คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1766-1767/2562 ย่อ (หลักกฎหมาย) ขณะที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 8 กับพวก เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2542 ซึ่งขณะนั้น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ยังไม่มีผลใช้บังคับ แต่จะมีผลใช้บังคับในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 การร้องทุกข์กล่าวโทษดังกล่าวจึงไม่อยู่ในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 43 ประกอบมาตรา 84 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และไม่มีมาตราใดของบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้พนักงานสอบสวนซึ่งรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษไว้ก่อนต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ในระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวนดังกล่าว ม. ยื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือ กล่าวหาจำเลยที่ 1 กับพวก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 ภายหลังจากที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับแล้ว การที่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนไปให้พนักงานอัยการ และพนักงานอัยการส่งสำนวนการสอบสวนคืนพนักงานสอบสวนเพื่อให้ส่งไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. อันเป็นการปฏิบัติตามระเบียบการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 ข้อ 60 เมื่อพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. รับสำนวนการสอบสวนกับการไต่สวนข้อเท็จจริงตามที่ ม. ยื่นคำกล่าวหาไว้ ซึ่งในขณะที่ ม. ยื่นคำกล่าวหานั้นจำเลยที่ 4 ยังดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 19, 43, 84 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 ส่วนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนที่ทำการสอบสวนจำเลยที่ 8 ในคดีนี้แล้วต่อมาได้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ไม่มีผลทำให้การสอบสวนและการฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 8 คำพิพากษา คดีสองสำนวนนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ อ.1505/2558 และคดีหมายเลขแดงที่ อ.1507/2558 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 1505/2558 ว่า จำเลยที่ 5 เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 สำนวนคดีหมายเลขแดงที่ อ.1507/2558 ว่า จำเลยที่ 6 และที่ 7 ตามลำดับ ส่วนคดีสองสำนวนนี้ให้เรียกจำเลยในสำนวนที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในสำนวนที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ตามลำดับ แต่คดีหมายเลขแดงที่ 1505/2558 และคดีหมายเลขแดงที่ 1507/2558 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสำนวนนี้ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องทั้งสี่สำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 149, 151 และ 157 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอื่น จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149, 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 8 ปี การกระทำของจำเลยที่ 8 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 โจทก์ จำเลยที่ 4 และที่ 8 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละ 5 ปี จำคุกจำเลยที่ 8 มีกำหนด 7 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 8 ฎีกา จำเลยที่ 4 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ราคาที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่กรุงเทพมหานครจัดซื้อไม่ได้มีราคาแพงกว่าราคาท้องตลาด ที่ดินที่จัดซื้อไม่ใช่ที่ดินที่ไม่มีทางเข้าออก วิธีการจัดซื้อและการยืมเงินสะสมกรุงเทพมหานครมาชำระค่าที่ดินปฏิบัติถูกต้องตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร แล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 8 มีความผิดตามประมลลกฎหมายอาญา มาตรา 149, 157 ประกอบมาตรา 83 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149, 157 โดยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งเรื่องการจัดซื้อที่ดินพิพาทว่าไม่ชอบตามฟ้อง และไม่ได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ปัญหาเรื่องการจัดซื้อที่ดินพิพาทของกรุงเทพมหานคร และคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 8 ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 8 หรือไม่ เห็นว่า ในขณะที่พันตำรวจโทกิตติธร ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 8 กับพวกฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น และฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2542 ซึ่งในขณะนั้นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ยังไม่มีผลใช้บังคับ แต่จะมีผลใช้บังคับในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 การร้องทุกข์กล่าวโทษดังกล่าวจึงไม่อยู่ในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 43 ประกอบมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และไม่มีมาตราใดของบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้พนักงานสอบสวนซึ่งรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษไว้ก่อนนั้นต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าในระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวนดังกล่าวมีนายมณฑล