎหมาย ใน การ วินิจฉัย ปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้อง ถือ ตาม ข้อเท็จจริง ที่ ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัย มา แล้ว จาก พยานหลักฐานใน สำนวน ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่ง ศาลอุทธรณ์ ฟัง ข้อเท็จจริง ที่ เป็น ยุติ แล้ว ว่าเมื่อ วันที่ 17 ตุลาคม 2532 จำเลย ที่ 1 ทำ สัญญาประกัน ตัวนาง เปรมปรีย์ มาสกรานต์ ผู้ต้องหา ใน คดี ความผิด ตาม พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 ซึ่ง ต้อง หา ว่าออก เช็ค สั่งจ่าย เงิน จำนวน 60,000 บาท โดย เจตนา ที่ จะ ไม่ให้ มี การใช้ เงิน ตามเช็ค ไป จาก ความ ควบคุม ของ โจทก์ ตาม สัญญาประกัน เอกสาร หมาย จ. 6โดย สัญญา ว่า จะ ส่งตัว ผู้ต้องหา ให้ ตาม กำหนด นัด ของ โจทก์ หาก ผิดสัญญายอม ใช้ เงิน จำนวน 60,000 บาท ให้ แก่ โจทก์ ต่อมา จำเลย ที่ 1ผิดสัญญา ประกัน ไม่นำ ตัว ผู้ต้องหา ส่ง ให้ โจทก์ ตาม กำหนด วัน เวลา นัดพิเคราะห์ แล้ว ที่ จำเลย ที่ 1 ฎีกา เป็น ปัญหาข้อกฎหมาย ว่าจำเลย ที่ 1 ต้อง รับผิด ใช้ เงิน ให้ โจทก์ เพียง 20,000 บาท คือหนึ่ง ใน สาม ของ จำนวน ของ ยอดเงิน ที่ ระบุ สั่งจ่าย ใน เช็ค เพราะ หลังจากจำเลย ที่ 1 ทำ สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหา แล้ว ได้ มี พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ออก ใช้ โดยพระราชบัญญัติ ดังกล่าว บัญญัติ ว่าการ ประกันตัว ผู้ต้องหา ใน คดี ความผิดตาม พระราชบัญญัติ นั้น ให้ ใช้ หลักประกัน เพียง หนึ่ง ใน สาม ของ จำนวนเงินตามเช็ค เท่านั้น จึง ต้อง ใช้ กฎหมาย ดังกล่าว ซึ่ง เป็น กฎหมาย ที่ เป็นคุณ แก่ จำเลย ที่ 1 ซึ่ง ได้ ประกันตัว ผู้ต้องหา ใน คดี ดังกล่าว โดย ต้องลด หลักประกัน ตัว ผู้ต้องหา ลง เหลือ เพียง หนึ่ง ใน สาม ของ จำนวนเงินตามเช็ค ตาม กฎหมาย ที่ เป็น คุณ โดย ปริยาย นั้น เห็นว่า ความรับผิดของ จำเลย ที่ 1 ต่อ โจทก์ ใน คดี นี้ เกิดขึ้น จาก สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหาตาม สัญญาประกัน เอกสาร หมาย จ. 6 ที่ จำเลย ที่ 1 ได้ กระทำ ไว้ กับ โจทก์สัญญา ดังกล่าว มีผล บังคับ กัน ได้ โดย สมบูรณ์ เพียงใด หรือไม่ ย่อม ต้องพิจารณา จาก กฎหมาย ที่ ใช้ บังคับ อยู่ ใน ขณะ ทำ สัญญา นั้น เมื่อ ได้ความ ว่านาง เปรมปรีย์ ผู้ต้องหา ถูกจับ กุม ใน ข้อหา ออก เช็ค โดย มี เจตนา ที่ จะ ไม่ให้ มี การ ใช้ เงิน ตามเช็ค เป็น เงิน 60,000 บาท ซึ่ง ตามบทบัญญัติ แห่ง พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2497 มาตรา 5(2) ซึ่ง แก้ไข เพิ่มเติม โดย ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 196 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2515 ข้อ 1 อันเป็น กฎหมาย ที่ ใช้บังคับ ใน ขณะ เกิดเหตุ คดี นี้ ได้ ระบุ ให้ พนักงานสอบสวน มีอำนาจ สั่งปล่อย ชั่วคราว โดย มี ประกัน หรือ หลักประกัน ไม่เกิน จำนวนเงิน ตามเช็คที่ จำเลย ที่ 1 ทำ สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหา ไป จาก ความ ควบคุม ของ โจทก์ตาม สัญญาประกัน เอกสาร หมาย จ. 6 โดย สัญญา ว่า จะ นำตัว ผู้ต้องหาส่ง ให้ โจทก์ ตาม กำหนด นัด ถ้า ผิดสัญญา ยินยอม ใช้ เงิน 60,000 บาทซึ่ง ไม่เกิน จำนวนเงิน ตามเช็ค ที่ ผู้ต้องหา สั่งจ่าย สัญญาประกันเอกสาร หมาย จ. 6 จึง ชอบ ด้วย กฎหมาย ที่ ใช้ บังคับ อยู่ ใน ขณะ ทำ สัญญา นั้นและ มีผล บังคับ กัน ได้ โดย สมบูรณ์ ดังนั้น เมื่อ จำเลย ที่ 1 ผิดสัญญาไม่นำ ผู้ต้องหา ส่ง ให้ โจทก์ ตาม กำหนด นัด จำเลย ที่ 1 จึง ต้อง รับผิดใช้ เงิน จำนวน 60,000 บาท ให้ แก่ โจทก์ แม้ หลังจาก ที่ จำเลย ที่ 1ได้ ทำ สัญญาประกัน เอกสาร หมาย จ. 6 กับ โจทก์ ดังกล่าว แล้ว ได้ มีพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534ออก มา ใช้ บังคับ โดย พระราชบัญญัติ ดังกล่าว ได้ ยกเลิก พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 196 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2515ซึ่ง บัญญัติ ให้ พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือ ศาล สั่ง ปล่อย ชั่วคราวผู้ต้องหา หรือ จำเลย ใน คดี ความผิด ตาม พระราชบัญญัติ ดังกล่าว โดย มีประกัน แต่ ไม่มี หลักประกัน หรือ มี ประกัน และ หลักประกัน ไม่เกินหนึ่ง ใน สาม ของ จำนวนเงิน ตามเช็ค ก็ ไม่อาจ นำ บทบัญญัติ ของ พระราชบัญญัติดังกล่าว มา ใช้ บังคับ ให้ ความรับผิด ของ จำเลย ที่ 1 ตาม สัญญาประกันเอกสาร หมาย จ. 6 ลดลง เหลือ เพียง ไม่เกิน หนึ่ง ใน สาม ของ จำนวนเงินตามเช็ค คือ ไม่เกิน 20,000 บาท ใน กรณี ที่ จำเลย