D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2686/2541

แพ่ง
รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทจำเลยบังอาจเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยการทำนาโดยไม่ได้รับอนุญาติ เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์โจทก์ห้ามจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไม่ให้จำเลยยุ่งเกี่ยว และใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท จำเลยได้รับหนังสือ บอกกล่าวแล้วนั้น แสดงให้เห็นว่า โจทก์ได้กล่าวถึงสภาพ แห่งข้อหาว่า จำเลยทำละเมิดเข้าไปใช้ประโยชน์โดยทำนาในที่ดินของโจทก์ และบรรยายถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือโจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไม่ให้จำเลยยุ่งเกี่ยวและใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามฟ้องโจทก์จึงได้บรรยายโดยแจ้งชัดแล้ว โจทก์หาจำต้องกล่าวให้ละเอียดไปถึงว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในส่วนใดของโฉนดที่ดินที่โจทก์ฟ้อง และส่วนใดเป็นกรรมสิทธิ์ของพจำเลยบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ตั้งแต่เมื่อใด เพราะเป็นรายละเอียดที่จะนำสืบได้ในชั้นพิจารณา และในคดีแพ่งโจทก์หาจำต้องบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดกรณีพิพาทในฟ้องดังเช่นการบรรยายฟ้องในคดีอาญาแต่อย่างใดไม่ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง แล้วไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3327 ตำบลในเมือง (ยางซ้าย) อำเภอเมืองจังหวัดสุโขทัย จำเลยละเมิดสิทธิของโจทก์โดยเข้าไปทำประโยชน์ทำนาในที่ดินแปลงพิพาท โจทก์มอบอำนาจให้ทนายโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยเพื่อไม่ให้ยุ่งเกี่ยวและใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทแต่เพิกเฉยไม่ยอมออกจากที่ดินแปลงพิพาท การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยและบริวารอพยพขนย้ายและห้ามใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท

2จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่ได้บรรยายว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในส่วนใดของโฉนดที่ดินที่โจทก์ฟ้องส่วนใดเป็นกรรมสิทธิ์ของนายพิณ เทพทอง จำเลยรุกที่ดินของโจทก์แต่เมื่อใดทำให้จำเลยหลงข้อต่อสู้ โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินตามฟ้องหรือผู้มีชื่อในโฉนดเดิมคนใดไม่ได้ครอบครองที่ดิน ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่น

3พิพากษายกฟ้องแต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุความ

4โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

5ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามที่ โจทก์อุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่พิเคราะห์แล้วโจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3327 ตำบลในเมือง (ยางซ้าย)อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ 11 ไร่ 1 งาน 68 ตารางวาจำเลยได้บังคับเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยการทำนาโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ โจทก์ห้ามจำเลยแล้วแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2534โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไม่ให้จำเลยยุ่งเกี่ยวและใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วดังนี้ เห็นว่า โจทก์ได้กล่าวถึงสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยทำละเมิดเข้าไปใช้ประโยชน์โดยทำนาในที่ดินของโจทก์และบรรยายถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือ โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไม่ให้จำเลยยุ่งเกี่ยวและใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามฟ้องโจทก์จึงได้บรรยายโดยแจ้งชัดแล้ว โจทก์หาจำต้องกล่าวให้ละเอียดไปถึงว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในส่วนใดของโฉนดที่ดินที่โจทก์ฟ้อง และส่วนใดเป็นกรรมสิทธิ์ของนายพิณ เทพทองจำเลยบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ตั้งแต่เมื่อใดดังที่

6จำเลยให้การไม่ เพราะเป็นรายละเอียดที่จะนำสืบได้ในชั้นพิจารณา และในคดีแพ่งโจทก์หาจำต้องบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดกรณีพิพาทมาในฟ้องดังเช่นการบรรยายฟ้องในคดีอาญาแต่อย่างใดไม่ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสอง แล้วที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้

7ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2686/2541นาง บานเย็น หิรัญ พาณิชย์โจทก์นาย เฟ้อ ดวง สุวรรณจำเลย ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสองการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทจำเลยบังอาจเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยการทำนาโดยไม่ได้รับอนุญาติ เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์โจทก์ห้ามจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไม่ให้จำเลยยุ่งเกี่ยว และใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท จำเลยได้รับหนังสือ บอกกล่าวแล้วนั้น แสดงให้เห็นว่า โจทก์ได้กล่าวถึงสภาพ แห่งข้อหาว่า จำเลยทำละเมิดเข้าไปใช้ประโยชน์โดยทำนาในที่ดินของโจทก์ และบรรยายถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือโจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไม่ให้จำเลยยุ่งเกี่ยวและใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามฟ้องโจทก์จึงได้บรรยายโดยแจ้งชัดแล้ว โจทก์หาจำต้องกล่าวให้ละเอียดไปถึงว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในส่วนใดของโฉนดที่ดินที่โจทก์ฟ้อง และส่วนใดเป็นกรรมสิทธิ์ของพจำเลยบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ตั้งแต่เมื่อใด เพราะเป็นรายละเอียดที่จะนำสืบได้ในชั้นพิจารณา และในคดีแพ่งโจทก์หาจำต้องบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดกรณีพิพาทในฟ้องดังเช่นการบรรยายฟ้องในคดีอาญาแต่อย่างใดไม่ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง แล้วไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม

8โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3327 ตำบลในเมือง (ยางซ้าย) อำเภอเมืองจังหวัดสุโขทัย จำเลยละเมิดสิทธิของโจทก์โดยเข้าไปทำประโยชน์ทำนาในที่ดินแปลงพิพาท โจทก์มอบอำนาจให้ทนายโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยเพื่อไม่ให้ยุ่งเกี่ยวและใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทแต่เพิกเฉยไม่ยอมออกจากที่ดินแปลงพิพาท การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยและบริวารอพยพขนย้ายและห้ามใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท

9จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่ได้บรรยายว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในส่วนใดของโฉนดที่ดินที่โจทก์ฟ้องส่วนใดเป็นกรรมสิทธิ์ของนายพิณ เทพทอง จำเลยรุกที่ดินของโจทก์แต่เมื่อใดทำให้จำเลยหลงข้อต่อสู้ โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินตามฟ้องหรือผู้มีชื่อในโฉนดเดิมคนใดไม่ได้ครอบครองที่ดิน ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่น

10พิพากษายกฟ้องแต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุความ

11โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

12ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามที่ โจทก์อุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่พิเคราะห์แล้วโจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3327 ตำบลในเมือง (ยางซ้าย)อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ 11 ไร่ 1 งาน 68 ตารางวาจำเลยได้บังคับเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยการทำนาโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ โจทก์ห้ามจำเลยแล้วแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2534โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไม่ให้จำเลยยุ่งเกี่ยวและใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วดังนี้ เห็นว่า โจทก์ได้กล่าวถึงสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยทำละเมิดเข้าไปใช้ประโยชน์โดยทำนาในที่ดินของโจทก์และบรรยายถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือ โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไม่ให้จำเลยยุ่งเกี่ยวและใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามฟ้องโจทก์จึงได้บรรยายโดยแจ้งชัดแล้ว โจทก์หาจำต้องกล่าวให้ละเอียดไปถึงว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในส่วนใดของโฉนดที่ดินที่โจทก์ฟ้อง และส่วนใดเป็นกรรมสิทธิ์ของนายพิณ เทพทองจำเลยบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ตั้งแต่เมื่อใดดังที่

13จำเลยให้การไม่ เพราะเป็นรายละเอียดที่จะนำสืบได้ในชั้นพิจารณา และในคดีแพ่งโจทก์หาจำต้องบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดกรณีพิพาทมาในฟ้องดังเช่นการบรรยายฟ้องในคดีอาญาแต่อย่างใดไม่ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสอง แล้วที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้

14ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี(จรัญ หัตถกรรม-อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ-อรุณ น้าประเสริฐ)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุในการบรรยายฟ้องคดีแพ่ง โจทก์ต้องบรรยายให้ชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี โดยไม่จำเป็นต้องบรรยายข้อเท็จจริงทั้งหมดเพราะข้อเท็จจริงบางอย่างเป็นรายละเอียดที่จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาคดีได้เพียงแต่บรรยายฟ้องให้อ่านเข้าใจจำเลยต่อสู้คดีได้โดยไม่ผิดหลงและไม่เป็นการเอาเปรียบคู่ความฝ่ายอื่น การบรรยายฟ้องในคดีแพ่งมิได้เคร่งครัดมากอย่างคดีอาญา โจทก์เพียงแต่บรรยายฟ้องให้อ่านเข้าใจโดยไม่จำต้องใช้ถ้อยคำของกฎหมาย จะใช้ถ้อยคำอย่างใดก็ได้ขอให้เข้าใจได้ว่าจำเลยกระทำการที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 894/2515) ไม่จำเป็นต้องบรรยายหรือกล่าวในฟ้องว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความเพราะเหตุใด(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4998/2538) ในคดีแพ่ง) ปัญหาว่าฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ ไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2712/2538) และเมื่อเปรียบเทียบฟ้องเคลือบคลุมในคดีแพ่งกับคดีอาญาจะพบว่ามีข้อแตกต่างกันหลายประการ เช่น อาญา 1. เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 655/2519) แพ่ง ไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2712/2538) อาญา 2. ต้องบรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุให้ชัดแจ้ง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1052/2519) แพ่ง ไม่ต้องบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียด(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2686/2541,114/2541) อาญา 3. ต้องบรรยายใช้ถ้อยคำของกฎหมายให้ครบองค์ประกอบของกฎหมาย แพ่ง ไม่ต้องใช้ถ้อยคำของกฎหมาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 894/2515) อาญา 4. ต้องบรรยายให้ชัดแจ้งว่าคดีไม่ขาดอายุความเพราะอะไร เช่น ได้มีการร้องทุกข์ในคดีความผิดอันยอมความได้ เป็นต้น แพ่ง ไม่ต้องบรรยายฟ้องว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความเพราะอะไร(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4998/2538) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 655/2519 ในคดีอาญา ปัญหาว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ฎีกาขึ้นมาศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2712/2538 ในคดีแพ่ง ปัญหาว่าฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ ไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ตั้งแต่ศาลชั้นต้น โดยยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ก็ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1052/2519 ฟ้องขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ไม่บรรยายว่าเหตุเกิดที่ไหน จำเลยรับสารภาพ ฟ้องไม่สมบูรณ์ศาลยกฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3977/2530 การฟ้องคดีในความผิดฐานลักทรัพย์โดยปกติจะต้องระบุชื่อเจ้าของทรัพย์เพื่อจำเลยจะต่อสู้คดีได้ แต่ถ้าไม่อาจทราบตัวเจ้าทรัพย์ที่แน่นอนได้ก็ไม่ต้องระบุชื่อเจ้าทรัพย์เพียงแต่กล่าวไว้พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีก็เป็นการเพียงพอแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 894/2515 การฟ้องคดีแพ่งไม่จำต้องบรรยายฟ้องโดยใช้ถ้อยคำของกฎหมาย จะใช้ถ้อยคำอย่างใดก็ได้ขอให้เข้าใจได้ว่าจำเลยกระทำการที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4998/2538 ในคดีแพ่ง โจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายหรือกล่าวในฟ้องด้วยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความเพราะเหตุใดเพราะอายุความมิใช่สภาพแห่งข้อหาที่จำเป็นต้องบรรยายหรือกล่าวในฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2399/2523 โจทก์บรรยายฟ้องว่าหญิงไม่ทราบชื่อขับรถยนต์ของจำเลยชนโจทก์โดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสขอให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าหญิงไม่ทราบชื่อนั้นมีฐานะความสัมพันธ์กับจำเลยอย่างไร เช่น มีฐานะเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยกระทำไปในทางการที่จ้างหรือในกิจการแทนจำเลย ดังนี้เป็นฟ้องที่ไม่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นต้องยกฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 114/2541 โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ปลูกสร้างโรงเรือนที่จอดรถในที่ดินของโจทก์ทางทิศตะวันตกเนื้อที่ประมาณ 15 ตารางวา ทั้งได้แสดงภาพถ่ายโรงเรือนที่จอดรถของจำเลยมาด้วย ซึ่งทำให้จำเลยสามารถเข้าใจได้แล้วส่วนในเรื่องที่ดินที่เสียหายอยู่ในส่วนไหน กว้างยาวเท่าใด และวัน เดือน ปีที่จำเลยทำการปลูกสร้างโรงเรือนที่จอดรถนั้นเป็นรายละเอียดที่สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ตลอดจนปรากฎจากคำให้การว่าจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้องด้วยฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2351-2592/2523 ในคดีแพ่งบรรยายฟ้องว่าบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ของโจทก์ออกไปแล้ว แม้จะไม่ได้ระบุว่าบอกกล่าวเมื่อใดก็ไม่เคลือบคลุม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4010/2530 โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นบริษัทเงินทุนและเป็นสถาบันการเงินตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 อันจะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้เป็นพิเศษกรณีจึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ที่ห้ามคิดดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปีมาปรับแก่คดี จิตรกรพัฒนาศิริคำพิพากษา:

15โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3327 ตำบลในเมือง (ยางซ้าย) อำเภอเมืองจังหวัดสุโขทัย จำเลยละเมิดสิทธิของโจทก์โดยเข้าไปทำประโยชน์ทำนาในที่ดินแปลงพิพาท โจทก์มอบอำนาจให้ทนายโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยเพื่อไม่ให้ยุ่งเกี่ยวและใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทแต่เพิกเฉยไม่ยอมออกจากที่ดินแปลงพิพาท การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยและบริวารอพยพขนย้ายและห้ามใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท

16จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่ได้บรรยายว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในส่วนใดของโฉนดที่ดินที่โจทก์ฟ้องส่วนใดเป็นกรรมสิทธิ์ของนายพิณ เทพทอง จำเลยรุกที่ดินของโจทก์แต่เมื่อใดทำให้จำเลยหลงข้อต่อสู้ โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินตามฟ้องหรือผู้มีชื่อในโฉนดเดิมคนใดไม่ได้ครอบครองที่ดิน ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่น

17พิพากษายกฟ้องแต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุความ

18โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

19ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามที่ โจทก์อุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่พิเคราะห์แล้วโจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3327 ตำบลในเมือง (ยางซ้าย)อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ 11 ไร่ 1 งาน 68 ตารางวาจำเลยได้บังคับเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยการทำนาโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ โจทก์ห้ามจำเลยแล้วแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2534โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไม่ให้จำเลยยุ่งเกี่ยวและใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วดังนี้ เห็นว่า โจทก์ได้กล่าวถึงสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยทำละเมิดเข้าไปใช้ประโยชน์โดยทำนาในที่ดินของโจทก์และบรรยายถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือ โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไม่ให้จำเลยยุ่งเกี่ยวและใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามฟ้องโจทก์จึงได้บรรยายโดยแจ้งชัดแล้ว โจทก์หาจำต้องกล่าวให้ละเอียดไปถึงว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในส่วนใดของโฉนดที่ดินที่โจทก์ฟ้อง และส่วนใดเป็นกรรมสิทธิ์ของนายพิณ เทพทองจำเลยบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ตั้งแต่เมื่อใดดังที่

