ย่อ / หลักกฎหมาย
1ฟ้องเดิมของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโดยได้รับโอนมรดกตามพินัยกรรมของ ช. ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหาย ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจาก ส. ผู้จัดการมรดกคนที่ 2 ของ ช. โดย บ. ผู้จัดการมรดกคนที่ 1 ของ ช. ยินยอม แต่ บ. ไม่ยอมดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมตึกแถวให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ 600,000 บาท จากจำเลยที่ 1 กลับนำที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทโอนให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับโจทก์และ บ. ร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ 600,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องนิติสัมพันธ์และข้อพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับ บ. ผู้จัดการมรดกของ ช. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์โดยตรง จำเลยที่ 1 จะต้องไปว่ากล่าวแก่ บ. ผู้จัดการมรดกของ ช. ต่างหาก ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ แม้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้ ฟ้องแย้งนั้นก็เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องแย้งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252 จึงให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เมื่อไม่รับฟ้องแย้งแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางคอแหลม ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (3) เพราะผู้ที่จะมีสิทธิขอคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นโจทก์เท่านั้น
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามพร้อมบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์
2จำเลยทั้งสามให้การ แก้ไขคำให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง ขอให้ศาลหมายเรียกนางบุษราผู้จัดการมรดกของนางชิตเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมและขอให้บังคับโจทก์และนางบุษราร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6839 พร้อมตึกแถวเลขที่ 22/13 หรือเลขที่ 39 และที่ดินโฉนดเลขที่ 6840 พร้อมตึกแถวเลขที่ 14/43 และ 14/44 ให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ 600,000 บาท จากจำเลยที่ 1 โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ในฐานะโจทก์ฟ้องแย้งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนคำพิพากษา โดยขอให้ห้ามโจทก์จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์หรือนิติกรรมหรือสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 5125 (ภายหลังจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้อง โจทก์ได้แบ่งแยกออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 6839 และ 6840) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และขอให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางคอแหลม ระงับการจดทะเบียนนิติกรรมใด ๆ ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้ก่อนจนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่จำเลยที่ 1 ขอตามคำร้องมาใช้ได้ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
3ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
4ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดี มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติว่า "จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก" และมาตรา 179 วรรคสาม บัญญัติว่า "แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า ฟ้องแย้งนั้นต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ฟ้องเดิมของโจทก์คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโดยได้รับโอนมรดกตามพินัยกรรมของนางชิต ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากนายเสรี ผู้จัดการมรดกคนที่ 2 ของนางชิตโดยนางบุษราผู้จัดการมรดกคนที่ 1 ของนางชิตยินยอม แต่นางบุษราไม่ยอมดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมตึกแถวให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ 600,000 บาท จากจำเลยที่ 1 กลับนำที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทโอนให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับโจทก์และนางบุษราร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ 600,000 บาท จากจำเลยที่ 1 กรณีตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องนิติสัมพันธ์และข้อพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางบุษราผู้จัดการมรดกของนางชิต ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์โดยตรง เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 จะต้องไปว่ากล่าวแก่นางบุษราผู้จัดการมรดกนางชิตต่างหาก ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ แม้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้เป็นฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งนั้นก็เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องแย้งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252 จึงให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เมื่อไม่รับฟ้องแย้งแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางคอแหลม ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (3) เพราะผู้ที่จะมีสิทธิขอคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นโจทก์เท่านั้น ที่
5ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น
6พิพากษายืน แต่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(จุมพล กล้าประเสริฐ - ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ - พัฒนไชย ยอดพยุง)
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายพิพัฒน์ วุฒิชัยสารานนท์ ศาลอุทธรณ์ - นางสาวปชาบดี คำปาน