คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 701/2566 ย่อ (หลักกฎหมาย) จำเลยที่ 2 นำหุ้นที่โจทก์เป็นเจ้าของอยู่ครึ่งหนึ่งไปเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ร่วมมือกับจำเลยที่ 3 โดยให้จำเลยที่ 3 ดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นจากจำเลยที่ 2 เป็นชื่อจำเลยที่ 3 ทั้งหมดจำนวน 255,000 หุ้น ซึ่งมีส่วนของโจทก์รวมอยู่ด้วยโดยไม่ปรากฏว่ามีการประชุมผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง อันเป็นการทำเอกสารเท็จ จำเลยที่ 3 ซึ่งรับว่าเป็นสามีใหม่ของจำเลยที่ 2 เบิกความเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ว่าเป็นผู้ดำเนินการจัดทำเอกสารเปลี่ยนแปลงบัญชีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นการลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทนำไปให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อที่เรือนจำ ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในวิสัยดำเนินการเองได้ น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 ร่วมมือกับจำเลยที่ 2 กระทำการดังกล่าว จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 แต่โดยฐานะจำเลยที่ 3 มิใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 1 จึงลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 2 ฐานลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท ตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัท กระทำ หรือยินยอมให้กระทำการดังต่อไปนี้...(2) ลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของ ฯ บริษัท" แสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิดไว้ว่าต้องเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัท จึงจะลงโทษเป็นตัวการกระทำผิดได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทจำเลยที่ 1 แม้จะร่วมกันกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นตัวการได้ คงลงโทษจำเลยที่ 3 ได้เพียงฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานลงข้อความเท็จของบริษัท คำพิพากษา โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 92, 93, 334, 335 (7), 357 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 8, 10, 41, 42 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 8, 10, 41, 42 (2) ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 8, 10 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 8, 10 ประกอบมาตรา 25, 42 (2) เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานไม่ทำใบหุ้นมอบให้ผู้ถือหุ้น ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6,000 บาท ฐานไม่มีสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6,000 บาท รวมปรับคนละ 12,000 บาท ฐานลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 8,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนตั้งแต่จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 ถึงปัจจุบัน โจทก์และจำเลยที่ 2 เคยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส เนื่องจากโจทก์มีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว ก่อนฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 2 เคยใช้ชื่อว่านางสาวฐิภัสสร ช่วงจดทะเบียนตั้งจำเลยที่ 1 ในปี 2547 ใช้ชื่อ นางสาวภัคณอร ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ถึงเดือนตุลาคม 2553 และใช้ชื่อนางสาวชัญวีร์กร ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2553 จนถึงปัจจุบัน จำเลยที่ 2 มีนางสมหมายเป็นมารดา จำเลยที่ 2 ต้องคำพิพากษาลงโทษจำคุก 20 ปี ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3042/2560 ของศาลชั้นต้น ในส่วนของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 8, 10, และจำเลยที่ 2 ในความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ มาตรา 8, 10, ประกอบมาตรา 25, 42, (2) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ฎีกา คงมีแต่โจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกา ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาสรุปว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 2 ลงข้อความเท็จในเอกสารบริษัท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้น โจทก์นำสืบในข้อนี้ว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2561 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัวโจทก์และจำเลยที่ 3 ได้ร่วมจัดทำบัญชีผู้ถือหุ้นโดยจำเลยที่ 3 สามีใหม่ของจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดทำบัญชีผู้ถือหุ้นฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม 2561 ณ วันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 โดยระบุผู้ถือหุ้นจำนวน 3 คน มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้น จำนวน 225,000 หุ้น หรือร้อยละ 75 ของจำนวนหุ้น และประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2561 เป็นเท็จ โดยไม่มีชื่อของโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น เพราะความจริงโจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 อยู่ 45,000 หุ้น จากจำนวนหุ้น 300,000 หุ้น นางสมหมาย มีหุ้นอยู่ 30,000 หุ้นและนางสาวชัชฎาภรณ์ยังเป็นผู้ถือหุ้น โดยในวันที่ระบุว่ามีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าว จำเลยที่ 2 ยังรับโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำและไม่มีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้น จำเลยทั้งสามได้นำส่งสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นที่ทำขึ้นอันเป็นเท็จนำส่งนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทประกาศโฆษณาให้ประชาชนโดยทั่วไปทราบว่าโจทก์และนางสมหมายไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์และนางสมหมายซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ขาดประโยชน์อันควรได้ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์และนางสมหมาย เมื่อพิจารณาบัญชีผู้ถือหุ้นก็มีรายชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นอยู่จำนวน 45,000 หุ้น มาก่อนและนำสืบยืนยันว่าไม่มีการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2561 และวันที่ 22 ตุลาคม 2561 อันเป็นเหตุที่จะมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นมาเป็น 3 คน โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้นจำนวนถึง 225,000 หุ้นได้ ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่าโจทก์ไม่มีรายชื่อเป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 และโจทก์นำสืบถึงพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 มิได้ จำเลยที่ 3 จึงถือว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิด ย่อมทำให้การกระทำของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า เนื่องจากจำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงว่าโจทก์มิใช่เจ้าของหุ้นในบริษัทจำเลยกึ่งหนึ่ง