ที่ 1 ผิดสัญญาไม่นำ ตัว ผู้ต้องหา ส่ง ให้ โจทก์ ตาม กำหนด นัด ตาม ที่ จำเลย ที่ 1ฎีกา นั้น ได้ เพราะ การ ที่ จะ นำ บทบัญญัติ ของ กฎหมาย ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3 มา ใช้ บังคับ ใน ฐานะ กฎหมาย ที่ เป็น คุณ ได้ นั้น จะ ต้อง เป็น กรณีที่ นำ มา ใช้ บังคับ แก่ ความรับผิด ทางอาญา ของ ผู้กระทำ ความผิด เท่านั้นจะ นำ มา ใช้ บังคับ แก่ ความรับผิด ของ จำเลย ตาม สัญญาประกัน ซึ่ง เป็นความรับผิด ทางแพ่ง หาได้ไม่ ฎีกา ของ จำเลย ที่ 1 ข้อ นี้ ฟังไม่ขึ้นที่ จำเลย ที่ 1 ฎีกา ต่อไป ว่า ฟ้องโจทก์ ขาดอายุความ เพราะ มูลหนี้คดี นี้ เกิดจาก การ ผิดสัญญา ประกัน ผู้ต้องหา เกี่ยวกับ ความผิด อัน เกิดจาก การ ใช้ เช็ค การ ฟ้อง ให้ ชำระ เงิน ตามเช็ค มี อายุความ เพียง 1 ปีการ ผิดสัญญา ประกัน ผู้ต้องหา ก็ ต้อง ถือ อายุความ 1 ปี เช่นเดียวกันมิใช่ มี อายุความ 10 ปี นั้น เห็นว่า การ ฟ้องบังคับ ให้ ผู้ประกันชำระ เงิน ตาม สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหา ใน คดี ความผิด ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มิใช่ เป็น การ ฟ้อง เรียกเงินตามเช็ค จึง ไม่อยู่ ใน บังคับ ของ อายุความ ใน การ ฟ้อง เรียกเงิน ตามเช็คเมื่อ การ ฟ้องบังคับ ให้ ผู้ประกัน ใช้ เงิน ตาม สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหาไม่มี กฎหมาย บัญญัติ อายุความ ไว้ โดยเฉพาะ จึง มี กำหนด อายุความ 10 ปีตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิม (มาตรา 193/30ที่ ได้ ตรวจ ชำระ ใหม่ ) ฎีกา ของ จำเลย ที่ 1 ข้อ นี้ ฟังไม่ขึ้น อีก เช่นกัน "
5พิพากษายืน(อัครวิทย์ สุมาวงศ์-ก้าน อันนานนท์-อำนวย หมวดเมือง)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุคำพิพากษาศาลฎีกาที่896/2539วินิจฉัยเรื่องการใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยซึ่งมีข้อพิจารณาดังนี้ 1.หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา3บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำผิดให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใดเว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว" หลักกฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้ 1)กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังจากการกระทำผิด 2)ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด 3)ไม่ว่าในทางใด 2.ข้อพิจารณา 1)ประมวลกฎหมายอาญามาตรา3บัญญัติว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำผิดคำว่ากฎหมายนั้นหมายถึงบทบัญญัติในกฎหมายทั้งฉบับโดยมิได้แยกว่าเป็นกฎหมายในบทบัญญัติส่วนใดหากกฎหมายที่ออกในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดย่อมนำมาใช้แก่ผู้กระทำผิดได้ ปัญหาว่ากฎหมายทั้งฉบับมีทั้งส่วนแพ่งและส่วนอาญาจะนำกฎหมายส่วนแพ่งมาใช้ให้เป็นคุณแก่ผู้กระทำผิดได้หรือไม่เรื่องนี้เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรา3นั้นเป็นเรื่องของคดีอาญาจึงนำบทบัญญัติในส่วนแพ่งมาบังคับใช้ไม่ได้ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่เขียนหมายเหตุนี้ได้วินิจฉัยได้อย่างชัดเจนว่าจะนำบทบัญญัติเกี่ยวกับความรับผิดทางแพ่งมาใช้กับทางอาญาไม่ได้ปัญหามีอีกว่าหากเป็นความรับผิดทางแพ่งที่มีผลมาจากความผิดทางอาญาเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะนำบทบัญญัติที่เป็นคุณตามกฎหมายฉบับใหม่มาใช้ให้เป็นคุณแก่ผู้กระทำผิดได้หรือไม่เรื่องนี้ยังไม่มีคำพิพากษา
6ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานซึ่งผู้เขียนหมายเหตุเห็นว่าแม้จะเป็นคดีแพ่งที่มีมูลมาจากคดีอาญาแต่ก็เป็นความรับผิดทางแพ่งนั่นเองย่อมไม่อาจนำมาใช้กับคดีอาญาได้ ปัญหามีต่อไปว่าบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา3จะนำมาใช้ในกระบวนพิจารณาความอาญาได้หรือไม่หากนำมาใช้ได้การปล่อยชั่วคราวหรือการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาก็เป็นกระบวนพิจารณาความอาญาจึงนำบทบัญญัติที่เป็นคุณมาใช้ได้ดังเช่นคดีที่เขียนหมายเหตุนี้จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวจำนวน60,000บาทตามจำนวนเงินในเช็คตามมาตรา5(2)แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2497ต่อมามีพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2534มาตรา6ให้ปล่อยชั่วคราวโดยมีหลักประกันไม่เกินหนึ่งในสามของจำนวนเงินตามเช็คก็ต้องนำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2534มาตรา6ซึ่งเป็นคุณแก่ผู้กระทำผิดมาใช้บังคับโดยต้องลดราคาหลักประกันเหลือเพียง20,000บาทเรื่องนี้คำพิพากษาฎีกาที่896/2539ที่เขียนหมายเหตุนี้วินิจฉัยว่านำมาใช้บังคับไม่ได้แต่มิได้วินิจฉัยว่านำกระบวนการพิจารณาความอาญามาใช้บังคับไม่ได้ 