คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2426/2550

สำนักวิชาการ

ย่อ

1โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความใด ๆ และไม่มีบุคคลใดลงลายมือชื่อเป็นพยาน ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจ แล้วจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ปลอมหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 กรอกข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจจำนองที่ดินตลอดจนให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ลงลายมือชื่อเป็นพยานและรับรองว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ต่อมาจำเลยทั้งหกร่วมกันใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินแทน เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อ จึงจดข้อความอันเป็นเท็จตามคำบอกกล่าวของจำเลยทั้งหกลงในสัญญาจำนองอันเป็นเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้ระบุชัดแล้วว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยอื่นปลอมหนังสือมอบอำนาจและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าว กับแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการแล้ว จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องให้ละเอียดว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนรู้เห็นและหรือกระทำการใด ๆ ร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วยวิธีใด อย่างใด ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่จะนำสืบในชั้นพิจารณาได้ จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุก แม้ฎีกาของจำเลยที่ 2 จะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายมาด้วย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยกำหนดโทษจำเลยที่ 2 ให้เหมาะสมกับความผิดได้ โดยเห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้บรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นจนโจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยที่ 2 อีก เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 2 เพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป เมื่อจำเลยที่ 2 ฎีกา ส่วนจำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาแต่การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจ

2พิพากษาแก้โทษตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันคือ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2537 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของโจทก์ 2 แปลง โดยบอกโจทก์ว่าจะนำที่ดินดังกล่าวไปจัดสรรแบ่งออกเป็นแปลงย่อยเพื่อเลี่ยงภาษี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้นำหนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความใด ๆ และไม่มีบุคคลใดลงลายมือชื่อเป็นพยานให้โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจและจำเลยที่ 1 ยังให้โจทก์ลงลายมือชื่อในกระดาษอีก 2 แผ่น ซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความเพื่อนำไปให้เจ้าพนักงานที่ดินแบ่งแยกที่ดิน ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1 เพื่อที่จะให้โจทก์หลงเชื่อจึงไปขอร้องให้ ส. สารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ บันทึกเป็นหลักฐานไว้ว่า จำเลยที่ 1 จะนำเอาโฉนดที่ดินที่ทำการแบ่งแยกทุกฉบับไปมอบให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2538 โดยจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นเป็นพยาน เมื่อครบกำหนดจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2539 โจทก์ให้สามีไปตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาสันป่าตอง พบว่าจำเลยที่ 1 มิได้ขอแบ่งแยกที่ดิน แต่เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2537 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ปลอมหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 กรอกข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวข้างบนนี้เป็นจำนวนเงิน 6,000,000 บาท ตลอดจนให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ลงลายมือชื่อเป็นพยานและรับรองว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 16 กันยายน 2537 ต่อหน้าพยานอันเป็นเท็จ ต่อมาจำเลยทั้งหกร่วมกันใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดเชียงใหม่ สาขาสันป่าตอง ว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินแทนจำเลยที่ 5 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 จดทะเบียนรับจำนองที่ดินแทน เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่หลงเชื่อ จึงจดข้อความอันเป็นเท็จตามคำบอกกล่าวของจำเลยทั้งหกลงในสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 36118 ตำบลยุหว่า อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 267, 268, 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 4 หลบหนี ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 จากสารบบความ

2ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง, 267, 268 (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264) การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 267 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน สำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ให้ยกฟ้อง โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

3ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา

4ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนรู้เห็นและหรือกระทำการใด ๆ ร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วยวิธีการอย่างใด ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอมกับแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำหนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความใด ๆ และไม่มีบุคคลใดลงลายมือชื่อเป็นพยาน ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2537 จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ปลอมหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 กรอกข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจจำนองที่ดินเป็นจำนวนเงิน 6,000,000 บาท ตลอดจนให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ลงลายมือชื่อเป็นพยานและรับรองว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ต่อมาจำเลยทั้งหกร่วมกันใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาสันป่าตอง ว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินแทนและจำเลยที่ 5 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 จดทะเบียนรับจำนองที่ดินแทน เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่หลงเชื่อ จึงจดข้อความอันเป็นเท็จตามคำบอกกล่าวของจำเลยทั้งหก ลงในสัญญาจำนองอันเป็นเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้ระบุชัดแล้วว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยอื่นปลอมหนังสือมอบอำนาจและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าว กับแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการแล้ว จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องให้ละเอียดว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนรู้เห็นและหรือกระทำการใด ๆ ร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วยวิธีใด อย่างใด ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่จะนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น แม้ฎีกาของจำเลยที่ 2 จะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายมาด้วย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยกำหนดโทษจำเลยที่ 2 ให้เหมาะสมกับความผิดได้ เห็นว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินไปชำระให้แก่จำเลยที่ 5 เพื่อปลดจำนองที่ดินและส่งมอบโฉนดที่ดินคืนโจทก์แล้ว และโจทก์ไม่ประสงค์ดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอถอนฟ้องตามคำร้องลงวันที่ 25 กันยายน 2546 และวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547 แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้บรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นจนโจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยที่ 2 อีก เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 2 สักครั้งหนึ่งเพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 2 และสังคมโดยส่วนรวมมากกว่าที่จะจำคุกจำเลยที่ 2 ไปเสียทีเดียว เมื่อจำเลยที่ 2 ฎีกา ส่วนจำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา แต่การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจ

5พิพากษาแก้โทษตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และเพื่อให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 หลาบจำกับป้องกันมิให้กระทำความผิดอีกเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกสถานหนึ่ง และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้ด้วย"

6พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษานี้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟัง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลา 2 ปี กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

(ชัช ชลวร - วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์ - บวร กุลทนันทน์)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.อ. มาตรา 158, ป.วิ.อ. มาตรา 218, ป.วิ.อ. มาตรา 213, ป.อ. มาตรา 264, ป.อ. มาตรา 265, ป.อ. มาตรา 266, ป.อ. มาตรา 267, ป.อ. มาตรา 268, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 90, ป.อ. มาตรา 78, ป.อ. มาตรา 56, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