คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2841/2562

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1เมื่อ ว. เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์จากธนาคาร ธ. ผู้ให้เช่าซื้อ ว. ย่อมมีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์จากรถที่เช่าซื้อและมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ เมื่อมีผู้ลักรถที่เช่าซื้อไป ว. ย่อมได้รับความเสียหาย ว. จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากผู้ให้เช่าซื้อ และการที่ผู้ให้เช่าซื้อมอบอำนาจให้ ว. ไปร้องทุกข์ก็ถือได้ว่า ว. ร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหายด้วย ไม่ว่าหนังสือมอบอำนาจ จะระบุให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 แต่พนักงานสอบสวนรับแจ้งความร้องทุกข์ในวันที่ 18 กันยายน 2559 ก็ไม่มีผลลบล้างการที่ ว. ร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 เคยยกปัญหาเรื่องสายลับไม่ได้มาเบิกความขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้หยิบยกข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขึ้นวินิจฉัย จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ได้วินิจฉัยนั้น ไม่ชอบอย่างไร โดยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพราะเหตุใด ที่ถูกแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 7 ควรวินิจฉัยอย่างไร และด้วยเหตุผลใด แต่จำเลยที่ 1 กลับยกข้อเท็จจริงทำนองเดียวกับที่เคยยกขึ้นกล่าวอ้างในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ขึ้นฎีกาซ้ำอีก จึงเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา และถือไม่ได้ว่าเป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 ทั้งมิได้เป็นข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ได้

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 264, 265, 268, 335, 357 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 200 บาท ริบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอม ของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันรับของโจร ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม ปฏิเสธข้อหาร่วมกันลักทรัพย์

2ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง, 357 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83, 265 (ที่ถูกมาตรา 268 วรรคหนึ่ง, 357 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 265 (เดิม)) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันรับของโจร จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม จำคุก 4 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 7 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคหนึ่ง, 357 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูก มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคหนึ่ง, 357 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันรับของโจร จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการและร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมนั้น จำเลยที่ 2 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 4 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 7 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 6 เดือน ริบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอมของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์และร่วมกันปลอมเอกสารราชการ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ คำขอให้คืนหรือชดใช้ราคาแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ร้อยตำรวจเอกกฤษณะ และร้อยตำรวจเอกศักดิ์ชัย พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่รู้จักและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน คำพยานโจทก์ทั้งสองจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ จำเลยที่ 2 ให้การว่า เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ขณะจำเลยที่ 2 พักอยู่ที่ห้องเช่าของจำเลยที่ 1 ในหมู่บ้านเมืองทองธานีกับจำเลยที่ 1 นายบัตร ไม่ทราบชื่อสกุล ส่งข้อความถึงจำเลยที่ 2 ผ่านทางแอปพลิเคชั่นไลน์ ในโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 2782 xxxx พร้อมรูปรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีดำ ติดแผ่นป้ายทะเบียน 1 ฒล 6107 กรุงเทพมหานคร แจ้งราคา 280,000 บาท ครอบมาเรียบร้อยแล้ว ไม่มีการแจ้งหายหรืออายัด ให้จำเลยที่ 2 หาลูกค้ามาซื้อรถยนต์ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ส่งไลน์ต่อให้จำเลยที่ 1 ช่วยหาลูกค้าด้วย ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2558 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ถึงจำเลยที่ 2 แจ้งว่ามีลูกค้าต้องการดูรถ จำเลยที่ 2 จึงโทรศัพท์แจ้งนายบัตร นายบัตรแจ้งว่าจะให้นายจิรวัฒน์ ไม่ทราบชื่อสกุล ขับรถไปให้ดูตามเวลาที่จำเลยที่ 2 ต้องการ จำเลยที่ 2 จึงให้หมายเลขโทรศัพท์ของนายจิรวัฒน์แก่จำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 นัดเวลากับนายจิรวัฒน์เอง เมื่อขายรถได้แล้วจึงจะให้ค่าตอบแทนกันในภายหลัง นายจิรวัฒน์และจำเลยที่ 1 แจ้งจำเลยที่ 2 ว่าจะนำรถยนต์ไปส่งให้ลูกค้าที่หลังธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาเมืองทองธานี จำเลยที่ 2 กำชับให้จำเลยที่ 1 ดูให้ดีว่าผู้ซื้อเป็นใคร ภายหลังจำเลยที่ 2 ทราบว่านายจิรวัฒน์และจำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานจับกุมและยึดรถยนต์ดังกล่าวเป็นของกลาง จำเลยที่ 2 เคยขายรถยนต์ที่ผู้เช่าซื้อเอาจำนำแก่นายทุนของนายบัตรซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับรถยนต์ในคดีมาแล้วประมาณ 10 คัน จำเลยที่ 1 ก็เบิกความรับว่า รู้จักกับจำเลยที่ 2 มานานกว่า 10 ปีแล้ว และเคยร่วมกับจำเลยที่ 2 ขายรถยนต์ในลักษณะเดียวกันกับคดีนี้มาแล้วหลายครั้ง จำเลยที่ 1 ย่อมมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการซื้อขายและตรวจสอบรถยนต์ว่าเป็นรถยนต์ที่ได้มาโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ จากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกกฤษณะได้ความว่า เครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ซึ่งติดอยู่ที่กระจกรถยนต์ด้านหน้าที่ระบุ 1 ฒล 6107 กรุงเทพมหานคร ตัวอักษรและตัวเลขของเครื่องหมายดังกล่าวมีรอยแก้ไข และไม่ตรงกับเลขตัวถังรถยนต์ดังกล่าว ซึ่งจะตรงกับรถที่มีหมายเลขทะเบียน 1 ฒถ 4817 กรุงเทพมหานคร ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่มีเอกสารหลักฐานใดเกี่ยวกับรถยนต์มาแสดง จำเลยที่ 1 ยังเบิกความว่า จำเลยที่ 2 แจ้งแก่จำเลยที่ 1 ก่อนเกิดเหตุแล้วว่ารถยนต์ของกลางคดีนี้ได้เปลี่ยนทะเบียนรถ เนื่องจากผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวกำลังติดตามยึดรถคืน จึงต้องนำแผ่นป้ายทะเบียนของรถยนต์คันอื่นมาติดไว้แทน จากสภาพลักษณะรถยนต์ของกลาง คำบอกของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวและประสบการณ์การซื้อขายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ย่อมต้องรู้ว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดเข้าลักษณะลักทรัพย์หรือยักยอก ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กับพวกนำรถยนต์ของกลางซึ่งติดแผ่นป้ายทะเบียนปลอมและติดเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีปลอมไปส่งมอบให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอก จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานร่วมรับของโจรและร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมตามฟ้อง

3พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

4ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อแรกว่า รถยนต์ของกลางเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) นางสาววิชชุดา ไม่ใช่ผู้เสียหายที่แท้จริง จึงไม่มีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์นั้น พิเคราะห์แล้ว ปัญหานี้แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่านางสาววิชชุดาเป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์ของกลางจากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าเซื้อ นางสาววิชชุดาย่อมมีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์จากรถที่เช่าซื้อและมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ หากมีกรณีต้องส่งคืน เมื่อมีผู้ลักรถที่เช่าซื้อไป นางสาววิชชุดาย่อมได้รับความเสียหาย นางสาววิชชุดาจึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากผู้ให้เช่าซื้อ และการที่ผู้ให้เช่าซื้อมอบอำนาจให้นางสาววิชชุดาไปร้องทุกข์ก็ถือได้ว่านางสาววิชชุดาร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหายด้วย ดังนั้น ไม่ว่าหนังสือมอบอำนาจจะระบุให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 แต่พนักงานสอบสวนรับแจ้งความร้องทุกข์ในวันที่ 18 กันยายน 2559 ก็ไม่มีผลลบล้างการที่นางสาววิชชุดาร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อต่อมาว่า โจทก์ไม่นำสายลับมาเบิกความทำให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดี เพราะไม่มีโอกาสถามค้านเพื่อพิสูจน์ถึงความบริสุทธิ์ของจำเลยที่ 1 ได้นั้น พิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 1 เคยยกปัญหาเรื่องสายลับไม่ได้มาเบิกความขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้หยิบยกข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขึ้นวินิจฉัย จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ได้วินิจฉัยนั้น ไม่ชอบอย่างไร โดยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพราะเหตุใด ที่ถูกแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 7 ควรวินิจฉัยอย่างไร และด้วยเหตุผลใด แต่จำเลยที่ 1 กลับยกข้อเท็จจริงทำนองเดียวกับที่เคยยกขึ้นกล่าวอ้างในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ขึ้นฎีกาซ้ำอีก จึงเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา และถือไม่ได้ว่าเป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ทั้งมิได้เป็นข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้ ที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกามานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อสุดท้ายว่า จากคำให้การของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนไม่ปรากฏข้อความใดที่บ่งบอกว่าจำเลยที่ 1 ร่วมรู้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ทำการซื้อขายรถยนต์ผิดกฎหมาย จำเลยที่ 1 มาเป็นเพื่อนนายจิรวัฒน์ตามที่จำเลยที่ 2 บอกให้มา และราคาซื้อขายรถยนต์ของกลาง 280,000 บาท เป็นราคาตามท้องตลาด เมื่อขายเสร็จจำเลยที่ 1 ก็จะได้รับค่าตอบแทน ส่วนเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีที่มีการทำปลอมขึ้นมาหากมองด้วยตาเปล่าไม่สามารถทราบได้ว่าเป็นของปลอม จำเลยที่ 1 ในฐานะพ่อค้าย่อมไม่อาจทราบได้ว่าเป็นของปลอม ขอศาลฎีกาได้โปรด

5พิพากษากลับคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองเป็นยกฟ้องนั้น พิเคราะห์แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

6พิพากษายืน

(นิยุต สุภัทรพาหิรผล - อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ - สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.อ. มาตรา 216, ป.วิ.อ. มาตรา 221, ป.อ. มาตรา 32, ป.อ. มาตรา 33, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 264, ป.อ. มาตรา 265, ป.อ. มาตรา 268, ป.อ. มาตรา 335, ป.อ. มาตรา 357, ป.อ. มาตรา 78, ป.วิ.อ. มาตรา 195

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