2)ประมวลกฎหมายอาญามาตรา3บัญญัติว่าให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำผิดไม่ว่าในทางใดหมายความว่าสิ่งใดที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำผิดย่อมนำมาบังคับได้การที่ผู้กระทำผิดได้รับประโยชน์จากการปล่อยชั่วคราวโดยหลักประกันน้อยลงกว่าเดิมก็ถือว่าเป็นประโยชน์แก่ผู้กระทำผิดทางหนึ่งและการปล่อยชั่วคราวนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนพิจารณาในทางอาญาจึงน่าจะนำมาใช้ให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ ข้อสังเกตคำพิพากษาศาลฎีกาที่896/2539ได้วินิจฉัยวางหลักไว้ว่า"การนำบทบัญญัติของกฎหมายประมวลกฎหมายอาญามาตรา3มาใช้บังคับเพื่อเป็นคุณนั้นต้องเป็นกรณีนำมาใช้บังคับแก่ความรับผิดทางอาญาของผู้กระทำความผิดซึ่งแปลความหมายอย่างแคบว่าบังคับเฉพาะความรับผิดทางอาญาเท่านั้นแต่เมื่อพิจารณาบทบัญญัติในมาตรา3แล้วบัญญัติว่า"ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำผิดไม่ว่าในทางใด"ซึ่งน่าจะมิใช่ความรับผิดทางอาญาเท่านั้นกฎหมายที่ออกภายหลังในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำผิดไม่ว่าในทางใดก็น่าจะนำมาบังคับกับผู้กระทำความผิดได้ผู้เขียนหมายเหตุเห็นว่าหากผู้กระทำผิดเป็นผู้ประกันตัวเองก็น่าจะนำบทบัญญัติมาตรา6แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2534ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยยิ่งกว่ามาใช้บังคับกับจำเลยได้ 3)การใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณให้ใช้แก่ผู้กระทำผิดเท่านั้นหากเป็นคุณแก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เป็นผู้กระทำผิดย่อมนำมาใช้บังคับไม่ได้คดีที่เขียนหมายเหตุนี้เป็นเรื่องเป็นคุณแก่นายประกันซึ่งมิใช่เป็นผู้กระทำผิด
7ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่อาจนำมาใช้บังคับให้เป็นคุณได้นั้นจึงชอบแล้ว หากตัวผู้กระทำผิดเป็นผู้ประกันตนเองเช่นนี้จะนำบทบัญญัติที่เป็นคุณมาใช้บังคับกับผู้กระทำผิดได้หรือไม่ผู้เขียนหมายเหตุเห็นว่าน่าจะนำมาใช้บังคับได้ปัญหามีว่าหากผู้กระทำผิดได้ร่วมกับผู้อื่นทำสัญญาประกันกับศาลแล้วจะนำบทบัญญัติที่เป็นคุณดังกล่าวมาใช้ได้หรือไม่เพียงใดเห็นว่าน่าจะนำมาใช้บังคับได้เฉพาะตัวผู้กระทำผิดเท่านั้น 4)เมื่อผิดสัญญาประกันแล้ว กรณีที่ทำสัญญาประกันตามกฎหมายเก่าแล้วมีการผิดสัญญาประกันผลจะเป็นอย่างไร 4.1ผิดสัญญาตอนกฎหมายเก่ามีผลบังคับกรณีนี้ย่อมสามารถบังคับให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายเก่าแม้จะมีการฟ้องร้องบังคับตามสัญญาประกันเมื่อกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้แล้วก็จะนำบทบัญญัติตามกฎหมายใหม่มาใช้บังคับได้ไม่ 4.2ผิดสัญญาตอนกฎหมายใหม่มีผลบังคับกรณีนี้มีปัญหาว่าจะนำบทบัญญัติในกฎหมายใหม่มาใช้บังคับได้หรือไม่จะมีผลเป็นไปโดยอัตโนมัติหรือผู้กระทำผิดต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลนำบทบัญญัติที่เป็นคุณมาใช้เห็นว่าผู้ร้องต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลนำกฎหมายที่เป็นคุณมาใช้บังคับมิฉะนั้นจะถือตามสัญญาที่เขียนตามกฎหมายเก่าเรื่องนี้เป็นเพียงความเห็นของผู้เขียนเท่านั้นซึ่งไม่ตรงกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่896/2539ที่วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า"สัญญาดังกล่าวจะมีผลบังคับได้เพียงใดหรือไม่ย่อมต้องพิจารณาจากกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะทำสัญญานั้นหมายความว่าต้องใช้กฎหมายเก่าเท่านั้นจะนำกฎหมายใหม่มาใช้บังคับไม่ได้ 5)เมื่อมีการฟ้องร้องบังคับตามสัญญาประกัน แม้จะเป็นสัญญาประกันในคดีอาญาเมื่อมีการผิดสัญญาจนถึงขั้นฟ้องร้องเพื่อบังคับตามสัญญาประกันนั้นถือเป็นการบังคับให้ชำระหนี้ตามสัญญาประกันอันเป็นการบังคับทางแพ่งย่อมนำบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับคดีอาญามาใช้บังคับไม่ได้" ข้อสังเกต คำพิพากษาศาลฎีกาที่896/2539ที่เขียนหมายเหตุนี้เป็นคดีฟ้องร้องบังคับนายประกันซึ่งเป็นผู้อื่นมิใช่ผู้กระทำความผิดให้รับผิดชอบใช้เงินตามสัญญาประกันอันเป็นการบังคับคดีทางแพ่งซึ่ง
8ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจะนำบทบัญญัติอันเป็นคุณในทางอาญาบังคับใช้ไม่ได้นั้นจึงชอบแล้ว รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์คำพิพากษา: โจทก์ ฟ้อง ว่า เมื่อ วันที่ 17 ตุลาคม 2532 จำเลย ทั้ง สองได้ ยื่น คำร้องขอ ประกันตัว นาง เปรมปรีย์ มาสกรานต์ ผู้ต้องหา ว่า กระทำผิด ฐาน ออก เช็ค โดย เจตนา จะ ไม่ให้ มี การ ใช้ เงิน ตามเช็ค ไป จากความ ควบคุม ของ โจทก์ โดย จำเลย ที่ 2 ได้ ทำ สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหากับ โจทก์ ตาม สำเนา สัญญาประกัน เอกสาร ท้ายฟ้อง หมายเลข 2 ทั้งนี้โดย จำเลย ที่ 1 ได้ มอบ ให้ จำเลย ที่ 2 นำ หลักทรัพย์ ที่ดิน ตาม สำเนาโฉนด ที่ดิน เอกสาร ท้ายฟ้อง หมายเลข 1 ของ จำเลย ที่ 1 มา เป็น หลักประกันใน การ ประกันตัว ผู้ต้องหา นั้น โดย จำเลย ทั้ง สอง สัญญา ว่า จะ ส่งตัว ผู้ต้องหา ให้ โจทก์ ตาม ที่ โจทก์ ได้ กำหนด นัด ทุกครั้ง ถ้า จำเลยทั้ง สอง ผิดสัญญา ไม่นำ ตัว ผู้ต้องหา ส่ง ให้ โจทก์ ตาม กำหนด นัด จำเลยทั้ง สอง ยินยอม ใช้ เงิน จำนวน 60,000 บาท แก่ โจทก์ ต่อมา วันที่22 ธันวาคม 2532 โจทก์ มี หนังสือ แจ้ง ให้ จำเลย ทั้ง สอง นำตัว ผู้ต้องหาส่ง ให้ โจทก์ ใน วันที่ 28 ธันวาคม 2532 เวลา 9 นาฬิกา จำเลย ทั้ง สองทราบ กำหนด นัด แล้ว แต่ ไม่นำ ตัว ผู้ต้องหา ส่ง ให้ โจทก์ ใน วัน เวลา ดังกล่าวจำเลย ทั้ง สอง จึง ผิดสัญญา ประกัน และ ต้อง ร่วมกัน รับผิด ใช้ เงิน จำนวน60,000 บาท ตาม สัญญา แก่ โจทก์ โจทก์ แจ้ง ให้ จำเลย ทั้ง สอง นำ เงินจำนวน ดังกล่าว ชำระ ให้ โจทก์ แล้ว จำเลย ทั้ง สอง ไม่ยอม ชำระ จำเลย ทั้ง สองจึง ผิดนัด ต้อง เสีย ดอกเบี้ย ใน อัตรา ร้อยละ เจ็ด ครึ่ง ต่อ ปี ใน ต้นเงินจำนวน 60,000 บาท นับแต่ วันที่ ผิดนัด คือ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533ถึง วันฟ้อง เป็น เงิน 9,000 บาท ขอให้ บังคับ จำเลย ทั้ง สอง ร่วมกันชำระ เงิน 69,000 บาท แก่ โจทก์ พร้อม ดอกเบี้ย ใน อัตรา ร้อยละ เจ็ด ครึ่งต่อ ปี จาก ต้นเงิน 60,000 บาท นับแต่ วัน ถัด จาก วันฟ้อง เป็นต้น ไปจนกว่า จะ ชำระ เสร็จจำเลย ทั้ง สอง ให้การ ว่า จำเลย ที่ 2 ทำ สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหาไป จาก โจทก์ ใน ฐานะ ส่วนตัว จำเลย ที่ 1 มิได้ ทำ สัญญา หรือ ยินยอมร่วมรับผิด กับ จำเลย ที่ 2 แต่อย่างใด โจทก์ ไม่มี สิทธิ ฟ้องบังคับ ให้จำเลย ที่ 1 รับผิด ต่อ โจทก์ และ หาก จำเลย ที่ 2 ทำ สัญญาประกัน ตามเอกสาร ท้ายฟ้อง หมายเลข 2 กับ โจทก์ แทน จำเลย ที่ 1 จำเลย ที่ 2ก็ ไม่ต้อง รับผิด ต่อ โจทก์ ใน ฐานะ ส่วนตัว จำเลย ทั้ง สอง มิได้ ผิดสัญญาประกัน เพราะ ผู้ต้องหา ได้ ตกลง ประนีประนอม ยอมความ กับ ผู้เสียหายแล้ว และ ผู้เสียหาย ไม่ติดใจ ดำเนินคดี กับ ผู้ต้องหา อีก ต่อไปจำเลย ทั้ง สอง จึง ไม่มี นิติสัมพันธ์ ที่ จะ ต้อง นำ ผู้ต้องหา มา มอบ ให้ โจทก์หาก จำเลย ผิดสัญญา ประกัน ก็ ต้อง รับผิด ต่อ โจทก์ เพียง 20,000 บาทเนื่องจาก พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 บัญญัติ เป็น คุณ แก่ จำเลย โดย ระบุ ว่า ใน การ ปล่อย ตัว ชั่วคราวผู้ต้องหา ใน คดี ความผิด ตาม พระราชบัญญัติ นั้น ให้ ใช้ หลักประกันตัว ผู้ต้องหา เพียง จำนวน หนึ่ง ใน สาม ของ จำนวนเงิน ตามเช็ค เท่านั้นฟ้องโจทก์ ขาดอายุความ แล้ว เพราะ โจทก์ ไม่ได้ ฟ้อง ภายใน กำหนด 1 ปีนับแต่ วันที่ จำเลย ทั้ง สอง ผิดสัญญา คือ ตั้งแต่ วันที่ 22 ธันวาคม 2533ทั้ง ฟ้องโจทก์ เกี่ยวกับ จำเลย ที่ 2 ก็ เป็น ฟ้องเคลือบคลุม เพราะ ไม่ได้บรรยาย ให้ แจ้งชัด ซึ่ง สภาพแห่งข้อหา ว่า จำเลย ที่ 2 มี นิติสัมพันธ์กับ โจทก์ และ จะ ต้อง รับผิด ต่อ โจทก์ ใน ฐานะ ใด ขอให้ ยกฟ้องศาลชั้นต้น วินิจฉัย ว่า จำเลย ที่ 1 เป็น คู่สัญญา กับ โจทก์ส่วน จำเลย ที่ 2 มิได้ เป็น คู่สัญญา และ พิพากษา ให้ จำเลย ที่ 1 ชำระ เงินจำนวน 60,000 บาท แก่ โจทก์ พร้อม ดอกเบี้ย อัตรา ร้อยละ เจ็ด ครึ่ง ต่อ ปีนับแต่ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 จนกว่า จะ ชำระ เสร็จ โดย ดอกเบี้ยคำนวณ ถึง วันฟ้อง ไม่เกิน 9,000 บาท ยกฟ้อง โจทก์ สำหรับ จำเลย ที่ 2โจทก์ และ จำเลย ทั้ง สอง อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์
