D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2569

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 889/2569

อาญา
รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1หลักการห้ามฟ้องคดีอาญาในคดีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) เป็นการนำหลักการห้ามดำเนินคดีซ้ำสองแก่จำเลยมาใช้ จึงต้องพิจารณาว่าการนำคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องต่อศาลต่างประเทศจะนำมาใช้กับศาลไทยได้หรือไม่ เห็นว่าศาลเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์ ไม่อยู่ในอาณัติหรือภายใต้อำนาจของรัฐอื่น หากยอมรับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศที่พิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องมาใช้กับหลักการห้ามการดำเนินคดีซ้ำสองแก่จำเลยในประเทศไทย ก็เท่ากับยอมมอบอำนาจอธิปไตยทางการศาลให้แก่รัฐต่างประเทศ การนำหลักการห้ามฟ้องคดีอาญาในคดีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้อง จึงหมายถึงคำพิพากษาของศาลไทยเท่านั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์จึงไม่ระงับ คดีนี้เป็นความผิดเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร ผู้กระทำความผิดเป็นคนไทย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายร้องขอให้ลงโทษในความผิดเกี่ยวกับเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 264 และ มาตรา 268 ซึ่งจำเลยจะต้องรับโทษในราชอาณาจักรตาม ป.อ. มาตรา 8 (ก) (2) ส่วนจะลงโทษจำเลยได้หรือไม่ เป็นไปตาม ป.อ. มาตรา 10 ในกรณีของจำเลย ศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 ปี และให้พักการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี และศาลฎีกาแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมีคำ

2พิพากษายืน แต่จำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมีอย่างไร เพื่อศาลจะได้พิจารณาว่า การพักการลงโทษดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 10 ที่บัญญัติห้ามมิให้ลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรเพราะการกระทำนั้นอีกหรือไม่ สำหรับการพักการลงโทษในประเทศไทย พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 52 และกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดและเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 ข้อ 40 ถึงข้อ 52 กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษว่า นักโทษเด็ดขาดคนใดแสดงให้เห็นว่า มีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ ความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดี หรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ อาจได้รับการพักการลงโทษ เมื่อนักโทษเด็ดขาดได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้นแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า หรือไม่น้อยกว่าสิบปีในกรณีที่ต้องโทษจําคุกตลอดชีวิตที่มีการเปลี่ยนโทษจําคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจําคุกมีกําหนดเวลา และกำหนดระยะเวลาที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขให้กำหนดเท่ากับกำหนดโทษที่ยังเหลืออยู่ โดยในการพักการลงโทษ ให้มีคณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ แสดงให้เห็นว่า การพักการลงโทษในประเทศไทย บุคคลนั้นต้องรับโทษจำคุกมาแล้วบางส่วนและเข้าเงื่อนไขของการพักการลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด การพักการลงโทษในประเทศไทยกับการพักการลงโทษของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนจึงมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษที่แตกต่างกัน ไม่อาจนำหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมาเป็นเงื่อนไขเพื่อรับฟังว่า ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและพ้นโทษแล้ว หรือได้รับโทษสำหรับการกระทำนั้นตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศมาแล้วบางส่วนได้ จึงต้องถือว่าจำเลยยังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศ ศาลไทยจึงลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรอีกได้ตาม ป.อ. มาตรา 10 ความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตาม ป.อ. มาตรา 266 (4) เป็นความผิดที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 7 (2) ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดกระทำความผิดดังระบุไว้ต่อไปนี้นอกราชอาณาจักร จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร คือ (2) ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 240 ถึง มาตรา 249 มาตรา 254 มาตรา 256 มาตรา 257 และมาตรา 266 (3) และ (4) ความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 7 เป็นความผิดที่มีผลกระทบถึงความมั่นคงของประเทศทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม แม้การกระทำความผิดจะเกิดนอกราชอาณาจักร ศาลไทยก็ลงโทษได้โดยไม่ต้องมีการร้องขอให้ลงโทษดั่งเช่นมาตรา 8 โจทก์มีคำขอให้ลงโทษตามมาตรา 266 แสดงให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามมาตรา 266 (4) อันเป็นความผิดที่ระบุไว้ในมาตรา 7 (2) แล้ว ประกอบกับความผิดฐานปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 266 (4) เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและนำไปใช้ จึงต้องลงโทษจำเลยฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266 (4) และตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งการลงโทษตามมาตรา 268 ก็เป็นความผิดที่ระบุไว้ในบทบัญญัติแห่งมาตรา 8 วรรคสอง (2) เช่นกัน จำเลยจึงต้องรับโทษในความผิดฐานปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 266 (4) มาตรา 268 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคสอง ตามคำรับสารภาพของจำเลย

