1ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นทหารเรือประจำการจึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร แม้จำเลยจะได้กระทำความผิดอาญาต่อพลเรือนก็ต้องฟ้องจำเลยที่ศาลทหารตามที่บังคับไว้ในพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498คดีแพ่งที่ต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีถิ่นที่อยู่ 2 แห่ง คือ ที่จังหวัดราชบุรีซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมแห่งหนึ่งกับที่นครหลวงกรุงเทพธนบุรีอันเป็นถิ่นที่ทำการงานเป็นปกติอีกแห่งหนึ่ง โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ศาลจังหวัดราชบุรี จึงเป็นการชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(2) แล้วโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยขับรถยนต์เก๋งโดยประมาทด้วยความเร็วสูงปราศจากความระมัดระวัง แซงรถทางขวาในระยะกระชั้นชิดชนท้ายรถยนต์บรรทุกที่จอดอยู่อย่างแรงเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งโดยสารมาในรถคันจำเลยขับบาดเจ็บกลายเป็นคนทุพพลภาพไม่สามารถประกอบการหาเลี้ยงชีพต่อไปได้ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2508มาตรา 7, 13, 15 และขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่ายา ค่ารักษาและค่าเสียหายอื่น ๆ รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 70,022 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยจำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยรับราชการเป็นทหารเรือ มียศเป็นจ่าเอกประจำกรมอู่ทหารเรือ จังหวัดธนบุรี สังกัดกองทัพเรือ จึงเป็นบุคคลอยู่ในอำนาจศาลทหารตามธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498มาตรา 16(3) โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลพลเรือนไม่ได้ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง ทนายโจทก์รับว่าจำเลยรับราชการทหารเรืออยู่กรุงเทพฯ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลพลเรือนไม่ได้ และจำเลยรับราชการอยู่จังหวัดอื่น ไม่ใช่เป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลจังหวัดราชบุรี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีแพ่งที่ศาลจังหวัดราชบุรี จำหน่ายคดี
2โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ฎีกาว่า
1จำเลยกระทำผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นพลเรือน หาจำต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 16(3) และโจทก์ฟ้องคดีส่วนแพ่งที่ศาลจังหวัดราชบุรีได้ ศาลฎีกาประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงคงฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นทหารเรือประจำการ มียศเป็นจ่าเอก รับราชการกรมอู่ทหารเรือ นครหลวง กรุงเทพธนบุรี จำเลยจึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 16(3) แม้จำเลยจะได้กระทำผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นพลเรือนตามฟ้อง ก็ต้องอยู่ในบังคับของบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว หามีบทบัญญัติใดที่ให้อำนาจศาลพลเรือนพิจารณาพิพากษาคดีเช่นนี้ได้ไม่ ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นส่วนคำขอของโจทก์ในส่วนแพ่งนั้น แม้คดีจะฟังได้ว่าจำเลยรับราชการประจำที่กรมอู่ทหารเรือ นครหลวงกรุงเทพธนบุรี ซึ่งถือได้ว่ามีภูมิลำเนา ณ ถิ่นอันเป็นที่ทำการตามตำแหน่งหน้าที่ คือนครหลวงกรุงเทพธนบุรี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 52ก็ตาม แต่ปรากฏตามฟ้องโจทก์ระบุว่า จำเลยอยู่บ้านเลขที่ 138ถนนทรงพล ตำบลบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีเจ้าหน้าที่ศาลได้นำหมายนัดและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้จำเลยตามตำบลที่อยู่ดังกล่าวแล้วข้างต้นเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2514 และวันที่ 21 สิงหาคม 2514 รวม 2 ครั้งได้ความว่าจำเลยไปธุระนอกบ้านไม่ทราบว่าจะกลับเมื่อใดคงพบแต่พี่ชายจำเลย เจ้าหน้าที่ศาลได้ปิดหมายนัดและสำเนาคำฟ้องไว้ที่บ้านเรือนของจำเลย วันที่ 30 สิงหาคม 2514 จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดราชบุรีคัดค้านว่า จำเลยเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร จำเลยก็มิได้โต้แย้งคัดค้านในเรื่องภูมิลำเนาของจำเลยคำร้องของจำเลยฉบับนั้นเองกลับระบุว่าจำเลยอยู่บ้านเลขที่ 138ถนนทรงพล ตำบลบ้านโป่ง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เป็นการยอมรับว่าจำเลยมีภูมิลำเนาตามที่โจทก์กล่าวในฟ้องจริงพฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าถิ่นที่อยู่ของจำเลยมี 2 แห่ง คือ ที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมของจำเลย กับที่นครหลวงกรุงเทพธนบุรี ซึ่งเป็นภูมิลำเนา ณ ถิ่นที่ทำงานของจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 45 ให้ถือเอาถิ่นที่อยู่แห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลยก็ได้ฉะนั้น ที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในส่วนแพ่งที่ศาลจังหวัดราชบุรีซึ่งเป็นภูมิลำเนาแห่งหนึ่งของจำเลย และเป็นภูมิลำเนาเดิม จึงเป็นการชอบด้วยบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(2) แล้วตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ 881/2511 คดีระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงเลื่อยจักรไชยปราการ โดยนายวินัย นิมมานวัฒนา หุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ นางมานี หรือ พวงมณี ศรีสุวรรณ์ จำเลยที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ชี้ขาดว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดราชบุรีไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนแพ่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีส่วนแพ่งต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ผู้แพ้คดีเป็นผู้เสีย คดีส่วนอาญาให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์