9พิพากษายืนจำเลย ที่ 1 ฎีกาศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า "เห็นว่า คดี นี้ ทุนทรัพย์ ที่พิพาท กันใน ชั้นฎีกา ไม่เกิน สอง แสน บาท จึง ต้องห้าม มิให้ ฎีกา ใน ข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จำเลย ที่ 1ฎีกา เฉพาะ ใน ปัญหาข้อกฎหมาย ใน การ วินิจฉัย ปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้อง ถือ ตาม ข้อเท็จจริง ที่ ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัย มา แล้ว จาก พยานหลักฐานใน สำนวน ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่ง ศาลอุทธรณ์ ฟัง ข้อเท็จจริง ที่ เป็น ยุติ แล้ว ว่าเมื่อ วันที่ 17 ตุลาคม 2532 จำเลย ที่ 1 ทำ สัญญาประกัน ตัวนาง เปรมปรีย์ มาสกรานต์ ผู้ต้องหา ใน คดี ความผิด ตาม พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 ซึ่ง ต้อง หา ว่าออก เช็ค สั่งจ่าย เงิน จำนวน 60,000 บาท โดย เจตนา ที่ จะ ไม่ให้ มี การใช้ เงิน ตามเช็ค ไป จาก ความ ควบคุม ของ โจทก์ ตาม สัญญาประกัน เอกสาร หมาย จ. 6โดย สัญญา ว่า จะ ส่งตัว ผู้ต้องหา ให้ ตาม กำหนด นัด ของ โจทก์ หาก ผิดสัญญายอม ใช้ เงิน จำนวน 60,000 บาท ให้ แก่ โจทก์ ต่อมา จำเลย ที่ 1ผิดสัญญา ประกัน ไม่นำ ตัว ผู้ต้องหา ส่ง ให้ โจทก์ ตาม กำหนด วัน เวลา นัดพิเคราะห์ แล้ว ที่ จำเลย ที่ 1 ฎีกา เป็น ปัญหาข้อกฎหมาย ว่าจำเลย ที่ 1 ต้อง รับผิด ใช้ เงิน ให้ โจทก์ เพียง 20,000 บาท คือหนึ่ง ใน สาม ของ จำนวน ของ ยอดเงิน ที่ ระบุ สั่งจ่าย ใน เช็ค เพราะ หลังจากจำเลย ที่ 1 ทำ สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหา แล้ว ได้ มี พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ออก ใช้ โดยพระราชบัญญัติ ดังกล่าว บัญญัติ ว่าการ ประกันตัว ผู้ต้องหา ใน คดี ความผิดตาม พระราชบัญญัติ นั้น ให้ ใช้ หลักประกัน เพียง หนึ่ง ใน สาม ของ จำนวนเงินตามเช็ค เท่านั้น จึง ต้อง ใช้ กฎหมาย ดังกล่าว ซึ่ง เป็น กฎหมาย ที่ เป็นคุณ แก่ จำเลย ที่ 1 ซึ่ง ได้ ประกันตัว ผู้ต้องหา ใน คดี ดังกล่าว โดย ต้องลด หลักประกัน ตัว ผู้ต้องหา ลง เหลือ เพียง หนึ่ง ใน สาม ของ จำนวนเงินตามเช็ค ตาม กฎหมาย ที่ เป็น คุณ โดย ปริยาย นั้น เห็นว่า ความรับผิดของ จำเลย ที่ 1 ต่อ โจทก์ ใน คดี นี้ เกิดขึ้น จาก สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหาตาม สัญญาประกัน เอกสาร หมาย จ. 6 ที่ จำเลย ที่ 1 ได้ กระทำ ไว้ กับ โจทก์สัญญา ดังกล่าว มีผล บังคับ กัน ได้ โดย สมบูรณ์ เพียงใด หรือไม่ ย่อม ต้องพิจารณา จาก กฎหมาย ที่ ใช้ บังคับ อยู่ ใน ขณะ ทำ สัญญา นั้น เมื่อ ได้ความ ว่านาง เปรมปรีย์ ผู้ต้องหา ถูกจับ กุม ใน ข้อหา ออก เช็ค โดย มี เจตนา ที่ จะ ไม่ให้ มี การ ใช้ เงิน ตามเช็ค เป็น เงิน 60,000 บาท ซึ่ง ตามบทบัญญัติ แห่ง พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2497 มาตรา 5(2) ซึ่ง แก้ไข เพิ่มเติม โดย ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 196 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2515 ข้อ 1 อันเป็น กฎหมาย ที่ ใช้บังคับ ใน ขณะ เกิดเหตุ คดี นี้ ได้ ระบุ ให้ พนักงานสอบสวน มีอำนาจ สั่งปล่อย ชั่วคราว โดย มี ประกัน หรือ หลักประกัน ไม่เกิน จำนวนเงิน ตามเช็คที่ จำเลย ที่ 1 ทำ สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหา ไป จาก ความ ควบคุม ของ โจทก์ตาม สัญญาประกัน เอกสาร หมาย จ. 6 โดย สัญญา ว่า จะ นำตัว ผู้ต้องหาส่ง ให้ โจทก์ ตาม กำหนด นัด ถ้า ผิดสัญญา ยินยอม ใช้ เงิน 60,000 บาทซึ่ง ไม่เกิน จำนวนเงิน ตามเช็ค ที่ ผู้ต้องหา สั่งจ่าย สัญญาประกันเอกสาร หมาย จ. 6 จึง ชอบ ด้วย กฎหมาย ที่ ใช้ บังคับ อยู่ ใน ขณะ ทำ สัญญา นั้นและ มีผล บังคับ กัน ได้ โดย สมบูรณ์ ดังนั้น เมื่อ จำเลย ที่ 1 ผิดสัญญาไม่นำ ผู้ต้องหา ส่ง ให้ โจทก์ ตาม กำหนด นัด จำเลย ที่ 1 จึง ต้อง รับผิดใช้ เงิน จำนวน 60,000 บาท ให้ แก่ โจทก์ แม้ หลังจาก ที่ จำเลย ที่ 1ได้ ทำ สัญญาประกัน เอกสาร หมาย จ. 6 กับ โจทก์ ดังกล่าว แล้ว ได้ มีพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534ออก มา ใช้ บังคับ โดย พระราชบัญญัติ ดังกล่าว ได้ ยกเลิก พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 196 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2515ซึ่ง บัญญัติ ให้ พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือ ศาล สั่ง ปล่อย ชั่วคราวผู้ต้องหา หรือ จำเลย ใน คดี ความผิด ตาม พระราชบัญญัติ ดังกล่าว โดย มีประกัน แต่ ไม่มี หลักประกัน หรือ มี ประกัน และ หลักประกัน ไม่เกินหนึ่ง ใน สาม ของ จำนวนเงิน ตามเช็ค ก็ ไม่อาจ นำ บทบัญญัติ ของ พระราชบัญญัติดังกล่าว มา ใช้ บังคับ ให้ ความรับผิด ของ จำเลย ที่ 1 ตาม สัญญาประกันเอกสาร หมาย จ. 6 ลดลง เหลือ เพียง ไม่เกิน หนึ่ง ใน สาม ของ จำนวนเงินตามเช็ค คือ ไม่เกิน 20,000 บาท ใน กรณี ที่ จำเลย ที่ 1 ผิดสัญญาไม่นำ ตัว ผู้ต้องหา ส่ง ให้ โจทก์ ตาม กำหนด นัด ตาม ที่ จำเลย ที่ 1ฎีกา นั้น ได้ เพราะ การ ที่ จะ นำ บทบัญญัติ ของ กฎหมาย ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3 