1จำเลยที่ 1 กับมารดาโจทก์ทั้งสองอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2480 อันเป็นเวลาภายหลังใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 เดิม และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงเป็นเพียงบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 บทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 1562 ที่ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา เป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิต้องตีความโดยเคร่งครัด จึงต้องถือว่าข้อห้ามดังกล่าวเป็นการห้ามเฉพาะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น ฉะนั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562
1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 83, 91, 352, 354 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ให้ประทับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ
2ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 (ที่ถูกมาตรา 354 ประกอบมาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท คำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
3ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 กับนางทองดำหรือทองคำ ทับทิมทอง อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2480 โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 4 คน รวมทั้งโจทก์ทั้งสอง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อเดียวว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 กับนางทองดำอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2480 อันเป็นเวลาภายหลังใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงเป็นเพียงบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ที่ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา เป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิต้องตีความโดยเคร่งครัด จึงต้องถือว่าข้อห้ามด้งกล่าวเป็นการห้ามเฉพาะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น ฉะนั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"
4พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 547/2548นายลิขิต ทับทิมทอง กับพวกโจทก์นายลออหรือละออ ทับทิมทอง กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 1547, ม. 1562จำเลยที่ 1 กับมารดาโจทก์ทั้งสองอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2480 อันเป็นเวลาภายหลังใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 เดิม และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงเป็นเพียงบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 บทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 1562 ที่ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา เป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิต้องตีความโดยเคร่งครัด จึงต้องถือว่าข้อห้ามดังกล่าวเป็นการห้ามเฉพาะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น ฉะนั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562
5โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 83, 91, 352, 354 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ให้ประทับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ
6ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 (ที่ถูกมาตรา 354 ประกอบมาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท คำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
7ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 กับนางทองดำหรือทองคำ ทับทิมทอง อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2480 โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 4 คน รวมทั้งโจทก์ทั้งสอง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อเดียวว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 กับนางทองดำอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2480 อันเป็นเวลาภายหลังใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงเป็นเพียงบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ที่ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา เป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิต้องตีความโดยเคร่งครัด จึงต้องถือว่าข้อห้ามด้งกล่าวเป็นการห้ามเฉพาะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น ฉะนั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"
8พิพากษายืน(นินนาท สาครรัตน์-จรัส พวงมณี-สถิตย์ ทาวุฒิ)แหล่งที่มาสำนักวิชาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุคำว่า บิดา ตามแนวคำพิพากษาของศาลฎีกายังวินิจฉัยแตกต่างกัน คือ 1. ถือตามความเป็นจริงและตามกฎหมาย เช่น 1.1 บิดา ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 มาตรา 20 และมาตรา 20 ทวิ หมายถึง บิดาที่ชอบด้วยกฎหมายและบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1182/2535 1.2 บิดา ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสภาจังหวัด พ.ศ.2482 มาตรา 19 และมาตรา 16 ทวิ หมายถึง บิดาที่ชอบด้วยกฎหมายและบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 743/2539 2. นอกจากกรณี 1. แล้ว ส่วนมากศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่า คำว่า บิดาหมายถึงบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น เช่น 2.1 บิดาที่ฟ้องผู้กระทำละเมิดต่อบุตร เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 477/2514 (ประชุมใหญ่) 2.2 บิดาที่บุตรจำต้องอุปการะเลี้ยงดู เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 477/2514 (ประชุมใหญ่) 2.3 บิดาที่ห้ามบุตรฟ้องคดี เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3019/2541 3. กรณีอื่น ๆ 3.1 ผู้บุพการีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) นั้น หมายถึงผู้บุพการีตามความเป็นจริง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1384/2516 (ประชุมใหญ่) โจทก์กับนางลั่นแต่งงานกันโดยไม่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ผู้ตายอายุ 17 ปี ยังเป็นผู้เยาว์เป็นบุตรอยู่เรือนเดียวกันและอยู่ในความปกครองของโจทก์กับนางลั่น โจทก์เป็นผู้ไปแจ้งการเกิดว่าผู้ตายเป็นบุตรของตนและเป็นผู้ให้การศึกษาแก่ผู้ตายตลอดมา แต่โจทก์ไม่เคยยื่นคำร้องต่ออำเภอรับรองผู้ตายว่าเป็นบุตร แม้ผู้ตายจะมิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ แต่โจทก์ก็เป็นผู้บุพการีของผู้ตายตามความเป็นจริง เมื่อผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายถึงแก่ความตาย โจทก์ซึ่งเป็นผู้บุพการีตามความเป็นจริงของผู้ตายย่อมมีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้ตายได้ แต่ศาลฎีกาก็ได้วินิจฉัยอีกว่าบิดาของผู้เยาว์ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาของผู้เยาว์ ทั้งไม่ได้จดทะเบียนว่าผู้เยาว์เป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์เป็นบุตร ไม่เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ที่จะมีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้เยาว์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (1) (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1405/2512) 