คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8653/2547 ย่อ (หลักกฎหมาย) คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง เมื่อข้อหาความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่ข้อหาความผิดซึ่งกฎหมายบังคับให้ศาลฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เพราะมีโทษจำคุกขั้นต่ำ 1 ปี มิใช่โทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยมีเฮโรอีนอยู่ในกระบอกเข็มฉีดยาของกลางไว้ในครอบครองจริง แม้เฮโรอีนดังกล่าวจะมีปริมาณจำนวนเล็กน้อยไม่สามารถชั่งหรือคำนวณหนักได้ ก็ไม่มีกฎหมายยกเว้นว่าการมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในปริมาณดังกล่าวไม่เป็นความผิด จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองตามฟ้อง คำพิพากษา โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 58, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 และริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 58, 67, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี ฐานเสพมอร์ฟีน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเสพมอร์ฟีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมด้วยกระบอกเข็มฉีดยา 1 อัน ซึ่งมีคราบเฮโรอีนติดอยู่เป็นของกลาง โดยข้อหาความผิดฐานเสพมอร์ฟีนเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องเมื่อข้อหาความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่ข้อหาความผิดซึ่งกฎหมายบังคับให้ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เพราะมีโทษจำคุกขั้นต่ำ 1 ปี มิใช่โทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยมีเฮโรอีนอยู่ในกระบอกเข็มฉีดยาของกลางไว้ในครอบครองจริง แม้เฮโรอีนดังกล่าวจะมีปริมาณจำนวนเล็กน้อยไม่สามารถชั่งหรือคำนวณน้ำหนักได้ ก็หามีกฎหมายยกเว้นว่าการมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในปริมาณดังกล่าวไม่เป็นความผิดไม่ ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยคดีในเรื่องนี้เป็นบรรทัดฐานไว้หลายเรื่องแล้วตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 2163/2530 ระหว่างพนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายธนัญจำเลยและคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 2491/2531 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์ นายวินัยจำเลย ดังนั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอบตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 มาตรา 19 และมาตรา 26 ยกเลิกความในมาตรา 15 มาตรา 67 และมาตรา 91 แห่งพระราชาบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน และเงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษตามมาตรา 67 นั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด สำหรับความผิดฐานเสพมอร์ฟีนนั้น บทกำหนดโทษตามมาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดเช่นกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 57, 67 (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี อีกกระทงหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว จำคุก 6 เดือน รวมกับโทษฐานเสพมอร์ฟีนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีก 3 เดือน เป็นจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8653/2547พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุดโจทก์นายวรกร ทองอุไรหรือทองอุลัยจำเลย ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง, ม. 67คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง เมื่อข้อหาความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่ข้อหาความผิดซึ่งกฎหมายบังคับให้ศาลฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เพราะมีโทษจำคุกขั้นต่ำ 1 ปี มิใช่โทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยมีเฮโรอีนอยู่ในกระบอกเข็มฉีดยาของกลางไว้ในครอบครองจริง แม้เฮโรอีนดังกล่าวจะมีปริมาณจำนวนเล็กน้อยไม่สามารถชั่งหรือคำนวณหนักได้ ก็ไม่มีกฎหมายยกเว้นว่าการมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในปริมาณดังกล่าวไม่เป็นความผิด จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองตามฟ้องโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 58, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 และริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 58, 67, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี ฐานเสพมอร์ฟีน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเสพมอร์ฟีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมด้วยกระบอกเข็มฉีดยา 1 อัน ซึ่งมีคราบเฮโรอีนติดอยู่เป็นของกลาง โดยข้อหาความผิดฐานเสพมอร์ฟีนเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องเมื่อข้อหาความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่ข้อหาความผิดซึ่งกฎหมายบังคับให้ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เพราะมีโทษจำคุกขั้นต่ำ 1 ปี มิใช่โทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยมีเฮโรอีนอยู่ในกระบอกเข็มฉีดยาของกลางไว้ในครอบครองจริง แม้เฮโรอีนดังกล่าวจะมีปริมาณจำนวนเล็กน้อยไม่สามารถชั่งหรือคำนวณน้ำหนักได้ ก็หามีกฎหมายยกเว้นว่าการมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในปริมาณดังกล่าวไม่เป็นความผิดไม่ ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยคดีในเรื่องนี้เป็นบรรทัดฐานไว้หลายเรื่องแล้วตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 2163/2530 ระหว่างพนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายธนัญจำเลยและคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 2491/2531 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์ นายวินัยจำเลย ดังนั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอบตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 มาตรา 19 และมาตรา 26 ยกเลิกความในมาตรา 15 มาตรา 67 และมาตรา 91 แห่งพระราชาบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน และเงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษตามมาตรา 67 นั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด สำหรับความผิดฐานเสพมอร์ฟีนนั้น บทกำหนดโทษตามมาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดเช่นกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 57, 67 (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี อีกกระทงหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว จำคุก 6 เดือน รวมกับโทษฐานเสพมอร์ฟีนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีก 3 เดือน เป็นจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์(เรวัตร อิศราภรณ์-สบโชค สุขารมณ์-ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล)แหล่งที่มาสำนักวิชาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุการกระทำความผิดทางอาญา ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาในการกระทำจึงจะเป็นความผิด เว้นแต่เป็นการกระทำโดยประมาทและกฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด หรือเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิดแม้มิได้กระทำโดยเจตนาก็ตาม ในการกระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ เป็นการกระทำที่กฎหมายต้องการเจตนา กล่าวคือ ผู้กระทำต้องมีเจตนาที่จะมียาเสพติดไว้ในครอบครอง หากผู้กระทำไม่มีเจตนาในการกระทำก็ไม่เป็นความผิด เช่น ไม่รู้ว่าสิ่งของที่ตนมีอยู่ในครอบครองเป็นยาเสพติด เป็นต้น ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ปรากฏจำนวนและน้ำหนักบรรจุติดคราบกระบอกเข็มฉีดยา 1 อัน ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15, 67 ซึ่งมีอัตราโทษขณะยื่นฟ้องจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 100,000 บาท (โทษตามกฎหมายใหม่จำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) ดังนั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลสามารถลงโทษจำเลยได้โดยโจทก์ไม่ต้องสืบพยานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ มีข้อควรพิจารณาต่อไปว่า เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ศาลจะต้องลงโทษจำเลยตามฟ้องเสมอไปหรือไม่ คำตอบก็คือโดยหลักแล้วคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ ถ้ากฎหมายไม่บังคับให้โจทก์ต้องสืบพยานประกอบแล้ว ศาลก็คงต้องลงโทษจำเลยตามฟ้องโดยไม่ต้องสืบพยาน แต่ก็ไม่เสมอไป โดยศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นอื่นได้ ดังนี้ 1. โจทก์ฟ้องตั้งแต่ 2 ข้อหาขึ้นไป แต่ฟ้องโจทก์ขัดกันเอง กล่าวคือ หากเป็นความผิดข้อหาหนึ่งแล้วไม่สามารถเป็นความผิดอีกข้อหาหนึ่งได้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 474/2542 จำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง อีกทั้งจำเลยกับพวกไม่สามารถที่จะส่งผู้ใดไปทำงานยังต่างประเทศได้ ทั้งไม่มีงานรออยู่ที่ประเทศดังกล่าวตามที่แจ้งแก่ผู้เสียหาย อันเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหาย คงมีแต่เจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้รับเงินจากผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 (แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ) 2. โจทก์ฟ้องจำเลยกระทำความผิดต่างกรรมกันตั้งแต่ 2 ข้อหาขึ้นไป ขอให้เรียงกระทงลงโทษ แต่ถ้าการกระทำตามฟ้องเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ศาลก็ลงโทษเฉพาะบทที่มีโทษหนักที่สุดได้ ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้เป็นแนวไว้มากมาย เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4123/2543 จำเลยลักธนาณัติของนายจ้างไปแล้วปลอมลายมือชื่อนายจ้างในช่องผู้มอบฉันทะให้รับเงินแทน และนำธนาณัติไปใช้ยื่นต่อพนักงานของที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขเพื่อให้จ่ายเงินตามธนาณัติ เป็นการที่จำเลยได้กระทำการหลายอย่างต่อเนื่องกัน โดยจำเลยมีเจตนาเดียวคือให้พนักงานของไปรษณีย์โทรเลขหลงเชื่อว่าเอกสารต่าง ๆ ที่จำเลยกระทำการปลอมขึ้นเป็นเอกสารที่แท้จริงเพื่อจะได้จ่ายเงินตามจำนวนในธนาณัติให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์กับฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมโดยจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารเอง ต้องลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว และเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องลงโทษฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตาม ป.อ. มาตรา 335 (11) วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง เป็นการรับสารภาพว่าได้กระทำการต่าง ๆ ดังที่โจทก์ฟ้อง แต่จำเลยจะมีความผิดตามบทกฎหมายใดหรือไม่ เป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาวินิจฉัย 3. โจทก์ฟ้องตั้งแต่ 2 ข้อหาขึ้นไป โดยให้ศาลเลือกลงโทษข้อหาใดข้อหาหนึ่งหากจำเลยให้การรับสารภาพไม่ชัดแจ้งว่ารับสารภาพในข้อหาใด ศาลก็ยกฟ้องได้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6742/2544 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษข้อหาใดข้อหาหนึ่งเพียงข้อหาเดียว การที่จำเลยให้การรับสารภาพผิดตามฟ้องโจทก์ทุกประการ จึงเป็นคำรับสารภาพที่ไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดในข้อหาใด โจทก์จึงต้องนำพยานเข้าสืบให้ได้ความชัดว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหาใด แต่โจทก์ไม่นำสืบให้ได้ความเช่นนั้น เมื่อคำให้การของจำเลยไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหาใด ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยไม่ได้ 4. โจทก์บรรยายฟ้องเคลือบคลุมหรือขาดองค์ประกอบ แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ยกฟ้องได้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 86/2547 พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชนฯ มาตรา 14 (เดิม) มีองค์ประกอบความผิดว่าผู้กระทำความผิดต้องเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย เมื่อคำฟ้องของโจทก์ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้มีสัญชาติไทย ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ถือเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ มีข้อพิจารณาตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไปว่า เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยในเรื่องใดเรื่องหนึ่งไว้แล้ว หากมีคดีเกิดขึ้นในภายหลังก็จะต้องวินิจฉัยไปในทางเดียวกันหรือไม่ ในเบื้องต้นควรเข้าใจก่อนว่าระบบกฎหมายในโลกนี้แบ่งออกเป็น 2 ระบบหลัก คือ ระบบประมวลกฎหมายหรือระบบลายลักษณ์อักษร (CIVIL LAW) กับระบบกฎหมายจารีตประเพณี (COMMON LAW) ระบบกฎหมายจารีตประเพณีเท่านั้นที่คำพิพากษาในคดีหลังต้องเดินตามคดีก่อน (DOCTRINE) ทั้งนี้เพราะคำพิพากษาของศาลในคดีก่อนเปรียบเสมือนกฎหมาย ส่วนระบบประมวลกฎหมายถือว่าคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นเพียงตัวอย่างในการตีความกฎหมายเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงจะเห็นได้ว่าคำพิพากษาศาลฎีกาบางเรื่องเปลี่ยนไปมายังหาที่ยุติไม่ได้ เช่น ในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องจำเลยหลายคนในมูลหนี้ที่ไม่สามารถแบ่งแยกจากกันได้ หากจำเลยบางคนให้การต่อสู้คดีในเรื่องอายุความจะมีผลไปถึงจำเลยอื่นที่ไม่ยกเป็นข้อต่อสู้ได้หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ทั้งมีผลไปถึงจำเลยอื่นและไม่มีผลไปถึงจำเลยอื่น นอกจากนี้เมื่อเวลาผ่านไปทำให้ความรู้สึกนึกคิดของคนเปลี่ยนไป คำพิพากษาของศาลฎีกาก็ต้องเปลี่ยนตาม เช่น เดิมถือว่าการฮั้วประมูลเป็นการกระทำที่ชอบ แต่ต่อมาถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนั้น คำตอบก็คือโดยหลักแล้วควรวินิจฉัยไปในทางเดียวกัน แต่ไม่เสมอไป ข้อที่น่าพิจารณาต่อไปว่า การกระทำของจำเลยในความผิดข้อหามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเป็นความผิดหรือไม่ จำเลยเสพเฮโรอีนโดยผสมกับน้ำ ใช้เข็มฉีดยาฉีดเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งการฉีดเฮโรอีนผสมน้ำดังกล่าวไม่สามารถที่จะฉีดให้หมดโดยไม่เหลือคราบติดกระบอกเข็มได้ จะต้องเหลือเป็นคราบติดอยู่เสมอ แม้แพทย์ที่ฉีดยารักษาคนไข้ก็เช่นเดียวกัน ไม่สามารถที่จะฉีดยาให้หมดโดยไม่มีคราบติดอยู่ได้ จึงเห็นได้ว่าทั้งจำเลยและแพทย์ไม่มีเจตนาจะครอบครองคราบที่ติดอยู่ในกระบอกอีก แพทย์จะทิ้งเข็มและกระบอกฉีดยาเพื่อป้องกันการติดต่อของโรค ส่วนจำเลยอาจทิ้งเช่นเดียวกันหรือเก็บเอาไว้ใช้ในครั้งต่อไป ซึ่งการเก็บเอาไว้จำเลยมีเจตนาแต่เพียงครอบครองเข็มและกระบอกฉีดยาเท่านั้น หาได้มีเจตนาจะครอบครองคราบเฮโรอีนแต่อย่างใดเพราะจำเลยไม่สามารถหาผลประโยชน์จากคราบเฮโรอีนดังกล่าวได้อีกแล้ว ดังนั้นแม้จำเลยจะให้การรับสารภาพในข้อหานี้ก็เป็นแต่เพียงการรับว่ามีคราบยาเสพติดติดอยู่ในกระบอกฉีดยาเท่านั้น เป็นการรับในข้อเท็จจริงที่มีอยู่ จะถือว่าจำเลยรับว่ามีเจตนาครอบครองคราบยาเสพติดหาได้ไม่ ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จำเลยจึงน่าจะไม่มีความผิดข้อหามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายคำพิพากษา: โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 58, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 และริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 58, 67, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี ฐานเสพมอร์ฟีน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเสพมอร์ฟีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมด้วยกระบอกเข็มฉีดยา 1 อัน ซึ่งมีคราบเฮโรอีนติดอยู่เป็นของกลาง โดยข้อหาความผิดฐานเสพมอร์ฟีนเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องเมื่อข้อหาความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่ข้อหาความผิดซึ่งกฎหมายบังคับให้ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เพราะมีโทษจำคุกขั้นต่ำ 1 ปี มิใช่โทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยมีเฮโรอีนอยู่ในกระบอกเข็มฉีดยาของกลางไว้ในครอบครองจริง แม้เฮโรอีนดังกล่าวจะมีปริมาณจำนวนเล็กน้อยไม่สามารถชั่งหรือคำนวณน้ำหนักได้ ก็หามีกฎหมายยกเว้นว่าการมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในปริมาณดังกล่าวไม่เป็นความผิดไม่ ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยคดีในเรื่องนี้เป็นบรรทัดฐานไว้หลายเรื่องแล้วตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 2163/2530 ระหว่างพนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายธนัญจำเลยและคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 2491/2531 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์ นายวินัยจำเลย ดังนั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอบตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 มาตรา 19 และมาตรา 26 ยกเลิกความในมาตรา 15 มาตรา 67 และมาตรา 91 แห่งพระราชาบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน และเงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษตามมาตรา 67 นั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด สำหรับความผิดฐานเสพมอร์ฟีนนั้น บทกำหนดโทษตามมาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดเช่นกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 57, 67 (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี อีกกระทงหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว จำคุก 6 เดือน รวมกับโทษฐานเสพมอร์ฟีนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีก 3 เดือน เป็นจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8653/2547พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุดโจทก์นายวรกร ทองอุไรหรือทองอุลัยจำเลย ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง, ม. 67คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง เมื่อข้อหาความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่ข้อหาความผิดซึ่งกฎหมายบังคับให้ศาลฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เพราะมีโทษจำคุกขั้นต่ำ 1 ปี มิใช่โทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยมีเฮโรอีนอยู่ในกระบอกเข็มฉีดยาของกลางไว้ในครอบครองจริง แม้เฮโรอีนดังกล่าวจะมีปริมาณจำนวนเล็กน้อยไม่สามารถชั่งหรือคำนวณหนักได้ ก็ไม่มีกฎหมายยกเว้นว่าการมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในปริมาณดังกล่าวไม่เป็นความผิด จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองตามฟ้องโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 58, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 และริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 58, 67, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี ฐานเสพมอร์ฟีน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเสพมอร์ฟีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมด้วยกระบอกเข็มฉีดยา 1 อัน ซึ่งมีคราบเฮโรอีนติดอยู่เป็นของกลาง โดยข้อหาความผิดฐานเสพมอร์ฟีนเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องเมื่อข้อหาความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่ข้อหาความผิดซึ่งกฎหมายบังคับให้ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เพราะมีโทษจำคุกขั้นต่ำ 1 ปี มิใช่โทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยมีเฮโรอีนอยู่ในกระบอกเข็มฉีดยาของกลางไว้ในครอบครองจริง แม้เฮโรอีนดังกล่าวจะมีปริมาณจำนวนเล็กน้อยไม่สามารถชั่งหรือคำนวณน้ำหนักได้ ก็หามีกฎหมายยกเว้นว่าการมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในปริมาณดังกล่าวไม่เป็นความผิดไม่ ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยคดีในเรื่องนี้เป็นบรรทัดฐานไว้หลายเรื่องแล้วตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 2163/2530 ระหว่างพนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายธนัญจำเลยและคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 2491/2531 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์ นายวินัยจำเลย ดังนั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอบตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 มาตรา 19 และมาตรา 26 ยกเลิกความในมาตรา 15 มาตรา 67 และมาตรา 91 แห่งพระราชาบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน และเงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษตามมาตรา 67 นั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด สำหรับความผิดฐานเสพมอร์ฟีนนั้น บทกำหนดโทษตามมาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดเช่นกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 57, 67 (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี อีกกระทงหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว จำคุก 6 เดือน รวมกับโทษฐานเสพมอร์ฟีนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีก 3 เดือน เป็นจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ องค์คณะ: เรวัตร อิศราภรณ์ - สบโชค สุขารมณ์ - ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.อ. มาตรา 176, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 58, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102, ป.อ. มาตรา 33, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 78, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8, ป.อ. มาตรา 3, ป.วิ.อ. มาตรา 195, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 67, พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30, ป.อ. มาตรา 335, พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชนฯ มาตรา 14 แหล่งที่มา: สำนักวิชาการ