มา ใช้ บังคับ ใน ฐานะ กฎหมาย ที่ เป็น คุณ ได้ นั้น จะ ต้อง เป็น กรณีที่ นำ มา ใช้ บังคับ แก่ ความรับผิด ทางอาญา ของ ผู้กระทำ ความผิด เท่านั้นจะ นำ มา ใช้ บังคับ แก่ ความรับผิด ของ จำเลย ตาม สัญญาประกัน ซึ่ง เป็นความรับผิด ทางแพ่ง หาได้ไม่ ฎีกา ของ จำเลย ที่ 1 ข้อ นี้ ฟังไม่ขึ้นที่ จำเลย ที่ 1 ฎีกา ต่อไป ว่า ฟ้องโจทก์ ขาดอายุความ เพราะ มูลหนี้คดี นี้ เกิดจาก การ ผิดสัญญา ประกัน ผู้ต้องหา เกี่ยวกับ ความผิด อัน เกิดจาก การ ใช้ เช็ค การ ฟ้อง ให้ ชำระ เงิน ตามเช็ค มี อายุความ เพียง 1 ปีการ ผิดสัญญา ประกัน ผู้ต้องหา ก็ ต้อง ถือ อายุความ 1 ปี เช่นเดียวกันมิใช่ มี อายุความ 10 ปี นั้น เห็นว่า การ ฟ้องบังคับ ให้ ผู้ประกันชำระ เงิน ตาม สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหา ใน คดี ความผิด ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มิใช่ เป็น การ ฟ้อง เรียกเงินตามเช็ค จึง ไม่อยู่ ใน บังคับ ของ อายุความ ใน การ ฟ้อง เรียกเงิน ตามเช็คเมื่อ การ ฟ้องบังคับ ให้ ผู้ประกัน ใช้ เงิน ตาม สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหาไม่มี กฎหมาย บัญญัติ อายุความ ไว้ โดยเฉพาะ จึง มี กำหนด อายุความ 10 ปีตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิม (มาตรา 193/30ที่ ได้ ตรวจ ชำระ ใหม่ ) ฎีกา ของ จำเลย ที่ 1 ข้อ นี้ ฟังไม่ขึ้น อีก เช่นกัน "
10พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 896/2539พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลเตาปูนโจทก์นางสาว วนิดา ว่องไว หรือนางรวีวรรณ โพธิ์รัตน์ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 193/30 ป.อ. ม. 3 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 6การนำบทบัญญัติของกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา3มาใช้บังคับเพื่อเป็นคุณนั้นต้องเป็นกรณีนำมาใช้บังคับแก่ความรับผิดทางอาญาของผู้กระทำความผิดจะนำมาใช้บังคับแก่ความรับผิดตามสัญญาประกันซึ่งเป็นความผิดทางแพ่งหาได้ไม่โดยสัญญาดังกล่าวจะมีผลบังคับกันได้โดยสมบูรณ์เพียงใดหรือไม่ย่อมต้องพิจารณาจากกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะทำสัญญานั้นและการฟ้องบังคับให้ผู้ประกันชำระเงินตามสัญญาดังกล่าวมิใช่การฟ้องเรียกเงินตามเช็คเมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ10ปี จำเลยที่1ทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาซึ่งถูกจับกุมในข้อหาออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คเป็นเงิน60,000บาทไปจากความควบคุมของโจทก์ในขณะที่พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2497ใช้บังคับโดยสัญญาว่าจะนำตัวผู้ต้องหาส่งให้โจทก์ตามกำหนดนัดถ้าผิดสัญญายินยอมใช้เงิน60,000บาทสัญญาประกันจึงชอบด้วยกฎหมายและมีผลบังคับกันได้โดยสมบูรณ์เมื่อจำเลยที่1ผิดสัญญาจึงต้องรับผิดใช้เงิน60,000บาทให้แก่โจทก์โดยบทบัญญัติเรื่องประกันไม่เกินหนึ่งในสามของจำนวนเงินตามเช็คตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2534ไม่อาจนำมาใช้บังคับได้โจทก์ ฟ้อง ว่า เมื่อ วันที่ 17 ตุลาคม 2532 จำเลย ทั้ง สองได้ ยื่น คำร้องขอ ประกันตัว นาง เปรมปรีย์ มาสกรานต์ ผู้ต้องหา ว่า กระทำผิด ฐาน ออก เช็ค โดย เจตนา จะ ไม่ให้ มี การ ใช้ เงิน ตามเช็ค ไป จากความ ควบคุม ของ โจทก์ โดย จำเลย ที่ 2 ได้ ทำ สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหากับ โจทก์ ตาม สำเนา สัญญาประกัน เอกสาร ท้ายฟ้อง หมายเลข 2 ทั้งนี้โดย จำเลย ที่ 1 ได้ มอบ ให้ จำเลย ที่ 2 นำ หลักทรัพย์ ที่ดิน ตาม สำเนาโฉนด ที่ดิน เอกสาร ท้ายฟ้อง หมายเลข 1 ของ จำเลย ที่ 1 มา เป็น หลักประกันใน การ ประกันตัว ผู้ต้องหา นั้น โดย จำเลย ทั้ง สอง สัญญา ว่า จะ ส่งตัว ผู้ต้องหา ให้ โจทก์ ตาม ที่ โจทก์ ได้ กำหนด นัด ทุกครั้ง ถ้า จำเลยทั้ง สอง ผิดสัญญา ไม่นำ ตัว ผู้ต้องหา ส่ง ให้ โจทก์ ตาม กำหนด นัด จำเลยทั้ง สอง ยินยอม ใช้ เงิน จำนวน 60,000 บาท แก่ โจทก์ ต่อมา วันที่22 ธันวาคม 2532 โจทก์ มี หนังสือ แจ้ง ให้ จำเลย ทั้ง สอง นำตัว ผู้ต้องหาส่ง ให้ โจทก์ ใน วันที่ 28 ธันวาคม 2532 เวลา 9 นาฬิกา จำเลย ทั้ง สองทราบ กำหนด นัด แล้ว แต่ ไม่นำ ตัว ผู้ต้องหา ส่ง ให้ โจทก์ ใน วัน เวลา ดังกล่าวจำเลย ทั้ง สอง จึง ผิดสัญญา ประกัน และ ต้อง ร่วมกัน รับผิด ใช้ เงิน จำนวน60,000 บาท ตาม สัญญา แก่ โจทก์ โจทก์ แจ้ง ให้ จำเลย ทั้ง สอง นำ เงินจำนวน ดังกล่าว ชำระ ให้ โจทก์ แล้ว จำเลย ทั้ง สอง ไม่ยอม ชำระ จำเลย ทั้ง สองจึง