คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6255/2553

สำนักวิชาการ

ย่อ

1ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าเมทแอมเฟตามีน 3,985 เม็ด ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์จำนวนเท่าใด ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าเมทแอมเฟตามีน 3,985 เม็ดมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์จำนวนเท่าใด และจะคำนวณตามรายงานการตรวจพิสูจน์เทียบเคียงว่า เมทแอมเฟตามีน 5,185 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 142.226 กรัม เมทแอมเฟตามีน 3,985 เม็ด จึงคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินกว่า 20 กรัม หาได้ไม่ ต้องถือว่าเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่ปรากฏว่ามีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 10 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหามีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

2ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสอง), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จำคุกคนละตลอดชีวิต เนื่องจากจำเลยที่ 3 ที่ 4 ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ที่ 4 ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 1 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหานี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง จำคุก 15 วัน รวมโทษจำเลยที่ 1 ทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ให้ริบเมทแอมเฟตามีน รถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน บฉ 3163 พิษณุโลก รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บท 5520 เพชรบูรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่และกระเป๋ามีหูหิ้วของกลาง ส่วนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ หมายเลขทะเบียน กนษ พิจิตร 871 กระเป๋าสตางค์หนังสีดำ และเงินสด 7,200 บาท ให้คืนแก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

3ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางทั้งสองคันกับโทรศัพท์เคลื่อนที่และให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ฎีกา

4ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว สำหรับความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับในอนุญาต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

5ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คดีคงขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ในส่วนนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งฎีกาว่าจำเลยที่ 3 เป็นสามีของจำเลยที่ 4 โดยทั้งสองรับราชการเป็นครู ตามวันเวลาและสถานที่ เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสี่ได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 5,185 เม็ด กระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 3 นัด กระเป๋าหูหิ้วสีเขียว 1 ใบ ที่รัดผมผู้หญิงสีดำ 1 อัน โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย 2 เครื่อง รถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสันหมายเลขทะเบียน บฉ 3163 พิษณุโลก รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บท 5520 เพชรบูรณ์ และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ หมายเลขทะเบียน กนษ พิจิตร 871 กับกระเป๋าสตางค์หนังสีดำ 1 ใบพร้อมเงิน 7,200 บาท เป็นของกลาง

6มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ ในส่วนนี้

7ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ให้ริบแมทแอมเฟตามีน รถยนต์กระบะ โทรศัพท์เคลื่อนที่และกระเป๋าหู้หิ้วของกลาง ส่วนรถจักรยานยนต์ กระเป๋าสตางค์หนังสีดำและเงินสด 7,200 บาท ให้คืนแก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

8ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางทั้งสองคันกับโทรศัพท์เคลื่อนที่และให้คืนเจ้าของ นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งมีผลเท่ากับ

9ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คดีสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นอันถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสองแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมฎีกาไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

10มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3,985 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีสิบตำรวจโทปริญญาเบิกความว่า หลังจากวางแผนจับกุมแล้วพยานไปซุ่มอยู่ที่บริเวณบ่อน้ำหลังบ้านเกิดเหตุ ก่อนจับกุมพยานเห็นรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 นั่งขับเข้ามาจอดที่บริเวณหลังบ้านเกิดเหตุ แล้วจำเลยที่ 3 และที่ 4 ลงจากรถเดินไปที่บ้านเกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 4 ถือกระเป๋าพลาสติกแบบมีหูหิ้วไปด้วย ต่อมาเมื่อพันตำรวจตรีเข็มชาติ นำหมายค้นของศาลชั้นต้นมาถึงบ้านเกิดเหตุ พันตำรวจตรีเข็มชาติและพยานกับพวกจึงเข้าไปในบ้านเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ซึ่งนั่งล้อมวงกันอยู่กลางบ้านได้แยกย้ายกันวิ่งหนีโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 วิ่งไปทางหลังบ้าน ส่วนจำเลยที่ 4 ถือกระเป๋าวิ่งเข้าไปในห้องน้ำภายในห้องนอนซึ่งจำเลยที่ 3 นอนอยู่ แล้วจำเลยที่ 4 พยายามกดกระเป๋าหูหิ้วดังกล่าวให้จมน้ำในถังน้ำ พยานตามเข้าไปแย่งกระเป๋าหูหิ้วจากจำเลยที่ 4 แล้วเทน้ำออกตรวจดูพบเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีฟ้าซุกซ่อนอยู่ในกล่องนมยี่ห้อแลคตาซอยจำนวน 3 กล่อง และกล่องนมยี่ห้อดัชมิลล์อีก 1 กล่องตรวจนับได้ 3,985 เม็ด พยานกับพวกจึงจับกุมจำเลยทั้งสี่โดยแจ้งข้อหาว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพว่ารับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3,985 เม็ด ของกลางจากอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ไปส่งให้แก่จำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 4 จะให้การปฏิเสธ แต่จากพฤติการณ์ของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยที่ 4 รู้ว่าสิ่งของที่ใส่อยู่ในกระเป๋าหูหิ้วเป็นเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจึงพยายามหลบหนีและทำลายเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อมิให้มีพยานหลักฐานที่จะดำเนินคดีจำเลยที่ 4 กับพวกได้ ทั้งจำเลยที่ 3 เป็นสามีจำเลยที่ 4 เดินทางไปบ้านเกิดเหตุด้วยกัน ประกอบกับเมื่อถูกจับกุมจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ และชั้นสอบสวนก็ให้การรับสารภาพทั้งพาพนักงานสอบสวนไปนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและถ่ายรูปไว้ตามบันทึกการจับกุม บันทึกคำให้การของผู้ต้องหา บันทึกและภาพถ่ายการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ซึ่งเป็นการให้การทันทีหลังถูกจับกุม จำเลยที่ 3 ไม่มีโอกาสแต่งเติมบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ต่างไปเชื่อว่าเป็นการให้การตามความจริง ขณะเกิดเหตุแม้เป็นเวลากลางคืนแต่ภายในบ้านก็มีแสงไฟฟ้าส่องสว่างเพราะขณะเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 นั่งล้อมวงอยู่ที่กลางบ้านพยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่และไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 มาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 3 และที่ 4 เชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามความจริงที่รู้เห็นส่วนที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าเหตุที่จำเลยที่ 3 ยอมรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเพราะหลงเชื่อตามคำเกลี้ยกล่อมของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 มีอายุ 44 ปี และรับราชการเป็นครู เป็นผู้ที่พร้อมด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิ ทั้งความผิดที่ถูกจับกุมกล่าวหาเป็นความผิดอาญาที่มีโทษร้ายแรง หากจำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำความผิดย่อมเป็นการยากที่วิญญูชนเยี่ยงจำเลยที่ 3 จะยอมรับสารภาพ ข้ออ้างของจำเลยที่ 3 จึงขัดต่อเหตุผลความเป็นจริง และที่จำเลยที่ 3 อ้างว่า ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนกับพาไปนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจบังคับขู่เข็ญนั้น จำเลยที่ 3 เพิ่งยกขึ้นอ้างในฎีกาของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 มิได้ยกข้ออ้างนี้ถามค้านพยานผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด พยานโจทก์ที่เกี่ยวข้องจึงไม่มีโอกาสชี้แจงหรือโต้แย้งคัดค้านได้ จึงเป็นการกล่าวอ้างเพียงฝ่ายเดียวไม่มีน้ำหนักรับฟัง สำหรับจำเลยที่ 4 ที่อ้างว่า ขณะวิ่งหลบหนีจำเลยที่ 4 วิ่งตามจำเลยที่ 1 ไปทางหลังบ้านไม่ได้วิ่งเข้าไปในห้องน้ำ และขณะวิ่งหนีจำเลยที่ 4 ไม่ได้ถือกระเป๋าหรือวัตถุสิ่งใดติดมือไปด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 4 มีเพียงตัวจำเลยที่ 4 เป็นพยานเบิกความ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน และตามบันทึกการจับกุมซึ่งจำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อรับรองว่าถูกต้อง จำเลยที่ 4 กลับให้การว่าจำเลยที่ 4 หิ้วกระเป๋าของกลางหลบหนีเข้าไปในห้องน้ำและนำกระเป๋าดังกล่าวทิ้งลงไปในถังซึ่งมีน้ำ ขัดแย้งกับข้ออ้างของจำเลยที่ 4 ข้ออ้างของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันมีแมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ส่วนที่จำเลยที่ 4 อ้างว่า

11ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางทั้งสองคันแก่เจ้าของ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยให้คืนรถยนต์ของกลางทั้งสองคันแก่เจ้าของนั้น เห็นว่า เป็นข้อผิดหลง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง สำหรับข้ออ้างอื่นในฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นข้อปลีกย่อยและไม่มีผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าเมทแอมเฟตามีน 3,985 เม็ด ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีจำนวนเกินกว่าที่จะมีไว้เพื่อเสพเอง หากคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ก็เชื่อว่ามีปริมาณเกินกว่า 20 กรัม นั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าเมทแอมเฟตามีน 3,985 เม็ด ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ก็เชื่อว่ามีปริมาณเกินกว่า 20 กรัม นั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าเมทแอมเฟตามีน 3,985 เม็ด ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์จำนวนเท่าใด ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าเมทแอมเฟตามีน 3,985 เม็ด มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์จำนวนเท่าใด และจะคำนวณตามรายงานการตรวจพิสูจน์เทียบเคียงว่า เมทแอมเฟตามีน 5,185 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 142,226 กรัม เมทแอมเฟตามีน 3,985 เม็ด จึงคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินกว่า 20 กรัม หาได้ไม่ต้องถือว่าเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไม่ปรากฏว่ามีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง แต่ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และใช้ข้อความใหม่แทน โดยมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 15 ปี แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายรวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

12พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นข้าราชการต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ลงโทษจำคุกคนละ 45 ปี จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 30 ปี ให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 1 และให้คืนรถยนต์กระบะทั้งสองคันของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

(ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์ - อิศเรศ ชัยรัตน์ - ไมตรี ศรีอรุณ)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 8, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102, พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10, ป.อ. มาตรา 32, ป.อ. มาตรา 33, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 51, ป.อ. มาตรา 78, ป.วิ.อ. มาตรา 245, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 19, ป.อ. มาตรา 3, ป.วิ.อ. มาตรา 195

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