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 , 264 , 265 , 266 , 268

2จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ต่อสู้ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ระหว่างพิจารณา นางสาวนิภาภัทร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

3ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอม จึงลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง

4จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

5โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา และ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า ตามวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยปลอมใบรับรองการยกเลิกวีซ่านักลงทุน แล้วนำใบรับรองการยกเลิกวีซ่านักลงทุนที่จำเลยปลอมขึ้นทั้งฉบับให้นายมุกตาค์ นำไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน ราชอาณาจักรบาห์เรน เพื่อยกเลิกวีซ่านักลงทุนและบัตรประชาชนนักลงทุนของโจทก์ร่วม จำเลยปลอมบันทึกการประชุมของบริษัท ส. ที่โจทก์ร่วมถือหุ้นอยู่แล้วนำบันทึกการประชุมปลอมไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ ราชอาณาจักรบาห์เรน เพื่อยื่นปิดกิจการบริษัทดังกล่าว และจำเลยปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมลงในตั๋วเงิน แล้วจำเลยนำตั๋วเงินที่มีลายมือชื่อปลอมดังกล่าวไปขึ้นเงินต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารอิสลามบาห์เรน หรือ BISB ภายหลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยต่อเจ้าพนักงานตำรวจราชอาณาจักรบาห์เรน ต่อมาพนักงานอัยการแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนฟ้องจำเลยต่อศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน

6ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง พนักงานอัยการแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 ปี

7คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยถูกพนักงานอัยการแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนฟ้องต่อศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนตามความผิดที่ได้กระทำตามฟ้องในคดีนี้และศาลชั้นต้นแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน

8พิพากษายกฟ้อง พนักงานอัยการแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 ปี อีกทั้งได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า หลังจากที่ศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 ปี แล้ว

9จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวและศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพิพากษาให้พักการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ต่อมา

10จำเลยฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรน ศาลฎีกาแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมีคำ

11พิพากษายืน เห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนที่ พิพากษายกฟ้องและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนที่พิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 ปี ตามที่โจทก์อ้างเป็นพยานนั้น แปลจากภาษาอารบิกเป็นภาษาไทยโดยมีการรับรองการแปลถูกต้อง แต่ไม่รับรองข้อความโดยคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรน ที่จำเลยอ้างเป็นพยานก็แปลจากภาษาอารบิกเป็นภาษาไทยโดยมีการรับรองการแปลถูกต้อง แต่ไม่รับรองข้อความโดยคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยเช่นกัน ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าต้นฉบับเอกสารหรือแผ่นกระดาษไม่ว่าอย่างใด ๆ ที่ส่งต่อศาลได้ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศให้ศาลสั่งคู่ความฝ่ายที่ส่งให้ทำคำแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะแต่ส่วนสำคัญ โดยมีคำรับรองมายื่นเพื่อแนบไว้กับต้นฉบับนั้น" บทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการแปลภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยให้ถูกต้องตรงกับต้นฉบับ หากโจทก์และโจทก์ร่วมเห็นว่าคำแปลเอกสารของจำเลยไม่ถูกต้องก็ชอบที่จะคัดค้านได้ซึ่งมาตรา 46 ดังกล่าวนำมาใช้ในคดีอาญาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 เมื่อปรากฏว่า จำเลยอ้างเอกสารซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศและคำแปล โดยมีการรับรองการแปลถูกต้องเป็นพยานเอกสาร แต่ก็ไม่ปรากฏว่า โจทก์และโจทก์ร่วมคัดค้านว่า เอกสารซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศและคำแปลนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร ดังนั้น จึงต้องถือว่า พยานเอกสารที่เกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนที่จำเลยอ้างเป็นพยาน น่าเชื่อถือและสามารถรับฟังได้ ส่วนการที่จำเลยอ้างคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนเป็นเอกสารแนบท้ายฎีกานั้น โจทก์ร่วมก็แก้ฎีกาคัดค้านว่า เป็นเอกสารที่จำเลยหยิบยกขึ้นมาใหม่ คำแปลข้อความแตกต่างจากเอกสารที่จำเลยอ้างในการสืบพยานในศาลชั้นต้น เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ร่วมโต้แย้งคัดค้านเอกสารดังกล่าว จึงไม่อาจรับฟังประกอบคำวินิจฉัยได้ ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันรับฟังได้ว่า ศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 ปี และให้พักการลงโทษไว้มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี และศาลฎีกาแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมีคำ

12พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรน กรณีจึงรับฟังได้ว่า มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องในศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนแล้ว สำหรับหลักการการห้ามฟ้องคดีอาญาในคดีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) นั้น เป็นการนำหลักการห้ามดำเนินคดีซ้ำสองแก่จำเลยมาใช้ กรณีจึงต้องพิจารณาว่า การนำคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องต่อศาลต่างประเทศจะนำมาใช้กับศาลไทยได้หรือไม่ เห็นว่า ศาลเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์ ไม่อยู่ในอาณัติหรือภายใต้อำนาจของรัฐอื่น หากยอมรับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศที่พิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องมาใช้กับหลักการห้ามการดำเนินคดีซ้ำสองแก่จำเลยในประเทศไทย ก็เท่ากับยอมมอบอำนาจอธิปไตยทางการศาลให้แก่รัฐต่างประเทศ ดังนั้น การนำหลักการห้ามฟ้องคดีอาญาในคดีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้อง จึงหมายถึงคำพิพากษาของศาลไทยเท่านั้น คำพิพากษาของศาลต่างประเทศจะนำมาใช้กับศาลไทยกับกรณีดังกล่าวไม่ได้ ส่วนผู้กระทำความผิดที่กระทำความผิดนอกราชอาณาจักร อันเป็นการกระทำความผิดที่เป็นกรรมเดียวกันกับคดีที่ฟ้องในราชอาณาจักรจะต้องรับโทษในราชอาณาจักรไทยได้หรือไม่ อย่างไร ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 7, 8, 9 และมาตรา 10 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์จึงไม่ระงับ พนักงานอัยการโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

13คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับโทษในราชอาณาจักรหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้

14จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำผิดตามฟ้อง แต่จำเลยนำสืบต่อสู้คดีในทำนองว่า หลังจากที่ศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 ปี แล้ว

15จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนดังกล่าวและศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพิพากษาให้พักการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี และศาลฎีกาแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมีคำ

16พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรน จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษในราชอาณาจักรอีก คดีนี้เป็นความผิดเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร ผู้กระทำความผิดเป็นคนไทย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายร้องขอให้ลงโทษในความผิดเกี่ยวกับเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ มาตรา 268 ซึ่งจำเลยจะต้องรับโทษในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 8 (ก) (2) ส่วนจะลงโทษจำเลยได้หรือไม่ อย่างไร เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 10 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำการนอกราชอาณาจักรซึ่งเป็นความผิดตามมาตราต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 7 (2) และ (3) มาตรา 8 และมาตรา 9 ห้ามมิให้ลงโทษผู้นั้นในราชอาณาจักรเพราะการกระทำนั้นอีก ถ้า (1) ได้มีคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศอันถึงที่สุดให้ปล่อยตัวผู้นั้น หรือ (2) ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและผู้นั้นได้พ้นโทษแล้ว ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาได้รับโทษสำหรับการกระทำนั้นตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศมาแล้ว แต่ยังไม่พ้นโทษ ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงโทษที่ผู้นั้นได้รับมาแล้ว" ซึ่งในกรณีของจำเลยอ้างว่า ศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 ปี และให้พักการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี และศาลฎีกาแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมีคำ

17พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรน แต่จำเลยก็มิได้นำสืบให้เห็นว่า หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมีอย่างไร เพื่อศาลจะได้พิจารณาว่า การพักการลงโทษดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 10 ที่บัญญัติห้ามมิให้ลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรเพราะการกระทำนั้นอีกหรือไม่ สำหรับการพักการลงโทษในประเทศไทยนั้น พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 52 และกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดและเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 ข้อ 40 ถึงข้อ 52 กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษว่า นักโทษเด็ดขาดคนใดแสดงให้เห็นว่า มีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ ความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดี หรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ อาจได้รับการพักการลงโทษ เมื่อนักโทษเด็ดขาดได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้นแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า หรือไม่น้อยกว่าสิบปีในกรณีที่ต้องโทษจําคุกตลอดชีวิตที่มีการเปลี่ยนโทษจําคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจําคุกมีกําหนดเวลา และกำหนดระยะเวลาที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขให้กำหนดเท่ากับกำหนดโทษที่ยังเหลืออยู่ โดยในการพักการลงโทษ ให้มีคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ จะเห็นได้ว่า การพักการลงโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการปลดปล่อยผู้ต้องขังออกไปก่อนครบกำหนดโทษตามคำพิพากษาของศาลภายใต้เงื่อนไขคุมประพฤติที่กำหนด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การพักการลงโทษในประเทศไทยนั้น บุคคลนั้นต้องรับโทษจำคุกมาแล้วบางส่วนและเข้าเงื่อนไขของการพักการลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด แต่จำเลยเบิกความตอบอัยการโจทก์ถามค้านว่า การกระทำความผิดครั้งนี้ จำเลยไม่เคยถูกคุมขังแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่า การพักการลงโทษในประเทศไทยกับการพักการลงโทษของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษที่แตกต่างกัน จึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมาเป็นเงื่อนไขเพื่อรับฟังว่า ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและพ้นโทษแล้ว หรือได้รับโทษสำหรับการกระทำนั้นตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศมาแล้วบางส่วนได้ จึงต้องถือว่าจำเลยยังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศ ดังนั้น ศาลไทยจึงสามารถลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรอีกได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 10 คดีนี้

18จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดทุกข้อกล่าวหาตามฟ้อง แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า

19ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมตามฟ้องข้อ 1.5 และ 1.6 โดยอ้างว่า ข้อหาดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งมาตรา 8 วรรคสอง (2) อันมีผลให้จำเลยไม่ต้องรับโทษภายในราชอาณาจักรอีก ซึ่ง

20โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษในข้อหาความผิดดังกล่าวด้วย เห็นว่า ความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) เป็นความผิดที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 7 (2) ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดกระทำความผิดดังระบุไว้ต่อไปนี้นอกราชอาณาจักร จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร คือ (2) ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 240 ถึง มาตรา 249 มาตรา 254 มาตรา 256 มาตรา 257 และมาตรา 266 (3) และ (4) จะเห็นได้ว่า ความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 7 เป็นความผิดที่มีผลกระทบถึงความมั่นคงของประเทศทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม แม้การกระทำความผิดจะเกิดนอกราชอาณาจักร ศาลไทยก็ลงโทษได้โดยไม่ต้องมีการร้องขอให้ลงโทษดั่งเช่นมาตรา 8 อีกทั้งเมื่อพิจารณาคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ก็ปรากฏว่า โจทก์มีคำขอให้ลงโทษตามมาตรา 266 มาด้วย ย่อมแสดงให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามมาตรา 266 (4) อันเป็นความผิดที่ระบุไว้ในมาตรา 7 (2) แล้ว ประกอบกับความผิดฐานปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 266 (4) เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมตั๋วเงินและนำไปใช้ จึงต้องลงโทษจำเลยฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266 (4) และตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งการลงโทษตามมาตรา 268 ก็เป็นความผิดที่ระบุไว้ในบทบัญญัติแห่งมาตรา 8 วรรคสอง (2) เช่นกัน จำเลยจึงต้องรับโทษในความผิดฐานปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 266 (4) มาตรา 268 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคสอง ตามคำรับสารภาพของจำเลย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

21คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า คดีมีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดโดยการปลอมและใช้เอกสารปลอมหลายกรรมต่างกันร่วมกับชาวต่างชาติและได้รับเงินอันเกิดจากการกระทำความผิดจากโจทก์ร่วมไปเป็นจำนวนมาก โดยมุ่งแต่ประโยชน์ของตนเพียงฝ่ายเดียวและไม่คำนึงถึงความเสียหายของผู้อื่น เป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยนับว่าร้ายแรง ส่วนที่จำเลยมีภาระความรับผิดชอบต่อครอบครัวในการเลี้ยงดูมารดาที่สูงอายุและป่วยตามที่อ้างมาในฎีกานั้น ก็เป็นเรื่องปกติเช่นเดียวกับบุคคลอื่นโดยทั่วไป อีกทั้งจำเลยก็ควรทราบอยู่แล้วว่า การกระทำของจำเลยย่อมทำให้บุคคลในครอบครัวของตนได้รับความเดือดร้อน หาใช่มารู้สำนึกเมื่อจำเลยถูกดำเนินคดีแล้ว และถึงแม้จะไม่ปรากฏว่า จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเป็นเหตุให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย สำหรับที่

22จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า โทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมานั้นก็เหมาะสมแก่สภาพความผิดของจำเลยและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

23พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, มาตรา 266 (4), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอม จึงลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ความผิดฐานปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 266 (4) เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมตั๋วเงินและนำไปใช้ จึงลงโทษจำเลยฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง

24จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 18 เดือน

(เลิศพงศ์ อินทรหอม - จันทนา ปุญญาภิชัย - สรารักษ์ สุวรรณเสรี)

ศาลอาญา - นายศรีรัตน์ คงเพชร ศาลอุทธรณ์ - นางสาวอารีย์ ทัศนา