20จำเลยให้การไม่ เพราะเป็นรายละเอียดที่จะนำสืบได้ในชั้นพิจารณา และในคดีแพ่งโจทก์หาจำต้องบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดกรณีพิพาทมาในฟ้องดังเช่นการบรรยายฟ้องในคดีอาญาแต่อย่างใดไม่ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสอง แล้วที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้

21ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2686/2541นาง บานเย็น หิรัญ พาณิชย์โจทก์นาย เฟ้อ ดวง สุวรรณจำเลย ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสองการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทจำเลยบังอาจเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยการทำนาโดยไม่ได้รับอนุญาติ เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์โจทก์ห้ามจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไม่ให้จำเลยยุ่งเกี่ยว และใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท จำเลยได้รับหนังสือ บอกกล่าวแล้วนั้น แสดงให้เห็นว่า โจทก์ได้กล่าวถึงสภาพ แห่งข้อหาว่า จำเลยทำละเมิดเข้าไปใช้ประโยชน์โดยทำนาในที่ดินของโจทก์ และบรรยายถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือโจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไม่ให้จำเลยยุ่งเกี่ยวและใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามฟ้องโจทก์จึงได้บรรยายโดยแจ้งชัดแล้ว โจทก์หาจำต้องกล่าวให้ละเอียดไปถึงว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในส่วนใดของโฉนดที่ดินที่โจทก์ฟ้อง และส่วนใดเป็นกรรมสิทธิ์ของพจำเลยบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ตั้งแต่เมื่อใด เพราะเป็นรายละเอียดที่จะนำสืบได้ในชั้นพิจารณา และในคดีแพ่งโจทก์หาจำต้องบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดกรณีพิพาทในฟ้องดังเช่นการบรรยายฟ้องในคดีอาญาแต่อย่างใดไม่ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง แล้วไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม

22โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3327 ตำบลในเมือง (ยางซ้าย) อำเภอเมืองจังหวัดสุโขทัย จำเลยละเมิดสิทธิของโจทก์โดยเข้าไปทำประโยชน์ทำนาในที่ดินแปลงพิพาท โจทก์มอบอำนาจให้ทนายโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยเพื่อไม่ให้ยุ่งเกี่ยวและใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทแต่เพิกเฉยไม่ยอมออกจากที่ดินแปลงพิพาท การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยและบริวารอพยพขนย้ายและห้ามใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท

23จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่ได้บรรยายว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในส่วนใดของโฉนดที่ดินที่โจทก์ฟ้องส่วนใดเป็นกรรมสิทธิ์ของนายพิณ เทพทอง จำเลยรุกที่ดินของโจทก์แต่เมื่อใดทำให้จำเลยหลงข้อต่อสู้ โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินตามฟ้องหรือผู้มีชื่อในโฉนดเดิมคนใดไม่ได้ครอบครองที่ดิน ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่น

24พิพากษายกฟ้องแต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุความ

25โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

26ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามที่ โจทก์อุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่พิเคราะห์แล้วโจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3327 ตำบลในเมือง (ยางซ้าย)อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ 11 ไร่ 1 งาน 68 ตารางวาจำเลยได้บังคับเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยการทำนาโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ โจทก์ห้ามจำเลยแล้วแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2534โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไม่ให้จำเลยยุ่งเกี่ยวและใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วดังนี้ เห็นว่า โจทก์ได้กล่าวถึงสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยทำละเมิดเข้าไปใช้ประโยชน์โดยทำนาในที่ดินของโจทก์และบรรยายถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือ โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไม่ให้จำเลยยุ่งเกี่ยวและใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามฟ้องโจทก์จึงได้บรรยายโดยแจ้งชัดแล้ว โจทก์หาจำต้องกล่าวให้ละเอียดไปถึงว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในส่วนใดของโฉนดที่ดินที่โจทก์ฟ้อง และส่วนใดเป็นกรรมสิทธิ์ของนายพิณ เทพทองจำเลยบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ตั้งแต่เมื่อใดดังที่

