D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2563

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4239/2563

ผล: ยืน แรงงาน

นางสาว อ.โจทก์ บริษัท บ.จำเลย

รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1การเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 13 (เดิม) กรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลจะต้องเป็นการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใด แต่การที่จำเลยขายกิจการในแผนกคอนซูมเมอร์ เฮลแคร์ และโอนลูกจ้างรวมทั้งโจทก์ไปทำงานกับบริษัทที่ซื้อกิจการนั้นมิใช่การเปลี่ยนแปลงนิติบุคคลหรือมีผลเป็นการโอนหรือควบรวมนิติบุคคลกับบริษัทดังกล่าว จึงมิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง แต่เป็นการโอนสิทธิการเป็นนายจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรคหนึ่ง ซึ่งการโอนสิทธิการเป็นนายจ้างจะกระทำได้ต่อเมื่อลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ เพราะโจทก์ไม่ตอบรับข้อเสนอในการโอนสิทธิการเป็นนายจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุสมควร เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 ที่มีข้อความระบุว่า หากโจทก์ไม่ตอบรับข้อเสนอการโอนสิทธิการเป็นนายจ้างภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 จำเลยจะสันนิษฐานว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะรับข้อเสนอ และข้อเสนอถือว่าถูกเพิกถอนไป โดยจำเลยจะไม่มีตำแหน่งให้โจทก์อีกต่อไป นับแต่วันที่ธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งหมายถึงหากโจทก์ไม่ตอบรับข้อเสนอของจำเลยภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 การจ้างงานของโจทก์จะสิ้นสุดลงในวันที่ธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์นั้น แม้เอกสารดังกล่าวจะเป็นการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า แต่เมื่อไม่ได้กำหนดวันที่จะเลิกจ้างไว้ให้ชัดเจนว่าจะเลิกจ้างโจทก์ในวันใด การบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าจึงไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 582

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินรางวัลผันแปรตามผลงาน (วีพีอาร์) ประจำปี 2559 จำนวน 418,278 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 171,656 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 16,890,950 บาท รวมเป็นเงิน 17,480,884 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

2จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน

3พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 171,656 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 31 ธันวาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางพิจารณากำหนดจำนวนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

4จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยประกอบธุรกิจการค้าผลิตภัณฑ์ยารักษาโรค โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2528 ในตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาแก้ไอได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 171,656 บาท บริษัทเบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ อินเตอร์เนชั่นแนล จีเอ็มบีเอช แห่งประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของจำเลยจะเลิกประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์รักษาสุขภาพ โดยได้ตกลงขายแลกเปลี่ยนธุรกิจดังกล่าวกับบริษัทซาโนฟี่-เบอร์เรียล แห่งประเทศฝรั่งเศส มีผลให้พนักงานในแผนกคอนซูมเมอร์ เฮลแคร์ ของจำเลยจะต้องโอนไปทำงานกับบริษัทซาโนฟี่-อาเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยได้ประกาศชี้แจงให้พนักงานรวมทั้งโจทก์ทราบถึงความจำเป็น ข้อกำหนด และเงื่อนไขในการยุบแผนกดังกล่าวแล้ว โดยจำเลยเสนอข้อเสนอดังกล่าวแก่โจทก์เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2559 กำหนดให้โจทก์ตอบรับข้อเสนอภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 แต่โจทก์มิได้ตอบรับข้อเสนอของจำเลย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการโอนย้ายโจทก์เป็นการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 13 จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยบอกกล่าวล่วงหน้าชอบแล้ว และโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินรางวัลผันแปรตามผลงานเพราะพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานก่อนวันจ่ายเงินรางวัลผันแปรดังกล่าว โดยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ไม่ยินยอมโอนย้ายไปทำงานที่อื่น เป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุผลสมควรเพียงพอเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหาย การที่จำเลยบอกกล่าวล่วงหน้าในวันที่ 27 ตุลาคม 2558 มิได้มีข้อความระบุว่าจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์จึงไม่เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์จึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในส่วนที่ขาด และโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินรางวัลผันแปรตามผลงาน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกมีว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 13 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จะไม่ได้บัญญัติว่าการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างจะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง แต่การเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างตามมาตราดังกล่าว กรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล จะต้องเป็นการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอนหรือควบกับนิติบุคคลใด แต่การที่จำเลยขายกิจการในแผนกคอนซูมเมอร์ เฮลแคร์ และโอนลูกจ้างรวมทั้งโจทก์ไปทำงานกับบริษัทซาโนฟี่-อาเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด นั้น มิใช่การเปลี่ยนแปลงนิติบุคคลจำเลยหรือมีผลเป็นการโอนหรือควบรวมนิติบุคคลจำเลยกับบริษัทดังกล่าวแต่อย่างไร กรณีดังกล่าวจึงมิใช่การเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง ซึ่งเมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน มาตรา 577 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติว่า นายจ้างจะโอนสิทธิของตนให้แก่บุคคลภายนอกก็ได้ เมื่อลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วยดังนั้น การที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจะโอนสิทธิการเป็นนายจ้างโจทก์ให้แก่บริษัทซาโนพี่-อาเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด จึงเป็นการโอนสิทธิความเป็นนายจ้างซึ่งจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์ไม่ตอบรับข้อเสนอของจำเลยจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุสมควร ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ส่วนที่

5จำเลยฎีกาว่า จำเลยอาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 วรรคสาม ได้โดยชอบ เห็นว่า มาตรา 577 วรรคสาม บัญญัติว่า ถ้าคู่สัญญาฝ่ายใดทำการฝ่าฝืนบทบัญญัตินี้ คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้ ดังนี้ จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 577 วรรคหนึ่ง เสียเอง จึงหามีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาได้ไม่ ฎีกาข้ออื่นไม่เป็นสาระแก่คดีไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายมีว่า จำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 เดือน แล้วหรือไม่

6จำเลยฎีกาว่า จำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ล่วงหน้าเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 ตามเอกสารหมาย ล.3 และคำแปลหมาย ล.4 ซึ่งมีข้อความระบุชัดเจนว่า แผนกคอนซูมเมอร์ เฮลแคร์จะยุติกิจการในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 อันเป็นวันธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ และยังมีข้อความต่อไปอีกว่าให้ถือเอาหนังสือฉบับลงวันที่ 27 ตุลาคม 2559 เป็นหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างงาน ถ้าโจทก์ไม่ตอบรับภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 โจทก์จะถูกเลิกจ้างในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ย่อมถือได้ว่าเป็นหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 เดือนแล้ว เห็นว่า เอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 มีข้อความระบุว่า หากโจทก์ไม่ตอบรับข้อเสนอของจำเลยภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 จำเลยจะสันนิษฐานว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะรับข้อเสนอ และข้อเสนอจะถือว่าถูกเพิกถอนไป โดยที่จำเลยจะไม่มีตำแหน่งให้โจทก์อีกต่อไป นับแต่วันที่ธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งหมายถึงการจ้างงานของโจทก์จะสิ้นสุดลงในวันที่ธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ และให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นคำบอกกล่าวเลิกการจ้างข้อความตามเอกสารดังกล่าวชัดเจนว่า หากโจทก์ไม่ตอบรับข้อเสนอของจำเลยภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าเอกสารดังกล่าวหามีข้อความใดระบุว่าจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ไม่ จึงไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม เอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 มีข้อความเพียงว่า จำเลยจะไม่มีตำแหน่งงานให้โจทก์อีกต่อไปนับแต่วันที่ธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งหมายถึงการจ้างของโจทก์จะสิ้นสุดลงในวันที่ธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ หาได้มีข้อความระบุชัดเจนว่าจะยุติกิจการในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 (อันเป็นวันที่ธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์) และถ้าโจทก์ไม่ตอบรับภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 โจทก์จะถูกเลิกจ้างในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ดังที่จำเลยอ้างในฎีกาไม่ ดังนี้ แม้เอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 จะเป็นการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า แต่ก็ไม่ได้กำหนดวันที่จะเลิกจ้างไว้ให้ชัดเจนว่าจะเลิกจ้างโจทก์ในวันใด การบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 เดือนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน คดีนี้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

7พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินรางวัลผันแปรตามผลงาน (วีพีอาร์) โจทก์ไม่ได้ฎีกา ปัญหาในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ โจทก์จะยื่นคำแก้ฎีกาของจำเลยขอให้

8ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินรางวัลผันแปรตามผลงาน (วีพีอาร์) ให้แก่โจทก์อีกนั้นย่อมไม่ได้

9พิพากษายืน

(รักเกียรติ วัฒนพงษ์ - วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์ - สราวุธ ศิริภาณุรักษ์)

ศาลแรงงานกลาง - นายบุญชัย วงษาพาณิชย์ - นายโสภณ พรหมสุวรรณ