3.2 บุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่มีสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สินของบิดา เช่น บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 และมีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกตามมาตรา 1629 (1) ทำให้บุตรดังกล่าวมีสิทธิได้รับมรดก และมีสิทธิฟ้องเรียกร้องค่าปลงศพของเจ้ามรดกและค่ารถจักรยานยนต์ที่เจ้ามรดกเสียหายได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3208/2538) แต่สำหรับบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแม้จะอุปการะเลี้ยงดูบุตรอย่างไรก็ไม่มีสิทธิฟ้องได้ทั้งที่เป็นกรณีเดียวกัน กล่าวคือไม่ถือเป็นทายาทของบุตรผู้ตายเพราะไม่ได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าใช้จ่ายในการปลงศพเป็นค่าสินไหมทดแทนแก่ตนในการที่จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ตาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 477/2514 (ประชุมใหญ่)) สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ไม่ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 นั้น เป็นคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยตามบรรทัดฐานของคำพิพากษาศาลฎีกาที่มีมาแต่ดั้งเดิม โดยให้เหตุผลว่าการห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญาเป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิต้องตีความโดยเคร่งครัด จึงต้องถือว่าข้อห้ามดังกล่าวเป็นการห้ามเฉพาะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น ผู้หมายเหตุเห็นด้วยความเคารพต่อแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมารวมทั้งฉบับนี้ว่า บทบัญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1562 ที่ห้ามบุตรฟ้องบุพการีของตนนั้นก็สืบเนื่องมาจากจารีตประเพณีอันดีงามของคนไทยรวมทั้งแนวความคิดตามหลักศาสนาว่าบิดามารดาเป็นผู้มีอุปการคุณโดยให้กำเนิดและเลี้ยงดูบุตร จึงเป็นบุคคลที่บุตรควรให้ความเคารพนับถืออันเป็นการแสดงกตัญญูกตเวทิตา บุตรคนใดที่กระทำในทางที่ไม่ดีต่อบิดามารดามักได้รับการตราหน้าว่าเป็นผู้เนรคุณ การที่บิดาเลี้ยงดูบุตรจนเติบใหญ่ไม่ว่าจะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หาได้มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด สังคมมองและตำหนิการกระทำของบุตรที่ฟ้องบิดาโดยมิได้พิจารณาว่าบิดาที่ถูกฟ้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะสังคมจะดูความเป็นจริงว่าถ้าบุตรฟ้องบิดาก็เป็นผู้เนรคุณเหมือนกัน ศาลก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมควรจะมองในแง่มุมเดียวกับบุคคลในสังคม ทั้งการห้ามฟ้องในกรณีนี้มิใช่เป็นการห้ามฟ้องโดยเด็ดขาด ยังสามารถที่จะให้พนักงานอัยการฟ้องคดีแทนได้ มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่บุตรแต่อย่างใด ส่วนการตีความว่าการห้ามฟ้องเป็นการตีความโดยเคร่งครัดนั้น น่าจะเป็นกรณีอื่น เช่นบุตรมิได้ฟ้องในฐานะส่วนตัวก็สามารถฟ้องได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6657/2539) บุตรบุญธรรมไม่ต้องห้ามมิให้ฟ้องผู้รับบุตรบุญธรรม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 294/2538) เป็นต้น ผู้หมายเหตุจึงเห็นว่าบิดาน่าจะถือตามความเป็นจริงมากกว่าบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกับคำว่าผู้บุพการีซึ่งศาลฎีกาก็ยังยืนยันว่าถือตามความเป็นจริง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 294/2538) ศิริชัย วัฒนโยธินคำพิพากษา:
9โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 83, 91, 352, 354 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ให้ประทับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ
10ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 (ที่ถูกมาตรา 354 ประกอบมาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท คำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
11ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 กับนางทองดำหรือทองคำ ทับทิมทอง อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2480 โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 4 คน รวมทั้งโจทก์ทั้งสอง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อเดียวว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 กับนางทองดำอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2480 อันเป็นเวลาภายหลังใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงเป็นเพียงบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ที่ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา เป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิต้องตีความโดยเคร่งครัด จึงต้องถือว่าข้อห้ามด้งกล่าวเป็นการห้ามเฉพาะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น ฉะนั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"
12พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 547/2548นายลิขิต ทับทิมทอง กับพวกโจทก์นายลออหรือละออ ทับทิมทอง กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 1547, ม. 1562จำเลยที่ 1 กับมารดาโจทก์ทั้งสองอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2480 อันเป็นเวลาภายหลังใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 เดิม และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงเป็นเพียงบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 บทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 1562 ที่ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา เป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิต้องตีความโดยเคร่งครัด จึงต้องถือว่าข้อห้ามดังกล่าวเป็นการห้ามเฉพาะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น ฉะนั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562
13โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 83, 91, 352, 354 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ให้ประทับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ
14ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 (ที่ถูกมาตรา 354 ประกอบมาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท คำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
15ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 กับนางทองดำหรือทองคำ ทับทิมทอง อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2480 โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 4 คน รวมทั้งโจทก์ทั้งสอง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อเดียวว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 กับนางทองดำอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2480 อันเป็นเวลาภายหลังใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงเป็นเพียงบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ที่ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา เป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิต้องตีความโดยเคร่งครัด จึงต้องถือว่าข้อห้ามด้งกล่าวเป็นการห้ามเฉพาะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น ฉะนั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"
16พิพากษายืน