27จำเลยให้การไม่ เพราะเป็นรายละเอียดที่จะนำสืบได้ในชั้นพิจารณา และในคดีแพ่งโจทก์หาจำต้องบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดกรณีพิพาทมาในฟ้องดังเช่นการบรรยายฟ้องในคดีอาญาแต่อย่างใดไม่ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสอง แล้วที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้

28ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี(จรัญ หัตถกรรม-อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ-อรุณ น้าประเสริฐ)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุในการบรรยายฟ้องคดีแพ่ง โจทก์ต้องบรรยายให้ชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี โดยไม่จำเป็นต้องบรรยายข้อเท็จจริงทั้งหมดเพราะข้อเท็จจริงบางอย่างเป็นรายละเอียดที่จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาคดีได้เพียงแต่บรรยายฟ้องให้อ่านเข้าใจจำเลยต่อสู้คดีได้โดยไม่ผิดหลงและไม่เป็นการเอาเปรียบคู่ความฝ่ายอื่น การบรรยายฟ้องในคดีแพ่งมิได้เคร่งครัดมากอย่างคดีอาญา โจทก์เพียงแต่บรรยายฟ้องให้อ่านเข้าใจโดยไม่จำต้องใช้ถ้อยคำของกฎหมาย จะใช้ถ้อยคำอย่างใดก็ได้ขอให้เข้าใจได้ว่าจำเลยกระทำการที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 894/2515) ไม่จำเป็นต้องบรรยายหรือกล่าวในฟ้องว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความเพราะเหตุใด(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4998/2538) ในคดีแพ่ง) ปัญหาว่าฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ ไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2712/2538) และเมื่อเปรียบเทียบฟ้องเคลือบคลุมในคดีแพ่งกับคดีอาญาจะพบว่ามีข้อแตกต่างกันหลายประการ เช่น อาญา 1. เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 655/2519) แพ่ง ไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2712/2538) อาญา 2. ต้องบรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุให้ชัดแจ้ง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1052/2519) แพ่ง ไม่ต้องบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียด(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2686/2541,114/2541) อาญา 3. ต้องบรรยายใช้ถ้อยคำของกฎหมายให้ครบองค์ประกอบของกฎหมาย แพ่ง ไม่ต้องใช้ถ้อยคำของกฎหมาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 894/2515) อาญา 4. ต้องบรรยายให้ชัดแจ้งว่าคดีไม่ขาดอายุความเพราะอะไร เช่น ได้มีการร้องทุกข์ในคดีความผิดอันยอมความได้ เป็นต้น แพ่ง ไม่ต้องบรรยายฟ้องว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความเพราะอะไร(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4998/2538) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 655/2519 ในคดีอาญา ปัญหาว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ฎีกาขึ้นมาศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2712/2538 ในคดีแพ่ง ปัญหาว่าฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ ไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ตั้งแต่ศาลชั้นต้น โดยยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ก็ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1052/2519 ฟ้องขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ไม่บรรยายว่าเหตุเกิดที่ไหน จำเลยรับสารภาพ ฟ้องไม่สมบูรณ์ศาลยกฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3977/2530 การฟ้องคดีในความผิดฐานลักทรัพย์โดยปกติจะต้องระบุชื่อเจ้าของทรัพย์เพื่อจำเลยจะต่อสู้คดีได้ แต่ถ้าไม่อาจทราบตัวเจ้าทรัพย์ที่แน่นอนได้ก็ไม่ต้องระบุชื่อเจ้าทรัพย์เพียงแต่กล่าวไว้พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีก็เป็นการเพียงพอแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 894/2515 การฟ้องคดีแพ่งไม่จำต้องบรรยายฟ้องโดยใช้ถ้อยคำของกฎหมาย จะใช้ถ้อยคำอย่างใดก็ได้ขอให้เข้าใจได้ว่าจำเลยกระทำการที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4998/2538 ในคดีแพ่ง โจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายหรือกล่าวในฟ้องด้วยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความเพราะเหตุใดเพราะอายุความมิใช่สภาพแห่งข้อหาที่จำเป็นต้องบรรยายหรือกล่าวในฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2399/2523 โจทก์บรรยายฟ้องว่าหญิงไม่ทราบชื่อขับรถยนต์ของจำเลยชนโจทก์โดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสขอให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าหญิงไม่ทราบชื่อนั้นมีฐานะความสัมพันธ์กับจำเลยอย่างไร เช่น มีฐานะเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยกระทำไปในทางการที่จ้างหรือในกิจการแทนจำเลย ดังนี้เป็นฟ้องที่ไม่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นต้องยกฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 114/2541 โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ปลูกสร้างโรงเรือนที่จอดรถในที่ดินของโจทก์ทางทิศตะวันตกเนื้อที่ประมาณ 15 ตารางวา ทั้งได้แสดงภาพถ่ายโรงเรือนที่จอดรถของจำเลยมาด้วย ซึ่งทำให้จำเลยสามารถเข้าใจได้แล้วส่วนในเรื่องที่ดินที่เสียหายอยู่ในส่วนไหน กว้างยาวเท่าใด และวัน เดือน ปีที่จำเลยทำการปลูกสร้างโรงเรือนที่จอดรถนั้นเป็นรายละเอียดที่สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ตลอดจนปรากฎจากคำให้การว่าจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้องด้วยฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2351-2592/2523 ในคดีแพ่งบรรยายฟ้องว่าบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ของโจทก์ออกไปแล้ว แม้จะไม่ได้ระบุว่าบอกกล่าวเมื่อใดก็ไม่เคลือบคลุม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4010/2530 โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นบริษัทเงินทุนและเป็นสถาบันการเงินตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 อันจะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้เป็นพิเศษกรณีจึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ที่ห้ามคิดดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปีมาปรับแก่คดี จิตรกรพัฒนาศิริหมายเหตุ: ในการบรรยายฟ้องคดีแพ่ง โจทก์ต้องบรรยายให้ชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี โดยไม่จำเป็นต้องบรรยายข้อเท็จจริงทั้งหมดเพราะข้อเท็จจริงบางอย่างเป็นรายละเอียดที่จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาคดีได้เพียงแต่บรรยายฟ้องให้อ่านเข้าใจจำเลยต่อสู้คดีได้โดยไม่ผิดหลงและไม่เป็นการเอาเปรียบคู่ความฝ่ายอื่น การบรรยายฟ้องในคดีแพ่งมิได้เคร่งครัดมากอย่างคดีอาญา โจทก์เพียงแต่บรรยายฟ้องให้อ่านเข้าใจโดยไม่จำต้องใช้ถ้อยคำของกฎหมาย จะใช้ถ้อยคำอย่างใดก็ได้ขอให้เข้าใจได้ว่าจำเลยกระทำการที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 894/2515) ไม่จำเป็นต้องบรรยายหรือกล่าวในฟ้องว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความเพราะเหตุใด(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4998/2538) ในคดีแพ่ง) ปัญหาว่าฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ ไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2712/2538) และเมื่อเปรียบเทียบฟ้องเคลือบคลุมในคดีแพ่งกับคดีอาญาจะพบว่ามีข้อแตกต่างกันหลายประการ เช่น อาญา 1. เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 655/2519) แพ่ง ไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2712/2538) อาญา 2. ต้องบรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุให้ชัดแจ้ง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1052/2519) แพ่ง ไม่ต้องบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียด(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2686/2541,114/2541) อาญา 3. ต้องบรรยายใช้ถ้อยคำของกฎหมายให้ครบองค์ประกอบของกฎหมาย แพ่ง ไม่ต้องใช้ถ้อยคำของกฎหมาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 894/2515) อาญา 4. ต้องบรรยายให้ชัดแจ้งว่าคดีไม่ขาดอายุความเพราะอะไร เช่น ได้มีการร้องทุกข์ในคดีความผิดอันยอมความได้ เป็นต้น แพ่ง