ผิดนัด ต้อง เสีย ดอกเบี้ย ใน อัตรา ร้อยละ เจ็ด ครึ่ง ต่อ ปี ใน ต้นเงินจำนวน 60,000 บาท นับแต่ วันที่ ผิดนัด คือ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533ถึง วันฟ้อง เป็น เงิน 9,000 บาท ขอให้ บังคับ จำเลย ทั้ง สอง ร่วมกันชำระ เงิน 69,000 บาท แก่ โจทก์ พร้อม ดอกเบี้ย ใน อัตรา ร้อยละ เจ็ด ครึ่งต่อ ปี จาก ต้นเงิน 60,000 บาท นับแต่ วัน ถัด จาก วันฟ้อง เป็นต้น ไปจนกว่า จะ ชำระ เสร็จจำเลย ทั้ง สอง ให้การ ว่า จำเลย ที่ 2 ทำ สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหาไป จาก โจทก์ ใน ฐานะ ส่วนตัว จำเลย ที่ 1 มิได้ ทำ สัญญา หรือ ยินยอมร่วมรับผิด กับ จำเลย ที่ 2 แต่อย่างใด โจทก์ ไม่มี สิทธิ ฟ้องบังคับ ให้จำเลย ที่ 1 รับผิด ต่อ โจทก์ และ หาก จำเลย ที่ 2 ทำ สัญญาประกัน ตามเอกสาร ท้ายฟ้อง หมายเลข 2 กับ โจทก์ แทน จำเลย ที่ 1 จำเลย ที่ 2ก็ ไม่ต้อง รับผิด ต่อ โจทก์ ใน ฐานะ ส่วนตัว จำเลย ทั้ง สอง มิได้ ผิดสัญญาประกัน เพราะ ผู้ต้องหา ได้ ตกลง ประนีประนอม ยอมความ กับ ผู้เสียหายแล้ว และ ผู้เสียหาย ไม่ติดใจ ดำเนินคดี กับ ผู้ต้องหา อีก ต่อไปจำเลย ทั้ง สอง จึง ไม่มี นิติสัมพันธ์ ที่ จะ ต้อง นำ ผู้ต้องหา มา มอบ ให้ โจทก์หาก จำเลย ผิดสัญญา ประกัน ก็ ต้อง รับผิด ต่อ โจทก์ เพียง 20,000 บาทเนื่องจาก พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 บัญญัติ เป็น คุณ แก่ จำเลย โดย ระบุ ว่า ใน การ ปล่อย ตัว ชั่วคราวผู้ต้องหา ใน คดี ความผิด ตาม พระราชบัญญัติ นั้น ให้ ใช้ หลักประกันตัว ผู้ต้องหา เพียง จำนวน หนึ่ง ใน สาม ของ จำนวนเงิน ตามเช็ค เท่านั้นฟ้องโจทก์ ขาดอายุความ แล้ว เพราะ โจทก์ ไม่ได้ ฟ้อง ภายใน กำหนด 1 ปีนับแต่ วันที่ จำเลย ทั้ง สอง ผิดสัญญา คือ ตั้งแต่ วันที่ 22 ธันวาคม 2533ทั้ง ฟ้องโจทก์ เกี่ยวกับ จำเลย ที่ 2 ก็ เป็น ฟ้องเคลือบคลุม เพราะ ไม่ได้บรรยาย ให้ แจ้งชัด ซึ่ง สภาพแห่งข้อหา ว่า จำเลย ที่ 2 มี นิติสัมพันธ์กับ โจทก์ และ จะ ต้อง รับผิด ต่อ โจทก์ ใน ฐานะ ใด ขอให้ ยกฟ้องศาลชั้นต้น วินิจฉัย ว่า จำเลย ที่ 1 เป็น คู่สัญญา กับ โจทก์ส่วน จำเลย ที่ 2 มิได้ เป็น คู่สัญญา และ พิพากษา ให้ จำเลย ที่ 1 ชำระ เงินจำนวน 60,000 บาท แก่ โจทก์ พร้อม ดอกเบี้ย อัตรา ร้อยละ เจ็ด ครึ่ง ต่อ ปีนับแต่ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 จนกว่า จะ ชำระ เสร็จ โดย ดอกเบี้ยคำนวณ ถึง วันฟ้อง ไม่เกิน 9,000 บาท ยกฟ้อง โจทก์ สำหรับ จำเลย ที่ 2โจทก์ และ จำเลย ทั้ง สอง อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์
11พิพากษายืนจำเลย ที่ 1 ฎีกาศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า "เห็นว่า คดี นี้ ทุนทรัพย์ ที่พิพาท กันใน ชั้นฎีกา ไม่เกิน สอง แสน บาท จึง ต้องห้าม มิให้ ฎีกา ใน ข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จำเลย ที่ 1ฎีกา เฉพาะ ใน ปัญหาข้อกฎหมาย ใน การ วินิจฉัย ปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้อง ถือ ตาม ข้อเท็จจริง ที่ ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัย มา แล้ว จาก พยานหลักฐานใน สำนวน ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่ง ศาลอุทธรณ์ ฟัง ข้อเท็จจริง ที่ เป็น ยุติ แล้ว ว่าเมื่อ วันที่ 17 ตุลาคม 2532 จำเลย ที่ 1 ทำ สัญญาประกัน ตัวนาง เปรมปรีย์ มาสกรานต์ ผู้ต้องหา ใน คดี ความผิด ตาม พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 ซึ่ง ต้อง หา ว่าออก เช็ค สั่งจ่าย เงิน จำนวน 60,000 บาท โดย เจตนา ที่ จะ ไม่ให้ มี การใช้ เงิน ตามเช็ค ไป จาก ความ ควบคุม ของ โจทก์ ตาม สัญญาประกัน เอกสาร หมาย จ. 6โดย สัญญา ว่า จะ ส่งตัว ผู้ต้องหา ให้ ตาม กำหนด นัด ของ โจทก์ หาก ผิดสัญญายอม ใช้ เงิน จำนวน 60,000 บาท ให้ แก่ โจทก์ ต่อมา จำเลย ที่ 1ผิดสัญญา ประกัน ไม่นำ ตัว ผู้ต้องหา ส่ง ให้ โจทก์ ตาม กำหนด วัน เวลา นัดพิเคราะห์ แล้ว ที่ จำเลย ที่ 1 ฎีกา เป็น ปัญหาข้อกฎหมาย ว่าจำเลย ที่ 1 ต้อง รับผิด ใช้ เงิน ให้ โจทก์ เพียง 20,000 บาท คือหนึ่ง ใน สาม ของ จำนวน ของ ยอดเงิน ที่ ระบุ สั่งจ่าย ใน เช็ค เพราะ หลังจากจำเลย ที่ 1 ทำ สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหา แล้ว ได้ มี พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ออก ใช้ โดยพระราชบัญญัติ ดังกล่าว บัญญัติ ว่าการ ประกันตัว ผู้ต้องหา ใน คดี ความผิดตาม พระราชบัญญัติ นั้น ให้ ใช้ หลักประกัน เพียง หนึ่ง ใน สาม ของ จำนวนเงินตามเช็ค เท่านั้น จึง ต้อง ใช้ กฎหมาย ดังกล่าว ซึ่ง เป็น กฎหมาย ที่ เป็นคุณ แก่ จำเลย