ยื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือกล่าวหาจำเลยที่ 1 กับพวกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับแล้ว ดังนี้ การที่พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปให้พนักงานอัยการ และพนักงานอัยการส่งสำนวนการสอบสวนคืนพนักงานสอบสวนเพื่อให้ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. อันเป็นการปฏิบัติตามระเบียบการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 ข้อ 60 เมื่อพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. รับสำนวนการสอบสวนกับการไต่สวนข้อเท็จจริงตามที่นายมณฑลได้ยื่นคำกล่าวหาไว้เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 ซึ่งในขณะที่นายมณฑลยื่นคำกล่าวหานั้นจำเลยที่ 4 ยังดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 19, 43, 84 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 ส่วนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนที่ทำการสอบสวนจำเลยที่ 8 ในคดีนี้แล้วต่อมาได้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ไม่มีผลทำให้การสอบสวนและการฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 8 ฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 8 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 8 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 8 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ และจำเลยที่ 1 กับที่ 8 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 8 ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเขตบางซื่อ ได้รับมอบหมายหน้าที่จากกรุงเทพมหานคร ให้จัดหาที่ดินเพื่อใช้เป็นที่จอดรถของกรุงเทพมหานคร และเป็นผู้เสนอให้จัดซื้อที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 มาตรา 91 บัญญัติให้เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่จำเลยที่ 4 ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการพิจารณาความเหมาะสมในการจัดซื้อ เช่า ที่ดินและอาคารเพื่อประโยชน์ของราชการกรุงเทพมหานคร (กซช.) และคณะกรรมการตรวจสอบที่ดินหรืออาคารซึ่งกรุงเทพมหานครจัดซื้อหรือเช่าเพื่อประโยชน์ของราชการกรุงเทพมหานคร (ตซช.) มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาความเหมาะสมในการจัดซื้อที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 8 มาโดยตลอด จนกระทั่งคณะกรรมการ กซช. มีมติเห็นชอบให้จัดซื้อที่ดินพิพาทตามข้อเสนอของคณะกรรมการ ตซช. จำเลยที่ 4 ในฐานะเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครย่อมต้องมีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการจัดซื้อที่ดินพิพาทดังกล่าวให้รอบคอบก่อนนำเสนอผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป นอกจากนี้ จำเลยที่ 4 ยังเป็นคณะผู้บริหารของกรุงเทพมหานครที่ได้เข้าร่วมประชุมแล้วมีมติให้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินพิพาทโดยวิธีการพิเศษ และต่อมาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้อนุมัติแต่งตั้งจำเลยที่ 8 เป็นคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นสถานที่จอดรถสำหรับเขตชั้นใน โดยวิธีพิเศษ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ได้มีการเรียกนายสุพจน์ผู้เสนอขายที่ดินพิพาทมาต่อรองราคาลงอีกด้วย จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 8 เป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อที่ดินพิพาทรายนี้ และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านเป็นประการอื่นว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2540 นายสุพจน์ได้รับเช็คค่าที่ดินพิพาทจากกรุงเทพมหานคร แล้วนายสุพจน์ซื้อแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน 10,000,000 บาท สั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ 8 และในวันที่ 17 กันยายน 2540 นายสุพจน์ซื้อแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับ จำนวนเงินรวม 8,250,000 บาท สั่งจ่ายให้แก่นายชูศักดิ์ ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2540 นายชูศักดิ์นำแคชเชียร์เช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวไปเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ในนามของตนเองที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขานนทบุรี จากนั้นถอนเงินจำนวน 8,000,000 บาท แล้วซื้อแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ 8 วันที่ 25 กันยายน 2540 จำเลยที่ 8 นำแคชเชียร์เช็คที่ได้รับจากนายชูศักดิ์ไปเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ในนามของตนเองที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขานนทบุรี แล้วถอนเงิน 3,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2540 จำเลยที่ 8 นำแคชเชียร์เช็คที่รับจากนายสุพจน์จำนวน 10,000,000 บาท ฝากเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดังกล่าว และในวันเดียวกันจำเลยที่ 8 ถอนเงิน 2 ครั้ง ครั้งละ 5,000,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 10,000,000 บาท ครั้นวันที่ 30 กันยายน 2540 จำเลยที่ 8 ถอนเงินจำนวน 3,000,000 บาท