คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7194-7195/2557

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ร่วมกันพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่ห้องพักเกิดเหตุก็เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 ชำระหนี้ที่กู้ยืมไปจากกลุ่มของจำเลยทั้งหกให้แก่จำเลยที่ 1 ประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 เรียกร้องให้ผู้เสียหายที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าไถ่ตามความหมายในบทนิยามคำว่า "ค่าไถ่" ตาม ป.อ. มาตรา 1 (13) การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 จึงไม่เป็นความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ โดยการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด

คำพิพากษา

1คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนแรกและจำเลยที่ 5 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 เรียกจำเลยที่ 4 ในสำนวนแรกและจำเลยที่ 3 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 4 เรียกจำเลยที่ 5 ในสำนวนแรก และจำเลยที่ 6 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 5 เรียกจำเลยที่ 6 ในสำนวนแรก และจำเลยที่ 6 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 5 เรียกจำเลยที่ 6 ในสำนวนแรกและจำเลยที่ 4 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 6 และเรียกผู้เสียหายในสำนวนแรกว่า ผู้เสียหายที่ 1 เรียกผู้เสียหายในสำนวนหลังว่า ผู้เสียหายที่ 2 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 295, 313 (3), 337 (1) (2), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนของกลาง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพเฉพาะฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

2ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 313 วรรคแรก ประกอบมาตรา 316, 337 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 83 จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 8 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 คนละ 8 ปี 3 เดือน สำหรับจำเลยที่ 5 ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท จำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 1,000 บาท หากจำเลยที่ 5 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 5 และคำขออื่นสำหรับจำเลยทั้งหกนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 อุทธรณ์

3ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ในความผิดฐานพยายามกรรโชกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 93, จำคุกคนละ 3 ปี สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกคนละ 3 ปี 3 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 6 ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ในความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

4โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 มีความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดตามฟ้องหรือไม่ ผู้เสียหายที่ 1 เองที่จะเข้าไปในห้องพักดังกล่าวและร่วมเสพยาเสพติดโดยผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้เตรียมยาเสพติดไปเพื่อเสพร่วมกัน และผู้เสียหายที่ 1 ยังเบิกความอีกว่า ระหว่างอยู่ภายในห้องพัก ไม่มีการใช้เชือกหรือวัสดุอย่างใดผูกขาและมือไว้ ประตูห้องมีลักษณะเป็นลูกบิดเปิดเข้าออกได้ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ไม่ได้ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายที่ 1 และการที่ผู้เสียหายที่ 1 เดินทางไปที่ห้องพักเกิดเหตุก็เนื่องจากไปเจรจาตกลงเกี่ยวกับเรื่องเงินของจำเลยที่ 1 โดยร้อยตำรวจโทผงเพชร ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งหกก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า ผู้เสียหายที่ 2 เล่าให้ฟังว่าเงินจำนวน 15,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 เรียกให้ผู้เสียหายที่ 2 ชำระนั้นเป็นเงินที่ผู้เสียหายที่ 1 กู้ยืมจากกลุ่มของจำเลยทั้งหก ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ร่วมกันพาผู้เสียที่ 1 ไปที่ห้องพักเกิดเหตุก็เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วยเหตุเช่นนี้ ประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 เรียกร้องให้ผู้เสียหายที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าไถ่ตามความหมายในบทนิยามคำว่า "ค่าไถ่" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (13) การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 จึงไม่เป็นความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด ที่

5ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

6พิพากษายืน

(สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ - สมยศ เข็มทอง - ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.อ. มาตรา 1, ป.อ. มาตรา 313, ป.อ. มาตรา 33, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 295, ป.อ. มาตรา 371, ป.อ. มาตรา 90, ป.อ. มาตรา 78, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30, ป.อ. มาตรา 337

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