ที่ 1 ซึ่ง ได้ ประกันตัว ผู้ต้องหา ใน คดี ดังกล่าว โดย ต้องลด หลักประกัน ตัว ผู้ต้องหา ลง เหลือ เพียง หนึ่ง ใน สาม ของ จำนวนเงินตามเช็ค ตาม กฎหมาย ที่ เป็น คุณ โดย ปริยาย นั้น เห็นว่า ความรับผิดของ จำเลย ที่ 1 ต่อ โจทก์ ใน คดี นี้ เกิดขึ้น จาก สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหาตาม สัญญาประกัน เอกสาร หมาย จ. 6 ที่ จำเลย ที่ 1 ได้ กระทำ ไว้ กับ โจทก์สัญญา ดังกล่าว มีผล บังคับ กัน ได้ โดย สมบูรณ์ เพียงใด หรือไม่ ย่อม ต้องพิจารณา จาก กฎหมาย ที่ ใช้ บังคับ อยู่ ใน ขณะ ทำ สัญญา นั้น เมื่อ ได้ความ ว่านาง เปรมปรีย์ ผู้ต้องหา ถูกจับ กุม ใน ข้อหา ออก เช็ค โดย มี เจตนา ที่ จะ ไม่ให้ มี การ ใช้ เงิน ตามเช็ค เป็น เงิน 60,000 บาท ซึ่ง ตามบทบัญญัติ แห่ง พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2497 มาตรา 5(2) ซึ่ง แก้ไข เพิ่มเติม โดย ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 196 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2515 ข้อ 1 อันเป็น กฎหมาย ที่ ใช้บังคับ ใน ขณะ เกิดเหตุ คดี นี้ ได้ ระบุ ให้ พนักงานสอบสวน มีอำนาจ สั่งปล่อย ชั่วคราว โดย มี ประกัน หรือ หลักประกัน ไม่เกิน จำนวนเงิน ตามเช็คที่ จำเลย ที่ 1 ทำ สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหา ไป จาก ความ ควบคุม ของ โจทก์ตาม สัญญาประกัน เอกสาร หมาย จ. 6 โดย สัญญา ว่า จะ นำตัว ผู้ต้องหาส่ง ให้ โจทก์ ตาม กำหนด นัด ถ้า ผิดสัญญา ยินยอม ใช้ เงิน 60,000 บาทซึ่ง ไม่เกิน จำนวนเงิน ตามเช็ค ที่ ผู้ต้องหา สั่งจ่าย สัญญาประกันเอกสาร หมาย จ. 6 จึง ชอบ ด้วย กฎหมาย ที่ ใช้ บังคับ อยู่ ใน ขณะ ทำ สัญญา นั้นและ มีผล บังคับ กัน ได้ โดย สมบูรณ์ ดังนั้น เมื่อ จำเลย ที่ 1 ผิดสัญญาไม่นำ ผู้ต้องหา ส่ง ให้ โจทก์ ตาม กำหนด นัด จำเลย ที่ 1 จึง ต้อง รับผิดใช้ เงิน จำนวน 60,000 บาท ให้ แก่ โจทก์ แม้ หลังจาก ที่ จำเลย ที่ 1ได้ ทำ สัญญาประกัน เอกสาร หมาย จ. 6 กับ โจทก์ ดังกล่าว แล้ว ได้ มีพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534ออก มา ใช้ บังคับ โดย พระราชบัญญัติ ดังกล่าว ได้ ยกเลิก พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 196 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2515ซึ่ง บัญญัติ ให้ พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือ ศาล สั่ง ปล่อย ชั่วคราวผู้ต้องหา หรือ จำเลย ใน คดี ความผิด ตาม พระราชบัญญัติ ดังกล่าว โดย มีประกัน แต่ ไม่มี หลักประกัน หรือ มี ประกัน และ หลักประกัน ไม่เกินหนึ่ง ใน สาม ของ จำนวนเงิน ตามเช็ค ก็ ไม่อาจ นำ บทบัญญัติ ของ พระราชบัญญัติดังกล่าว มา ใช้ บังคับ ให้ ความรับผิด ของ จำเลย ที่ 1 ตาม สัญญาประกันเอกสาร หมาย จ. 6 ลดลง เหลือ เพียง ไม่เกิน หนึ่ง ใน สาม ของ จำนวนเงินตามเช็ค คือ ไม่เกิน 20,000 บาท ใน กรณี ที่ จำเลย ที่ 1 ผิดสัญญาไม่นำ ตัว ผู้ต้องหา ส่ง ให้ โจทก์ ตาม กำหนด นัด ตาม ที่ จำเลย ที่ 1ฎีกา นั้น ได้ เพราะ การ ที่ จะ นำ บทบัญญัติ ของ กฎหมาย ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3 มา ใช้ บังคับ ใน ฐานะ กฎหมาย ที่ เป็น คุณ ได้ นั้น จะ ต้อง เป็น กรณีที่ นำ มา ใช้ บังคับ แก่ ความรับผิด ทางอาญา ของ ผู้กระทำ ความผิด เท่านั้นจะ นำ มา ใช้ บังคับ แก่ ความรับผิด ของ จำเลย ตาม สัญญาประกัน ซึ่ง เป็นความรับผิด ทางแพ่ง หาได้ไม่ ฎีกา ของ จำเลย ที่ 1 ข้อ นี้ ฟังไม่ขึ้นที่ จำเลย ที่ 1 ฎีกา ต่อไป ว่า ฟ้องโจทก์ ขาดอายุความ เพราะ มูลหนี้คดี นี้ เกิดจาก การ ผิดสัญญา ประกัน ผู้ต้องหา เกี่ยวกับ ความผิด อัน เกิดจาก การ ใช้ เช็ค การ ฟ้อง ให้ ชำระ เงิน ตามเช็ค มี อายุความ เพียง 1 ปีการ ผิดสัญญา ประกัน ผู้ต้องหา ก็ ต้อง ถือ อายุความ 1 ปี เช่นเดียวกันมิใช่ มี อายุความ 10 ปี นั้น เห็นว่า การ ฟ้องบังคับ ให้ ผู้ประกันชำระ เงิน ตาม สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหา ใน คดี ความผิด ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มิใช่ เป็น การ ฟ้อง เรียกเงินตามเช็ค จึง ไม่อยู่ ใน บังคับ ของ อายุความ ใน การ ฟ้อง เรียกเงิน ตามเช็คเมื่อ การ ฟ้องบังคับ ให้ ผู้ประกัน ใช้ เงิน ตาม สัญญาประกัน ตัว ผู้ต้องหาไม่มี กฎหมาย บัญญัติ อายุความ ไว้ โดยเฉพาะ จึง มี กำหนด อายุความ 10 ปีตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิม (มาตรา 193/30ที่ ได้ ตรวจ ชำระ ใหม่ ) ฎีกา ของ จำเลย ที่ 1 ข้อ นี้ ฟังไม่ขึ้น อีก เช่นกัน "
12พิพากษายืน
(อัครวิทย์ สุมาวงศ์ - ก้าน อันนานนท์ - อำนวย หมวดเมือง)