แล้วซื้อแคชเชียร์เช็ค 4 ฉบับ จำนวนเงิน 1,000,000 บาท 2 ฉบับ และจำนวนเงิน 500,000 บาท อีก 2 ฉบับ โดยสั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ 4 ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2540 จำเลยที่ 8 เปลี่ยนผู้รับเงินตามแคชเชียร์เช็คทั้งสี่ฉบับดังกล่าวจากจำเลยที่ 4 เป็นนายวศิน และในวันเดียวกันนายวศินนำแคชเชียร์เช็คทั้งสี่ฉบับไปฝากเข้าบัญชีกระแสรายวันของตนเองที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาบางกระบือ และในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 มีเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 4 ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขานนทบุรี จำนวน 1,000,000 บาท และในวันเดียวกันนั้นมีเงินฝากเข้าบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) สาขาสาทร จำนวน 5,000,000 บาท และที่ธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลม จำนวน 5,000,000 บาท ที่จำเลยที่ 8 ฎีกาเรื่องการได้รับเงินจำนวน 18,000,000 บาท จากนายสุพจน์และนายชูศักดิ์ว่า นายชูศักดิ์นำเงินจำนวน 18,000,000 บาท ดังกล่าวมามอบให้จำเลยที่ 8 เพื่อเป็นค่ามัดจำที่ดิน แต่ภายหลังมาทราบว่าที่ดินที่จะซื้อไม่มีทางเข้าออก นายชูศักดิ์ไม่ประสงค์จะซื้อจึงขอเงินมัดจำคืน ซึ่งจำเลยที่ 8 ได้ทยอยคืนให้นายชูศักดิ์ไปจนครบถ้วนแล้วนั้น เห็นว่า ในชั้นสืบพยานจำเลยที่ 8 ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบยืนยันให้รับฟังได้ตามที่กล่าวอ้าง ประกอบกับเงินมัดจำที่รับไว้มีจำนวนสูงถึง 18,000,000 บาท หากมีการทยอยคืนจริงย่อมต้องมีพยานหลักฐานมาสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยที่ 8 ลำพังเพียงคำเบิกความของจำเลยที่ 8 จึงเป็นการกล่าวอ้างอย่างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 8 ร่วมกับพวกเรียกรับเงินจากนายสุพจน์เป็นการตอบแทนที่จำเลยที่ 8 กับพวกช่วยกันดำเนินการในหน้าที่ของตนจนเป็นผลให้กรุงเทพมหานครจัดซื้อที่ดินพิพาทจากนายสุพจน์ จำเลยที่ 8 จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และที่จำเลยที่ 8 ฎีกาว่า จำเลยที่ 8 ไม่มีเจตนาปกปิดข้อเท็จจริงและช่วยเหลือให้ผู้ขายไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เพราะจำเลยที่ 8 เชื่อโดยสุจริตว่าเมื่อมีการยกสิ่งปลูกสร้างให้กรุงเทพมหานครแล้วจึงไม่ต้องแจ้งนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 8 ทราบมาโดยตลอดว่าที่ดินพิพาทมีสิ่งปลูกสร้างอยู่ด้วย แม้ผู้ขายจะยกสิ่งปลูกสร้างให้กรุงเทพมหานคร แต่จำเลยที่ 8 ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากกรุงเทพมหานครให้ไปดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินย่อมต้องมีหน้าที่แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินไปตามความเป็นจริงว่าที่ดินที่รับโอนมีสิ่งปลูกสร้าง การที่จำเลยที่ 8 แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าไม่มีสิ่งปลูกสร้าง จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 8 มีเจตนาปกปิดข้อความจริงเพื่อช่วยเหลือให้ผู้ขายไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายที่ดินและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในส่วนของสิ่งปลูกสร้าง การกระทำของจำเลยที่ 8 จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อีกบทหนึ่ง ในส่วนของจำเลยที่ 4 ที่ฎีกาเรื่องเงินจำนวน 3,000,000 บาท ตามแคชเชียร์เช็ค 4 ฉบับ ที่จำเลยที่ 8 สั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ 4 แล้วเปลี่ยนเป็นสั่งจ่ายให้แก่นายวศิน เห็นว่า แม้ในขณะเกิดเหตุนางอุไรวรรณ พยานโจทก์ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการคลัง สำนักงานเขตบางซื่อเป็นลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 8 โดยตรง แต่นางอุไรวรรณก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 4 ถามค้านว่า ไม่รู้จักหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการทำงานกับจำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 4 ในฐานะเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่อาจให้คุณให้โทษ ส่วนนายวศินพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเป็นนักศึกษาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ร่วมรุ่นกับจำเลยที่ 4 และนายชูศิลป์ แม้นายวศินกับนายชูศิลป์จะเป็นพยานคู่รู้เห็นเหตุการณ์ในคราวเดียวกัน แต่ก็ไม่มีบทกฎหมายบัญญัติบังคับให้โจทก์ต้องนำพยานคู่มาเบิกความในคราวเดียวกันอันเป็นข้อห้ามไม่ให้รับฟังเป็นข้อพิจารณาของศาลแต่ประการใด ซึ่งจำเลยที่ 4 ก็ได้อ้างและนำนายชูศิลป์มาเบิกความเป็นพยาน ศาลย่อมนำคำเบิกความของนายวศินในฐานะพยานโจทก์และนายชูศิลป์ในฐานะพยานจำเลยที่ 4 ไปพิเคราะห์เทียบเคียงให้เห็นเท็จและจริงได้ จำเลยที่ 4 จึงไม่ได้เสียเปรียบในเชิงคดีแต่อย่างใด เมื่อพิจารณาสถานภาพของนายวศินในฐานะสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตบางซื่อ ที่ได้เข้าร่วมประชุมสภากรุงเทพมหานคร และร่วมอภิปรายแล้วลงมติเห็นชอบให้กรุงเทพมหานครยืมเงินสะสมจำนวน 270,000,000 บาท ให้สำนักงานเขตบางซื่อเป็นค่าจัดซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายวศินรู้จักหรือมีความสัมพันธ์กับนายสุพจน์ผู้เสนอขายที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 8 เป็นพิเศษอื่นใด กรณีจึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่านางอุไรวรรณกับนายวศินพยานโจทก์ทั้งสองจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 4 ให้ต้องรับโทษโดยปราศจากมูลความจริง นอกจากนี้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวยังสอดคล้องเชื่อมโยงกับเอกสารตามที่ปรากฏในหมาย จ.79 คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองจึงไม่เป็นพิรุธและไม่ได้คาดเดาเหตุการณ์เอาเองตามที่จำเลยที่ 4 กล่าวอ้างมาในฎีกา พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าเงินจำนวน 3,000,000 บาท เป็นเงินส่วนหนึ่งที่จำเลยที่ 4 ได้รับมาจากจำเลยที่ 8 ผ่านนายวศินและนายชูศิลป์ โดยจำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 8 เรียกรับเงินจากนายสุพจน์เป็นการตอบแทนที่จำเลยที่ 4 กับพวกช่วยกันดำเนินการในหน้าที่ของตนจนเป็นผลให้กรุงเทพมหานครจัดซื้อที่ดินพิพาทจากนายสุพจน์ จำเลยที่ 4 จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 8 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ฎีกาว่า เงินจำนวน 10,000,000 บาท ที่ฝากเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 จำนวน 2 บัญชี บัญชีละ 5,000,000 บาท เป็นเงินของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เป็นเงินที่ได้รับมาจากจำเลยที่ 8 ซึ่งได้รับมาจากนายสุพจน์อีกทอดหนึ่งนั้น เห็นว่า แม้สำเนาแบบแสดงรายการสินทรัพย์และหนี้สินของปี 2539 ที่จำเลยที่ 1 ยื่นต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2539 หลังจากจำเลยที่ 1 เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2539 จะเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 จัดทำขึ้นเอง แต่ก็ปรากฏหลักฐานว่ามีผู้รับแบบแสดงรายการสินทรัพย์และหนี้สินฉบับดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2539 เวลา 15 นาฬิกา พร้อมกับลายมือชื่อของผู้รับจึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ได้ยื่นแบบแสดงรายการสินทรัพย์และหนี้สินของปี 2539 จริง และเมื่อจำเลยที่ 1 แสดงรายการสินทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 13,000,000 บาท ไว้ในแบบแสดงรายการสินทรัพย์และหนี้สินดังกล่าวด้วย โจทก์จึงต้องมีหน้าที่นำสืบเพื่อพิสูจน์ว่าเงินจำนวน 10,000,000 บาท ที่ฝากเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ทั้งสองบัญชีเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ได้รับมาจากจำเลยที่ 8 ซึ่งได้รับมาจากนายสุพจน์อีกทอดหนึ่ง โดยจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 4 และที่ 8 เรียกรับจากนายสุพจน์เป็นการตอบแทนที่จำเลยที่ 1 กับพวกช่วยกันดำเนินการในหน้าที่ของตนจนเป็นผลให้กรุงเทพมหานครจัดซื้อที่ดินพิพาทจากนายสุพจน์ แต่โจทก์คงมีเพียงนายสุรินทร์มาเบิกความเป็นพยานเพียงปากเดียวว่า เงินจำนวน 10,000,000 บาท ที่นำเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 น่าจะเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อที่ดินพิพาทของนายสุพจน์ ซึ่งเป็นความเชื่อหรือความรู้สึกของพยานปากนี้ โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบเชื่อมโยงให้เห็นว่าเงินจำนวน 10,000,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีของตนเป็นเงินที่มาจากนายสุพจน์ กรณีจึงอาจเป็นไปตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ก็ได้ว่าเงินที่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ทั้งสองบัญชี รวมจำนวน 10,000,000 บาท เป็นเงินของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่แต่เดิม ตามที่ได้ระบุไว้ในแบบแสดงรายการสินทรัพย์และหนี้สินของปี 2539 พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาคงฟังได้เพียงว่าเส้นทางการเงินที่นายสุพจน์จ่ายให้จำเลยที่ 8 รวม 18,000,000 บาท จำเลยที่ 8 ได้ทยอยถอนเงินสดออกมาทั้งหมด ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2540 เท่านั้น หลังจากนั้นไม่ปรากฏเส้นทางเดินของเงินดังกล่าว กรณีจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 4 และที่ 8 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 8 ข้อสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 8 มานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว และเมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 8 มีกำหนด 7 ปี กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 8 ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ฎีกาของจำเลยที่ 8 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ องค์คณะ: สมจิตร์ ทองศรี - ธนาพนธ์ ชวรุ่ง - วันชัย ศศิโรจน์ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 19, พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 43, พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 84, พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 19, พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 43, พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 84, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 149, ป.อ. มาตรา 151, ป.อ. มาตรา 157, ป.อ. มาตรา 90, พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 91, ป.วิ.อ. มาตรา 227, ป.อ. มาตรา 56 แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา