คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11186/2554

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้ว่าพวกของตนจะนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้แก่ผู้ซื้อ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์มายังจุดนัดและดักรอผู้ซื้อเพื่อพาไปหาพวกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อให้การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนสำเร็จ จึงเป็นตัวการมิใช่เพียงผู้สนับสนุน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด ให้แก่ ผ. จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับ ผ. ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด ให้แก่สายลับ แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีปริมาณสารบริสุทธิ์เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่า เมทแอมเฟตามีนของกลาง 615 เม็ด ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีน้ำหนัก 56.30 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 11.542 กรัม อันเป็นการบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง แล้ว และเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ด ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 615 เม็ด ซึ่งตามรายงานการตรวจพิสูจน์ของกลางพบปริมาณเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 11.542 กรัม ปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนตามรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวเป็นการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาตรวจหาสารบริสุทธิ์แล้วจึงนำผลที่ได้มาคำนวณหาปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนของกลาง 600 เม็ด ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่กำหนดปริมาณสารบริสุทธิ์ของยาเสพติดให้โทษโดยการคำนวณ จึงคำนวณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ด ดังกล่าวได้เช่นเดียวกันว่ามีปริมาณเป็นสารบริสุทธิ์ 11.260 กรัม โดยไม่มีข้อสงสัยว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวอาจมีส่วนผสมที่แตกต่างกับเมทแอมเฟตามีนส่วนอื่นที่จะทำให้ปริมาณสารบริสุทธิ์คำนวณได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยกรัม

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ริบกระเป๋าคาดเอวสีน้ำตาลและรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยง นครสวรรค์ 14 และเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่ง

2จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

3ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง, 100/1 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 100/1 วรรคหนึ่ง เมทแอมเฟตามีนของกลาง ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อการพยายามจำหน่ายต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้ที่กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ดังนี้ แต่ละฐานความผิดจึงมีบทลงโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตแต่เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 2 อายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี รู้ผิดชอบดีแล้ว ไม่สมควรลดมาตราส่วนโทษให้ ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 14 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 14 ปี และปรับ 200,000 บาท จำเลยที่ 3 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มากระทำความผิดคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ให้เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 21 ปี และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนเกินกว่าหนึ่งปีได้แต่ไม่เกินสองปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบกระเป๋าคาดเอวสีน้ำตาล 1 ใบ ของกลาง คำขออื่นให้ยก

4จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกคนละ 9 ปี 4 เดือน ไม่ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

5ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่สะพานบ้านแม่นารีและจับกุมนายผดุงหรือแบงค์ได้ที่ป่าอ้อยใกล้สะพานดังกล่าวพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด ในกระเป๋าคาดเอวของนายผดุง ซึ่งนายผดุงมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่าย ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 3 กล่าวหาว่าจำเลยที่ 3 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด ดังกล่าวให้แก่นายผดุง

6มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รอรับนายชุมพลตามที่นายผดุงบอกไว้เพื่อพานายชุมพลไปรับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด จากนายผดุงที่ป่าอ้อยเป็นการแบ่งหน้าที่กันกระทำความผิด อันเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับนายผดุงหรือไม่ เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ก่อนเกิดเหตุได้ความตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของนายผดุง จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ว่า ขณะที่นายชุมพลโทรศัพท์ถึงนายผดุงขอซื้อเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ด จากนายผดุงนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็อยู่ด้วยกันกับนายผดุง และนายผดุงได้บอกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จะไปเอาเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 3 แล้วนายผดุงได้แยกไป หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขับรถจักรยานยนต์ไปตามหานายผดุงเมื่อพบนายผดุงแล้วได้ไปด้วยกัน ก่อนถึงจุดนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนนายผดุงบอกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดักรอนายชุมพลอยู่ที่บนสะพานบ้านแม่นารีห่างจากจุดนัดพบประมาณ 10 เมตร โดยบอกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า นายชุมพลจะมารับเมทแอมเฟตามีน ให้นำนายชุมพลไปพบนายผดุง ซึ่งได้ขับรถจักรยานยนต์ลงไปรออยู่ที่ป่าอ้อยข้างทาง เห็นว่า จากพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบว่านายผดุงจะนำเมทแอมเฟตามีนจำหน่ายให้แก่นายชุมพล โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขับรถจักรยานยนต์ตามหานายผดุงจนพบกันแล้วไปด้วยกันยังบริเวณที่นัดซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกันโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดักรอนายชุมพลซึ่งจะมาซื้อเมทแอมเฟตามีนเพื่อพานายชุมพลไปหานายผดุงซึ่งอยู่ในป่าอ้อยใกล้ ๆ นั้น ย่อมเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อให้การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนสำเร็จ เพราะการจะซื้อขายเมทแอมเฟตามีนสำเร็จนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องรอนายชุมพลและพานายชุมพลไปพบกับนายผดุง ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแล้วจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับนายผดุงมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเพียงผู้สนับสนุนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนำคำรับของจำเลยที่ 3 ในชั้นสอบสวนมาฟังประกอบพยานโจทก์แล้วทำให้พยานโจทก์มีน้ำหนักแน่นแฟ้นรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 3 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด จำนวนเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และพวกร่วมกันพยายามจำหน่ายให้แก่นายผดุงตามฟ้องจริง ที่

7ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น อนึ่ง จำเลยที่ 3 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด ให้แก่นายผดุงหรือแบงค์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายผดุงร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด ให้แก่สายลับ แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีปริมาณสารบริสุทธิ์เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่าเมทแอมเฟตามีนของกลาง 615 เม็ด ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีน้ำหนัก 56.30 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 11.542 กรัม อันเป็นการบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) แล้ว และเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ด ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 615 เม็ด ซึ่งตามรายงานการตรวจพิสูจน์ของกลางพบปริมาณเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 11.542 กรัม ปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนตามรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาตรวจหาสารบริสุทธิ์แล้วจึงนำผลที่ได้มาคำนวณหาปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนของกลาง 600 เม็ด ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่กำหนดปริมาณสารบริสุทธิ์ของยาเสพติดให้โทษโดยการคำนวณ จึงคำนวณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ด ดังกล่าวได้เช่นเดียวกันว่ามีปริมาณเป็นสารบริสุทธิ์ 11.260 กรัม โดยไม่มีข้อสงสัยว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวอาจมีส่วนผสมที่แตกต่างกับเมทแอมเฟตามีนส่วนอื่นที่จะทำให้ปริมาณสารบริสุทธิ์คำนวณได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยกรัม

8พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง มาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ความผิดฐานพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ความผิดแต่ละบทที่จำเลยกระทำจึงมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 14 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 14 ปี และปรับ 200,000 บาท คำให้การของจำเลยทั้งสามในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 9 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยทั้งสามคนละ 133,333.33 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 2 ปี และให้คืนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยง นครสวรรค์ 14 แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

(สมชัย เกษชุมพล - ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์ - ทวี ประจวบลาภ)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 8, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/1, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102, พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7, ป.อ. มาตรา 80, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 90, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30, ป.อ. มาตรา 86, ป.อ. มาตรา 78

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