ไม่ต้องบรรยายฟ้องว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความเพราะอะไร(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4998/2538) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 655/2519 ในคดีอาญา ปัญหาว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ฎีกาขึ้นมาศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2712/2538 ในคดีแพ่ง ปัญหาว่าฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ ไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ตั้งแต่ศาลชั้นต้น โดยยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ก็ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1052/2519 ฟ้องขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ไม่บรรยายว่าเหตุเกิดที่ไหน จำเลยรับสารภาพ ฟ้องไม่สมบูรณ์ศาลยกฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3977/2530 การฟ้องคดีในความผิดฐานลักทรัพย์โดยปกติจะต้องระบุชื่อเจ้าของทรัพย์เพื่อจำเลยจะต่อสู้คดีได้ แต่ถ้าไม่อาจทราบตัวเจ้าทรัพย์ที่แน่นอนได้ก็ไม่ต้องระบุชื่อเจ้าทรัพย์เพียงแต่กล่าวไว้พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีก็เป็นการเพียงพอแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 894/2515 การฟ้องคดีแพ่งไม่จำต้องบรรยายฟ้องโดยใช้ถ้อยคำของกฎหมาย จะใช้ถ้อยคำอย่างใดก็ได้ขอให้เข้าใจได้ว่าจำเลยกระทำการที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4998/2538 ในคดีแพ่ง โจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายหรือกล่าวในฟ้องด้วยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความเพราะเหตุใดเพราะอายุความมิใช่สภาพแห่งข้อหาที่จำเป็นต้องบรรยายหรือกล่าวในฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2399/2523 โจทก์บรรยายฟ้องว่าหญิงไม่ทราบชื่อขับรถยนต์ของจำเลยชนโจทก์โดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสขอให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าหญิงไม่ทราบชื่อนั้นมีฐานะความสัมพันธ์กับจำเลยอย่างไร เช่น มีฐานะเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยกระทำไปในทางการที่จ้างหรือในกิจการแทนจำเลย ดังนี้เป็นฟ้องที่ไม่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นต้องยกฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 114/2541 โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ปลูกสร้างโรงเรือนที่จอดรถในที่ดินของโจทก์ทางทิศตะวันตกเนื้อที่ประมาณ 15 ตารางวา ทั้งได้แสดงภาพถ่ายโรงเรือนที่จอดรถของจำเลยมาด้วย ซึ่งทำให้จำเลยสามารถเข้าใจได้แล้วส่วนในเรื่องที่ดินที่เสียหายอยู่ในส่วนไหน กว้างยาวเท่าใด และวัน เดือน ปีที่จำเลยทำการปลูกสร้างโรงเรือนที่จอดรถนั้นเป็นรายละเอียดที่สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ตลอดจนปรากฎจากคำให้การว่าจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้องด้วยฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2351-2592/2523 ในคดีแพ่งบรรยายฟ้องว่าบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ของโจทก์ออกไปแล้ว แม้จะไม่ได้ระบุว่าบอกกล่าวเมื่อใดก็ไม่เคลือบคลุม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4010/2530 โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นบริษัทเงินทุนและเป็นสถาบันการเงินตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 อันจะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้เป็นพิเศษกรณีจึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ที่ห้ามคิดดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปีมาปรับแก่คดี จิตรกรพัฒนาศิริ29191. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2679/2541 พิมพ์คำพิพากษาฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2679/2541บริษัท ที เอ็ม พี เรียลเอสเตท จำกัดโจทก์การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กับพวกจำเลย

(สกนธ์ กฤติยาวงศ์ - สุรินทร์ นาควิเชียร - ไสว จันทะศรี)

ศาลแพ่ง - นายสุทิน นาคพงศ์ศาลอุทธรณ์ - นาสมชาย จุลนิติ์