ทำให้ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ร่วมกันจัดตั้งจำเลยที่ 1 ขึ้นและทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าบุคคลอื่นที่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นร่วมกับจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ชำระเงินค่าหุ้นและมิได้แสดงความเป็นเจ้าของหุ้นอย่างชัดแจ้ง ถือว่าบุคคลผู้มีรายชื่อนอกเหนือจากจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 ได้ถือหุ้นแทนโจทก์หรือจำเลยที่ 2 แล้วแต่กรณี ทำให้รับฟังว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างเป็นเจ้าของหุ้นของจำเลยที่ 1 คนละครึ่ง ซึ่งจำเลยที่ 2 และผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ ทราบดีว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างเป็นเจ้าของหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 คนละครึ่ง การที่จำเลยที่ 2 โอนหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 โดยมีส่วนที่เป็นของโจทก์รวมอยู่ด้วยไปให้จำเลยที่ 3 โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องขอหุ้นส่วนที่เป็นของตนคืนได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 อ้างในฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามก็ดีและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 โอนหุ้นในส่วนของโจทก์ก็ดี โดยเหตุผลประการเดียวว่าโจทก์ไม่มีรายชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 จึงรับฟังไม่ได้ ที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าโจทก์นำสืบมุ่งเน้นแต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กระทำการหรือไม่กระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์มิควรได้เพื่อตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่นิติบุคคลอย่างไร การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิด เมื่อเป็นเช่นนี้การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดไปด้วย นั้น เห็นว่า โจทก์นำสืบพยานหลักฐานจนมีน้ำหนักฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 นำหุ้นที่โจทก์เป็นเจ้าของอยู่ครึ่งหนึ่งไปเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ร่วมมือกับจำเลยที่ 3 โดยให้จำเลยที่ 3 ดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นจากจำเลยที่ 2 เป็นชื่อจำเลยที่ 3 ทั้งหมดจำนวน 255,000 หุ้น ซึ่งมีส่วนของโจทก์รวมอยู่ด้วยโดยไม่ปรากฏว่ามีการประชุมผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง อันเป็นการทำเอกสารเท็จ จำเลยที่ 3 ซึ่งรับว่าเป็นสามีใหม่ของจำเลยที่ 2 เบิกความเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ว่าเป็นผู้ดำเนินการจัดทำเอกสารเปลี่ยนแปลงบัญชีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นการลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทนำไปให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อที่เรือนจำ ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในวิสัยดำเนินการเองได้ น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 ร่วมมือกับจำเลยที่ 2 กระทำการดังกล่าว ซึ่งความข้อนี้ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยโดยละเอียดครบถ้วนแล้วและพิพากษาว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 แต่โดยฐานะจำเลยที่ 3 มิใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 1 จึงลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 2 ฐานลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท ตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยที่ 2 ให้หนักขึ้นฐานกระทำผิดโดยไม่เข็ดหลาบและไม่นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3042/2560 ของศาลชั้นต้นตามคำขอท้ายอุทธรณ์ของโจทก์ย่อมเป็นการไม่ชอบ นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายกล่าวในฟ้องแล้วว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2477/2557 หมายเลขแดงที่ 3042/2560 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้นฐานกระทำผิดโดยไม่เข็ดหลาบและขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวนั้น เมื่อในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ยอมรับว่ารับโทษจำคุกในเรือนจำในคดีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและโจทก์อ้างส่งคำพิพากษาคดีดังกล่าว อีกทั้งปรากฏจากสำนวนมีคำสั่งเบิกตัวจำเลยที่ 2 ของศาลชั้นต้น ก็ระบุคดีหมายเลข อ.2477/2557 ของศาลชั้นต้นไว้ นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 แก้ฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3042/2560 ของศาลชั้นต้นนั้น ชอบแล้วโดยอ้างเหตุคดีดังกล่าวไม่ถึงที่สุดนั้น ย่อมฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2477/2557 หมายเลขแดงที่ อ.3042/2560 ของศาลชั้นต้นนั้นเอง ศาลฎีกาจึงนับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 คดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวได้ อย่างไรก็ดีในส่วนที่โจทก์ขอให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นโดยกระทำผิดฐานไม่เข็ดหลาบนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษหนักตามสมควรแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ควรมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท มิใช่มีความผิดเพียงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดดังกล่าวดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ 2499 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัท กระทำ หรือยินยอมให้กระทำการดังต่อไปนี้...(2) ลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของ ฯ บริษัท" แสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิดไว้ว่าต้องเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัท จึงจะลงโทษเป็นตัวการกระทำผิดได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 มิได้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทจำเลยที่ 1 แม้จะร่วมกันกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นตัวการได้ คงลงโทษจำเลยที่ 3 ได้เพียงฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานลงข้อความเท็จของบริษัท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2477/2557 หมายเลขแดงที่ อ.3042/2560 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ องค์คณะ: พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน - นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล - อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.อ. มาตรา 86, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 84, ป.อ. มาตรา 90, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 92, ป.อ. มาตรา 93, ป.อ. มาตรา 334, ป.อ. มาตรา 335, ป.อ. มาตรา 78, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30 แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา