คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 544/2563

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1ความผิดอาญาซึ่งกระทำต่อนิติบุคคล ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลมีอำนาจเป็นโจทก์หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 และมาตรา 5 สำหรับโจทก์ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 51 บัญญัติให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้ ประกอบกับข้อบังคับของโจทก์ระบุให้คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์มีอำนาจหน้าที่ให้ฟ้อง ต่อสู้ หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจการของสหกรณ์... ดังนี้ คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์จึงเป็นผู้แทนโจทก์ที่มีอำนาจฟ้องคดีด้วยตนเองหรือมอบหมายให้ผู้หนึ่งผู้ใดฟ้องคดีก็ได้ การกระทำในนามของโจทก์ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์ซึ่งระบุว่าการลงลายมือชื่อแทนสหกรณ์ตามความในวรรคแรกต้องประทับตราของสหกรณ์ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงตามหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ คงมีแต่คณะกรรมการดำเนินการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในนามของโจทก์ลงลายมือชื่อโดยมิได้มีการประทับตราของโจทก์กำกับไว้เช่นนี้ จึงถือไม่ได้ว่าคณะกรรมการดำเนินการได้กระทำการโดยชอบในฐานะผู้แทนสหกรณ์โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคล มีผลเท่ากับโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ ช. ฟ้องคดีนี้ได้โดยชอบ ช. จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 91, 352, 353, 354 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ให้ประทับฟ้อง จำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

2โจทก์อุทธรณ์ขอให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 และที่ 8 ศาลอุทธรณ์ภาค 5

3พิพากษายืน จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 ที่ 7 และที่ 9 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 353 จำเลยที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 532 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์และฐานเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น การกระทำของจำเลยที่ 3 ที่ 7 และที่ 9 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น กระทำผิดต่อหน้าที่โดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 รวม 17 กระทง จำเลยที่ 5 รวม 16 กระทง จำเลยที่ 9 รวม 15 กระทง กระทงละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 คนละ 102 เดือน จำเลยที่ 5 รวม 96 เดือน จำเลยที่ 9 รวม 90 เดือน จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 อุทธรณ์

4ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มีคณะกรรมการดำเนินการซึ่งได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2558 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 จำนวน 15 คน โจทก์ฟ้องคดีนี้โดย ได้มอบอำนาจให้นางสาวชนกานต์ เป็นผู้ดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งเก้าร่วมกันยักยอกเงินโจทก์ ต่อมาในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 คณะกรรมการดำเนินการมีมติให้ฟ้องจำเลยทั้งเก้า

5มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นางสาวชนกานต์ ฟ้องคดีนี้โดยชอบหรือไม่ เห็นว่า ในกรณีความผิดอาญาซึ่งกระทำต่อนิติบุคคลนั้น ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลมีอำนาจเป็นโจทก์หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 และมาตรา 5 สำหรับโจทก์ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 นั้น มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้" ประกอบกับข้อบังคับของโจทก์ ข้อ 74 (24) ระบุให้คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์มีอำนาจหน้าที่ให้ฟ้อง ต่อสู้ หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจการของสหกรณ์ หรือประนีประนอมยอมความ หรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาชี้ขาด ดังนี้ คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์จึงเป็นผู้แทนโจทก์ที่มีอำนาจฟ้องคดีด้วยตนเองหรือมอบหมายให้ผู้หนึ่งผู้ใดฟ้องคดีแทนก็ได้ การกระทำในนามของโจทก์นั้นต้องปฏิบัติตามระเบียบสหกรณ์การเกษตรเชียงของ จำกัด ว่าด้วยการลงลายมือชื่อแทนสหกรณ์ พ.ศ.2547 หน้า 37 ข้อ 4 วรรคแรก ซึ่งกำหนดไว้ว่า "การลงลายมือชื่อแทนสหกรณ์ การลงลายมือชื่อเพื่อดำเนินกิจการของสหกรณ์และแทนสหกรณ์ในกิจการซึ่งสหกรณ์มีข้อผูกพันเกี่ยวกับบุคคลภายนอกให้ประธานกรรมการหรือรองประธานกรรมการเลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการ เหรัญญิก หรือผู้จัดการหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้จัดการ รวมสองคนเป็นผู้ลงชื่อแทนสหกรณ์ในเอกสารทั้งปวงได้ เว้นแต่คณะกรรมการดำเนินการจะได้มอบหมายให้กรรมการดำเนินการคนหนึ่ง หรือหลายคน หรือผู้จัดการทำการแทนตามความในระเบียบว่าด้วยคณะกรรมการดำเนินการ ก็ให้เป็นไปตามที่มอบหมายนั้น" และวรรคสองกำหนดไว้ว่า "การลงลายมือชื่อแทนสหกรณ์ตามความในวรรคแรกต้องประทับตราของสหกรณ์ไว้ด้วย" เมื่อการฟ้องคดีนี้ปรากฏว่าคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ได้มอบอำนาจให้นางสาวชนกานต์ดำเนินคดีแทน ในการฟ้องคดีอาญานั้น โจทก์ย่อมมีภาระการพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าอำนาจฟ้องของโจทก์เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ที่โจทก์นำสืบมานี้ โจทก์ไม่อาจนำสืบให้ศาลเห็นได้โดยชัดแจ้งว่า คณะกรรมการดำเนินการมีอำนาจลงลายมือชื่อในนามของโจทก์ตามลำพังโดยมิต้องประทับตราของโจทก์มีผลผูกพันโจทก์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงตาม

6ทางพิจารณาปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ คงมีแต่คณะกรรมการดำเนินการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในนามของโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารโดยมิได้มีการประทับตราของโจทก์กำกับไว้เช่นนี้ จึงถือไม่ได้ว่า คณะกรรมการดำเนินการได้กระทำการโดยชอบในฐานะผู้แทนสหกรณ์โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคล มีผลเท่ากับโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ มอบอำนาจให้นางสาวชนกานต์ฟ้องคดีนี้ได้โดยชอบ นางสาวชนกานต์จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ได้ ส่วนที่นางสาวชนกานต์และนายจำรัสเบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า เหตุที่หนังสือมอบอำนาจไม่ได้ประทับตราของโจทก์นั้น เนื่องจากได้ออกตามมติของคณะกรรมการตามรายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจฉบับดังกล่าวจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 ก่อนที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการมีมติให้ฟ้องในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวไม่อาจรับฟังได้ ที่

7ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและ พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

8พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 544/2563สหกรณ์การเกษตร ช.โจทก์ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ. กับพวกจำเลย ป.วิ.อ. ม. 3, ม. 5 พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 51 ความผิดอาญาซึ่งกระทำต่อนิติบุคคล ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลมีอำนาจเป็นโจทก์หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 และมาตรา 5 สำหรับโจทก์ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 51 บัญญัติให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้ ประกอบกับข้อบังคับของโจทก์ระบุให้คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์มีอำนาจหน้าที่ให้ฟ้อง ต่อสู้ หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจการของสหกรณ์... ดังนี้ คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์จึงเป็นผู้แทนโจทก์ที่มีอำนาจฟ้องคดีด้วยตนเองหรือมอบหมายให้ผู้หนึ่งผู้ใดฟ้องคดีก็ได้ การกระทำในนามของโจทก์ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์ซึ่งระบุว่าการลงลายมือชื่อแทนสหกรณ์ตามความในวรรคแรกต้องประทับตราของสหกรณ์ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงตามหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ คงมีแต่คณะกรรมการดำเนินการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในนามของโจทก์ลงลายมือชื่อโดยมิได้มีการประทับตราของโจทก์กำกับไว้เช่นนี้ จึงถือไม่ได้ว่าคณะกรรมการดำเนินการได้กระทำการโดยชอบในฐานะผู้แทนสหกรณ์โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคล มีผลเท่ากับโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ ช. ฟ้องคดีนี้ได้โดยชอบ ช. จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์

9โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 91, 352, 353, 354 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ให้ประทับฟ้อง จำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

10โจทก์อุทธรณ์ขอให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 และที่ 8 ศาลอุทธรณ์ภาค 5

11พิพากษายืน จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 ที่ 7 และที่ 9 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 353 จำเลยที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 532 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์และฐานเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น การกระทำของจำเลยที่ 3 ที่ 7 และที่ 9 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น กระทำผิดต่อหน้าที่โดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 รวม 17 กระทง จำเลยที่ 5 รวม 16 กระทง จำเลยที่ 9 รวม 15 กระทง กระทงละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 คนละ 102 เดือน จำเลยที่ 5 รวม 96 เดือน จำเลยที่ 9 รวม 90 เดือน จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 อุทธรณ์

12ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มีคณะกรรมการดำเนินการซึ่งได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2558 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 จำนวน 15 คน โจทก์ฟ้องคดีนี้โดย ได้มอบอำนาจให้นางสาวชนกานต์ เป็นผู้ดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งเก้าร่วมกันยักยอกเงินโจทก์ ต่อมาในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 คณะกรรมการดำเนินการมีมติให้ฟ้องจำเลยทั้งเก้า

13มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นางสาวชนกานต์ ฟ้องคดีนี้โดยชอบหรือไม่ เห็นว่า ในกรณีความผิดอาญาซึ่งกระทำต่อนิติบุคคลนั้น ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลมีอำนาจเป็นโจทก์หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 และมาตรา 5 สำหรับโจทก์ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 นั้น มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้" ประกอบกับข้อบังคับของโจทก์ ข้อ 74 (24) ระบุให้คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์มีอำนาจหน้าที่ให้ฟ้อง ต่อสู้ หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจการของสหกรณ์ หรือประนีประนอมยอมความ หรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาชี้ขาด ดังนี้ คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์จึงเป็นผู้แทนโจทก์ที่มีอำนาจฟ้องคดีด้วยตนเองหรือมอบหมายให้ผู้หนึ่งผู้ใดฟ้องคดีแทนก็ได้ การกระทำในนามของโจทก์นั้นต้องปฏิบัติตามระเบียบสหกรณ์การเกษตรเชียงของ จำกัด ว่าด้วยการลงลายมือชื่อแทนสหกรณ์ พ.ศ.2547 หน้า 37 ข้อ 4 วรรคแรก ซึ่งกำหนดไว้ว่า "การลงลายมือชื่อแทนสหกรณ์ การลงลายมือชื่อเพื่อดำเนินกิจการของสหกรณ์และแทนสหกรณ์ในกิจการซึ่งสหกรณ์มีข้อผูกพันเกี่ยวกับบุคคลภายนอกให้ประธานกรรมการหรือรองประธานกรรมการเลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการ เหรัญญิก หรือผู้จัดการหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้จัดการ รวมสองคนเป็นผู้ลงชื่อแทนสหกรณ์ในเอกสารทั้งปวงได้ เว้นแต่คณะกรรมการดำเนินการจะได้มอบหมายให้กรรมการดำเนินการคนหนึ่ง หรือหลายคน หรือผู้จัดการทำการแทนตามความในระเบียบว่าด้วยคณะกรรมการดำเนินการ ก็ให้เป็นไปตามที่มอบหมายนั้น" และวรรคสองกำหนดไว้ว่า "การลงลายมือชื่อแทนสหกรณ์ตามความในวรรคแรกต้องประทับตราของสหกรณ์ไว้ด้วย" เมื่อการฟ้องคดีนี้ปรากฏว่าคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ได้มอบอำนาจให้นางสาวชนกานต์ดำเนินคดีแทน ในการฟ้องคดีอาญานั้น โจทก์ย่อมมีภาระการพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าอำนาจฟ้องของโจทก์เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ที่โจทก์นำสืบมานี้ โจทก์ไม่อาจนำสืบให้ศาลเห็นได้โดยชัดแจ้งว่า คณะกรรมการดำเนินการมีอำนาจลงลายมือชื่อในนามของโจทก์ตามลำพังโดยมิต้องประทับตราของโจทก์มีผลผูกพันโจทก์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงตาม

14ทางพิจารณาปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ คงมีแต่คณะกรรมการดำเนินการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในนามของโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารโดยมิได้มีการประทับตราของโจทก์กำกับไว้เช่นนี้ จึงถือไม่ได้ว่า คณะกรรมการดำเนินการได้กระทำการโดยชอบในฐานะผู้แทนสหกรณ์โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคล มีผลเท่ากับโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ มอบอำนาจให้นางสาวชนกานต์ฟ้องคดีนี้ได้โดยชอบ นางสาวชนกานต์จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ได้ ส่วนที่นางสาวชนกานต์และนายจำรัสเบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า เหตุที่หนังสือมอบอำนาจไม่ได้ประทับตราของโจทก์นั้น เนื่องจากได้ออกตามมติของคณะกรรมการตามรายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจฉบับดังกล่าวจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 ก่อนที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการมีมติให้ฟ้องในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวไม่อาจรับฟังได้ ที่

15ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและ พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

16พิพากษายืน (ภัทรศักดิ์ วรรณแสง-ชัยรัตน์ ศิลาลาย-อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล)ศาลจังหวัดเทิง - นายอภิราม จันทรจรัสศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายวีระชาติ กุลอัศยะศิริแหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาอ.2260/2562หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุคำพิพากษา:

17โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 91, 352, 353, 354 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ให้ประทับฟ้อง จำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

18โจทก์อุทธรณ์ขอให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 และที่ 8 ศาลอุทธรณ์ภาค 5

19พิพากษายืน จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 ที่ 7 และที่ 9 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 353 จำเลยที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 532 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์และฐานเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น การกระทำของจำเลยที่ 3 ที่ 7 และที่ 9 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น กระทำผิดต่อหน้าที่โดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 รวม 17 กระทง จำเลยที่ 5 รวม 16 กระทง จำเลยที่ 9 รวม 15 กระทง กระทงละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 คนละ 102 เดือน จำเลยที่ 5 รวม 96 เดือน จำเลยที่ 9 รวม 90 เดือน จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 อุทธรณ์

20ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มีคณะกรรมการดำเนินการซึ่งได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2558 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 จำนวน 15 คน โจทก์ฟ้องคดีนี้โดย ได้มอบอำนาจให้นางสาวชนกานต์ เป็นผู้ดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งเก้าร่วมกันยักยอกเงินโจทก์ ต่อมาในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 คณะกรรมการดำเนินการมีมติให้ฟ้องจำเลยทั้งเก้า

21มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นางสาวชนกานต์ ฟ้องคดีนี้โดยชอบหรือไม่ เห็นว่า ในกรณีความผิดอาญาซึ่งกระทำต่อนิติบุคคลนั้น ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลมีอำนาจเป็นโจทก์หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 และมาตรา 5 สำหรับโจทก์ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 นั้น มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้" ประกอบกับข้อบังคับของโจทก์ ข้อ 74 (24) ระบุให้คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์มีอำนาจหน้าที่ให้ฟ้อง ต่อสู้ หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจการของสหกรณ์ หรือประนีประนอมยอมความ หรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาชี้ขาด ดังนี้ คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์จึงเป็นผู้แทนโจทก์ที่มีอำนาจฟ้องคดีด้วยตนเองหรือมอบหมายให้ผู้หนึ่งผู้ใดฟ้องคดีแทนก็ได้ การกระทำในนามของโจทก์นั้นต้องปฏิบัติตามระเบียบสหกรณ์การเกษตรเชียงของ จำกัด ว่าด้วยการลงลายมือชื่อแทนสหกรณ์ พ.ศ.2547 หน้า 37 ข้อ 4 วรรคแรก ซึ่งกำหนดไว้ว่า "การลงลายมือชื่อแทนสหกรณ์ การลงลายมือชื่อเพื่อดำเนินกิจการของสหกรณ์และแทนสหกรณ์ในกิจการซึ่งสหกรณ์มีข้อผูกพันเกี่ยวกับบุคคลภายนอกให้ประธานกรรมการหรือรองประธานกรรมการเลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการ เหรัญญิก หรือผู้จัดการหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้จัดการ รวมสองคนเป็นผู้ลงชื่อแทนสหกรณ์ในเอกสารทั้งปวงได้ เว้นแต่คณะกรรมการดำเนินการจะได้มอบหมายให้กรรมการดำเนินการคนหนึ่ง หรือหลายคน หรือผู้จัดการทำการแทนตามความในระเบียบว่าด้วยคณะกรรมการดำเนินการ ก็ให้เป็นไปตามที่มอบหมายนั้น" และวรรคสองกำหนดไว้ว่า "การลงลายมือชื่อแทนสหกรณ์ตามความในวรรคแรกต้องประทับตราของสหกรณ์ไว้ด้วย" เมื่อการฟ้องคดีนี้ปรากฏว่าคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ได้มอบอำนาจให้นางสาวชนกานต์ดำเนินคดีแทน ในการฟ้องคดีอาญานั้น โจทก์ย่อมมีภาระการพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าอำนาจฟ้องของโจทก์เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ที่โจทก์นำสืบมานี้ โจทก์ไม่อาจนำสืบให้ศาลเห็นได้โดยชัดแจ้งว่า คณะกรรมการดำเนินการมีอำนาจลงลายมือชื่อในนามของโจทก์ตามลำพังโดยมิต้องประทับตราของโจทก์มีผลผูกพันโจทก์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงตาม

22ทางพิจารณาปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ คงมีแต่คณะกรรมการดำเนินการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในนามของโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารโดยมิได้มีการประทับตราของโจทก์กำกับไว้เช่นนี้ จึงถือไม่ได้ว่า คณะกรรมการดำเนินการได้กระทำการโดยชอบในฐานะผู้แทนสหกรณ์โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคล มีผลเท่ากับโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ มอบอำนาจให้นางสาวชนกานต์ฟ้องคดีนี้ได้โดยชอบ นางสาวชนกานต์จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ได้ ส่วนที่นางสาวชนกานต์และนายจำรัสเบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า เหตุที่หนังสือมอบอำนาจไม่ได้ประทับตราของโจทก์นั้น เนื่องจากได้ออกตามมติของคณะกรรมการตามรายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจฉบับดังกล่าวจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 ก่อนที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการมีมติให้ฟ้องในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวไม่อาจรับฟังได้ ที่

23ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและ พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

24พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 544/2563สหกรณ์การเกษตร ช.โจทก์ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ. กับพวกจำเลย ป.วิ.อ. ม. 3, ม. 5 พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 51 ความผิดอาญาซึ่งกระทำต่อนิติบุคคล ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลมีอำนาจเป็นโจทก์หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 และมาตรา 5 สำหรับโจทก์ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 51 บัญญัติให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้ ประกอบกับข้อบังคับของโจทก์ระบุให้คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์มีอำนาจหน้าที่ให้ฟ้อง ต่อสู้ หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจการของสหกรณ์... ดังนี้ คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์จึงเป็นผู้แทนโจทก์ที่มีอำนาจฟ้องคดีด้วยตนเองหรือมอบหมายให้ผู้หนึ่งผู้ใดฟ้องคดีก็ได้ การกระทำในนามของโจทก์ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์ซึ่งระบุว่าการลงลายมือชื่อแทนสหกรณ์ตามความในวรรคแรกต้องประทับตราของสหกรณ์ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงตามหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ คงมีแต่คณะกรรมการดำเนินการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในนามของโจทก์ลงลายมือชื่อโดยมิได้มีการประทับตราของโจทก์กำกับไว้เช่นนี้ จึงถือไม่ได้ว่าคณะกรรมการดำเนินการได้กระทำการโดยชอบในฐานะผู้แทนสหกรณ์โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคล มีผลเท่ากับโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ ช. ฟ้องคดีนี้ได้โดยชอบ ช. จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์

25โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 91, 352, 353, 354 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ให้ประทับฟ้อง จำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

26โจทก์อุทธรณ์ขอให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 และที่ 8 ศาลอุทธรณ์ภาค 5

27พิพากษายืน จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 ที่ 7 และที่ 9 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 353 จำเลยที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 532 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์และฐานเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น การกระทำของจำเลยที่ 3 ที่ 7 และที่ 9 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น กระทำผิดต่อหน้าที่โดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 รวม 17 กระทง จำเลยที่ 5 รวม 16 กระทง จำเลยที่ 9 รวม 15 กระทง กระทงละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 คนละ 102 เดือน จำเลยที่ 5 รวม 96 เดือน จำเลยที่ 9 รวม 90 เดือน จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 อุทธรณ์

28ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มีคณะกรรมการดำเนินการซึ่งได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2558 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 จำนวน 15 คน โจทก์ฟ้องคดีนี้โดย ได้มอบอำนาจให้นางสาวชนกานต์ เป็นผู้ดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งเก้าร่วมกันยักยอกเงินโจทก์ ต่อมาในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 คณะกรรมการดำเนินการมีมติให้ฟ้องจำเลยทั้งเก้า

29มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นางสาวชนกานต์ ฟ้องคดีนี้โดยชอบหรือไม่ เห็นว่า ในกรณีความผิดอาญาซึ่งกระทำต่อนิติบุคคลนั้น ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลมีอำนาจเป็นโจทก์หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 และมาตรา 5 สำหรับโจทก์ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 นั้น มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้" ประกอบกับข้อบังคับของโจทก์ ข้อ 74 (24) ระบุให้คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์มีอำนาจหน้าที่ให้ฟ้อง ต่อสู้ หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจการของสหกรณ์ หรือประนีประนอมยอมความ หรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาชี้ขาด ดังนี้ คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์จึงเป็นผู้แทนโจทก์ที่มีอำนาจฟ้องคดีด้วยตนเองหรือมอบหมายให้ผู้หนึ่งผู้ใดฟ้องคดีแทนก็ได้ การกระทำในนามของโจทก์นั้นต้องปฏิบัติตามระเบียบสหกรณ์การเกษตรเชียงของ จำกัด ว่าด้วยการลงลายมือชื่อแทนสหกรณ์ พ.ศ.2547 หน้า 37 ข้อ 4 วรรคแรก ซึ่งกำหนดไว้ว่า "การลงลายมือชื่อแทนสหกรณ์ การลงลายมือชื่อเพื่อดำเนินกิจการของสหกรณ์และแทนสหกรณ์ในกิจการซึ่งสหกรณ์มีข้อผูกพันเกี่ยวกับบุคคลภายนอกให้ประธานกรรมการหรือรองประธานกรรมการเลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการ เหรัญญิก หรือผู้จัดการหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้จัดการ รวมสองคนเป็นผู้ลงชื่อแทนสหกรณ์ในเอกสารทั้งปวงได้ เว้นแต่คณะกรรมการดำเนินการจะได้มอบหมายให้กรรมการดำเนินการคนหนึ่ง หรือหลายคน หรือผู้จัดการทำการแทนตามความในระเบียบว่าด้วยคณะกรรมการดำเนินการ ก็ให้เป็นไปตามที่มอบหมายนั้น" และวรรคสองกำหนดไว้ว่า "การลงลายมือชื่อแทนสหกรณ์ตามความในวรรคแรกต้องประทับตราของสหกรณ์ไว้ด้วย" เมื่อการฟ้องคดีนี้ปรากฏว่าคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ได้มอบอำนาจให้นางสาวชนกานต์ดำเนินคดีแทน ในการฟ้องคดีอาญานั้น โจทก์ย่อมมีภาระการพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าอำนาจฟ้องของโจทก์เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ที่โจทก์นำสืบมานี้ โจทก์ไม่อาจนำสืบให้ศาลเห็นได้โดยชัดแจ้งว่า คณะกรรมการดำเนินการมีอำนาจลงลายมือชื่อในนามของโจทก์ตามลำพังโดยมิต้องประทับตราของโจทก์มีผลผูกพันโจทก์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงตาม

30ทางพิจารณาปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ คงมีแต่คณะกรรมการดำเนินการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในนามของโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารโดยมิได้มีการประทับตราของโจทก์กำกับไว้เช่นนี้ จึงถือไม่ได้ว่า คณะกรรมการดำเนินการได้กระทำการโดยชอบในฐานะผู้แทนสหกรณ์โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคล มีผลเท่ากับโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ มอบอำนาจให้นางสาวชนกานต์ฟ้องคดีนี้ได้โดยชอบ นางสาวชนกานต์จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ได้ ส่วนที่นางสาวชนกานต์และนายจำรัสเบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า เหตุที่หนังสือมอบอำนาจไม่ได้ประทับตราของโจทก์นั้น เนื่องจากได้ออกตามมติของคณะกรรมการตามรายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจฉบับดังกล่าวจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 ก่อนที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการมีมติให้ฟ้องในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวไม่อาจรับฟังได้ ที่

31ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและ พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

32พิพากษายืน

(ภัทรศักดิ์ วรรณแสง - ชัยรัตน์ ศิลาลาย - อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.อ. มาตรา 3, พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 51, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 84, ป.อ. มาตรา 86, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 352, ป.อ. มาตรา 353, ป.อ. มาตรา 354, ป.อ. มาตรา 532, ป.อ. มาตรา 90

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก thai-legal-corpus (CC-BY-4.0) ← deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