D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2539

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7/2539

ผล: ยืน แพ่ง
รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1โจทก์ฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและขอให้ศาลสั่งแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินโจทก์มีสิทธิครอบครองไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์

2จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์เพราะเป็นที่ดินสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์และโดยที่จำเลยเป็นเจ้าพนักงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลสาธารณสมบัติของแผ่นดินแม้โจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก็ไม่ได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานโจทก์ ฟ้อง และ แก้ไข คำฟ้อง ว่า โจทก์ เป็น ผู้ครอบครอง ที่ดินตั้ง อยู่ ที่ บ้าน หนองสะโน หมู่ ที่ 7 ตำบล ท่าช้าง อำเภอวารินชำราบ จังหวัด อุบลราชธานี จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ ประมาณ 15 ไร่ มี อาณาเขตติดต่อ ตาม แผนที่ สังเขป ท้ายฟ้อง ที่ดิน แปลง ดังกล่าว โจทก์ รับมรดกมาจาก บิดา มารดา และ ครอบครอง สืบ สิทธิ ติดต่อ กัน มา เป็น เวลา ประมาณ60 ปี แล้ว โดย โจทก์ ได้ เข้า ครอบครอง ทำประโยชน์ ใน ที่ดิน แปลง ดังกล่าวตั้งแต่ ปี 2508 ต่อมา ทางราชการ ได้ ออก ใบ ภ.บ.ท. 5 สำหรับ ที่ดินที่ จะ ต้อง เสีย ภาษีบำรุงท้องที่ ให้ แก่ โจทก์ ไว้ เป็น หลักฐาน และโจทก์ ได้เสีย ภาษีบำรุงท้องที่ ให้ แก่ ทางราชการ ตลอดมา ต่อมา อำเภอ วารินชำราบ ได้ มี ประกาศ ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2533 ให้ ประชาชน ที่ มี ความ ประสงค์ จะ ขอ จับจอง ที่ดิน เพื่อ ประกอบการ ทำนา หา เลี้ยงชีพใน ที่ดิน บ้าน หนองสะโน ยื่น เรื่องราว ขอ จับจอง ที่ดิน ดังกล่าว ต่อ ทาง สำนักงาน ที่ดิน อำเภอ วารินชำราบ โจทก์ ได้ ไป ยื่น เรื่องราว ขอ จับจอง ที่ดิน ดังกล่าว ต่อ พนักงาน เจ้าหน้าที่ หลังจาก ที่ เจ้าหน้าที่รังวัด สำนักงาน ที่ดิน ได้ ทำการ รังวัด ที่ดิน ที่ โจทก์ ได้ ขอ จับจองไว้ แล้ว ได้ มี ชาวบ้าน ไป ร้องเรียน ต่อ นายอำเภอ วารินชำราบ เกี่ยวกับ

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1เรื่อง ที่ดิน ที่ โจทก์ ขอ จับจอง ไว้ ต่อมา วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2534อำเภอ วารินชำราบ ได้ นำ เสา ไม้ มา ปัก ลง ใน ที่ดิน ที่ โจทก์ ได้ ขอ จับจอง ไว้ และ มี ป้าย เขียน ไว้ ว่า "ที่สาธารณประโยชน์ ห้าม บุกรุก " การกระทำดังกล่าว ของ ทางราชการ อำเภอ วารินชำราบ ทำให้ โจทก์ ได้รับ ความเสียหาย ไม่สามารถ จะ ได้รับ ใบจอง จึง ขอให้ ศาล พิพากษา ว่า ที่ดิน ตาม ฟ้อง เป็นที่ดิน ที่ โจทก์ มีสิทธิ ครอบครอง ไม่ใช่ ที่ดิน สาธารณประโยชน์ ให้ จำเลยรื้อถอน ป้าย ที่ ได้ นำ มา ปัก ลง ไว้ ใน ที่ดิน ที่ โจทก์ มีสิทธิ ครอบครองและ ให้ จำเลย ออก ใบจอง ที่ดิน ดังกล่าว ตาม ฟ้อง ให้ แก่ โจทก์จำเลย ให้การ ว่า ที่ดิน ตาม ฟ้อง เป็น ส่วน หนึ่ง ของ ที่ดิน สาธารณะที่ ประชาชน หมู่ ที่ 6 และ 7 ตำบล ท่าช้าง อำเภอวารินชำราบ จังหวัด อุบลราชธานี ใช้ ประโยชน์ ร่วมกัน โดย ใช้ เป็น ที่ เผา และ ฝัง ศพ และทางราชการ ได้ ขึ้น ทะเบียน เป็น ที่สาธารณะ ไว้ เป็น หลักฐาน ตั้งแต่ปี 2469 ดังนั้น แม้ โจทก์ จะ บุกรุก เข้า ไป ยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์นาน เท่าใด โจทก์ ก็ ไม่อาจ อ้าง สิทธิ ใน ที่ดิน แปลง ดังกล่าว ได้ ในขณะ เกิดเหตุ จำเลย รับ ราชการ ใน ตำแหน่ง นายอำเภอ วารินชำราบ ซึ่ง เป็น เจ้าพนักงาน ตาม กฎหมาย มีอำนาจ หน้าที่ ที่ จะ ต้อง คอย ตรวจตรารักษา ที่ดิน อันเป็น สาธารณประโยชน์ ของ แผ่นดิน ไม่ให้ ผู้ใด เบียดบังเอาไป เป็น ประโยชน์ ส่วนตัว เมื่อ ปรากฏว่า โจทก์ ได้ นำ เจ้าหน้าที่รังวัด ที่ดิน ไป รังวัด เพื่อ ขอ จับจอง ใน ที่ดิน ดังกล่าว ซึ่ง เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และ มี ชาวบ้าน ใน พื้นที่ มา ร้อง คัดค้าน ไว้จำเลย ใน ฐานะ เจ้าพนักงาน มีอำนาจ หน้าที่ ดังกล่าว จึง ได้ นำ ป้าย ไปปัก แสดง ให้ ทราบ ว่า ที่ดิน ตาม ฟ้อง นั้น เป็น ที่สาธารณะ ห้าม มิให้ ผู้ใดบุกรุก อันเป็น การ ปฏิบัติ ราชการ ตาม อำนาจ หน้าที่ และ ระเบียบ แบบ แผนของ ทางราชการ โดยสุจริต และ ไม่มี เจตนา ที่ จะ ก่อ ให้ เกิด ความเสียหายแก่ โจทก์ แต่อย่างใด ดังนั้น การ ที่ โจทก์ ไม่ได้ รับ ใบ จับจอง ที่ดินตาม ฟ้อง จึง ไม่ได้ เกิดจาก การกระทำ ละเมิด ของ จำเลย และ การกระทำ ของจำเลย ก็ มิได้ เป็น การ โต้แย้ง สิทธิ โจทก์ จึง ไม่มี อำนาจฟ้อง จำเลยขอให้ ศาล พิพากษายก ฟ้องศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์ อุทธรณ์ และ ยื่น คำร้องขอ อนุญาต ยื่น อุทธรณ์ โดยตรง ต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้น พิจารณา แล้ว เห็นว่า เป็น อุทธรณ์ เฉพาะ ปัญหาข้อกฎหมาย และ จำเลย อุทธรณ์ มิได้ คัดค้าน คำร้อง ดังกล่าว จึง มี คำสั่งอนุญาต ให้ โจทก์ ยื่น อุทธรณ์ โดยตรง ต่อ ศาลฎีกา ได้ ตาม ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณา ความ แพ่ง มาตรา 223 ทวิศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า "โจทก์ อุทธรณ์ เฉพาะ ปัญหาข้อกฎหมาย ว่าคดี นี้ ภาระ การ พิสูจน์ ตก แก่ จำเลย เนื่องจาก โจทก์ ฟ้อง ว่า โจทก์ มีสิทธิ ครอบครอง ใน ที่ดินพิพาท จำเลย ให้การ ว่า ที่ดินพิพาท เป็น ป่าช้าสาธารณะ เป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดย ที่ ที่ดินพิพาท ไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่ง โจทก์ ครอบครอง ทำประโยชน์ ใน ที่ดินพิพาท ดังนั้นโจทก์ จึง ได้รับ ประโยชน์ จาก ข้อสันนิษฐาน ของ กฎหมาย เป็น คุณ แก่ โจทก์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367, 1369 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84(2) เมื่อ จำเลย สืบไม่ได้ ว่า ที่ดินพิพาท เป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ จึง มีสิทธิครอบครอง ใน ที่พิพาท พิเคราะห์ แล้ว คดี นี้ โจทก์ กล่าวอ้าง ว่า โจทก์ครอบครอง ที่ดินพิพาท โจทก์ จึง มีสิทธิ ครอบครอง ขอให้ ศาล สั่ง แสดงว่า ที่ดินพิพาท เป็น ที่ดิน ที่ โจทก์ มีสิทธิ ครอบครอง ไม่ใช่ ที่ดินสาธารณประโยชน์ จำเลย ให้การ ต่อสู้ ว่า ที่ดินพิพาท ไม่ใช่ ที่ดินของ โจทก์ ที่ โจทก์ จะ มีสิทธิ ครอบครอง เพราะ ที่ดินพิพาท เป็น ส่วน หนึ่งของ ที่ดิน สาธารณะ ที่ ประชาชน ใช้ ประโยชน์ ร่วมกัน แม้ โจทก์ จะ เข้า ไปยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์ นาน เท่าใด ก็ ไม่อาจ อ้าง สิทธิ ใน ที่ดินแปลง ดังกล่าว ได้ ศาลฎีกา เห็นว่า ตาม ฟ้อง ของ โจทก์ ที่ อ้างว่า โจทก์มีสิทธิ ครอบครอง ใน ที่ดินพิพาท และ ขอให้ ศาล สั่ง แสดง ว่า ที่ดินพิพาทเป็น ที่ดิน ที่ โจทก์ มีสิทธิ ครอบครอง ไม่ใช่ ที่ดิน สาธารณประโยชน์คำฟ้อง ของ โจทก์ ดังกล่าว จึง เท่ากับ อ้างว่า โจทก์ มีสิทธิ ครอบครองใน ที่ดินพิพาท หรือ อีก นัย หนึ่ง ที่ดินพิพาท เป็น ของ โจทก์ เมื่อ

2จำเลยให้การ ต่อสู้ ว่า ที่ดินพิพาท ไม่ใช่ เป็น ที่ดิน ของ โจทก์ ที่ โจทก์ จะมีสิทธิ ครอบครอง เพราะ เป็น ที่ดิน สาธารณะ ที่ ประชาชน ใช้ ประโยชน์ร่วมกัน และ ที่พิพาท เป็น ที่ดิน ไม่มี หนังสือสำคัญ แสดง กรรมสิทธิ์ที่ดิน ดังนั้น โจทก์ จึง มี หน้าที่ ตาม กฎหมาย ที่ จะ ต้อง นำสืบ ให้ได้ความ ว่า ที่พิพาท เป็น ของ โจทก์ และ โดย ที่ จำเลย เป็น เจ้าพนักงานของรัฐ ที่ มีอำนาจ หน้าที่ ดูแล สาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้ จะ ปรากฏว่า โจทก์ ได้ ครอบครอง ที่ดินพิพาท อยู่ ก็ ไม่ได้ ประโยชน์ จาก ข้อสันนิษฐานเพราะ โจทก์ จะ ยก เอาการ ครอบครอง ขึ้น ยัน ต่อ รัฐ ได้ ต่อเมื่อ โจทก์ได้ สิทธิ ครอบครอง ใน ที่ดินพิพาท มา โดยชอบ ตาม วิธีการ ที่ กฎหมาย กำหนดและ กฎหมาย บัญญัติ รับรอง คุ้มครอง สิทธิ ครอบครอง นั้น ไว้ ด้วย ที่ศาลชั้นต้น วินิจฉัย ว่า โจทก์ มี ภาระ การ พิสูจน์ ว่า ที่ดินพิพาท เป็นของ โจทก์ ไม่ใช่ ที่ดิน สาธารณะ จึง ชอบแล้ว อุทธรณ์ ของ โจทก์ ฟังไม่ขึ้น "

3พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7/2539นาย บุ เบ้าเพชรโจทก์นาย นพพร จันทรถง ใน ฐานะ นายอำเภอ วารินชำราบจำเลย ป.พ.พ. ม. 1367, ม. 1369 ป.วิ.พ. ม. 84

4โจทก์ฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและขอให้ศาลสั่งแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินโจทก์มีสิทธิครอบครองไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์

5จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์เพราะเป็นที่ดินสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์และโดยที่จำเลยเป็นเจ้าพนักงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลสาธารณสมบัติของแผ่นดินแม้โจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก็ไม่ได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานโจทก์ ฟ้อง และ แก้ไข คำฟ้อง ว่า โจทก์ เป็น ผู้ครอบครอง ที่ดินตั้ง อยู่ ที่ บ้าน หนองสะโน หมู่ ที่ 7 ตำบล ท่าช้าง อำเภอวารินชำราบ จังหวัด อุบลราชธานี จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ ประมาณ 15 ไร่ มี อาณาเขตติดต่อ ตาม แผนที่ สังเขป ท้ายฟ้อง ที่ดิน แปลง ดังกล่าว โจทก์ รับมรดกมาจาก บิดา มารดา และ ครอบครอง สืบ สิทธิ ติดต่อ กัน มา เป็น เวลา ประมาณ60 ปี แล้ว โดย โจทก์ ได้ เข้า ครอบครอง ทำประโยชน์ ใน ที่ดิน แปลง ดังกล่าวตั้งแต่ ปี 2508 ต่อมา ทางราชการ ได้ ออก ใบ ภ.บ.ท. 5 สำหรับ ที่ดินที่ จะ ต้อง เสีย ภาษีบำรุงท้องที่ ให้ แก่ โจทก์ ไว้ เป็น หลักฐาน และโจทก์ ได้เสีย ภาษีบำรุงท้องที่ ให้ แก่ ทางราชการ ตลอดมา ต่อมา อำเภอ วารินชำราบ ได้ มี ประกาศ ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2533 ให้ ประชาชน ที่ มี ความ ประสงค์ จะ ขอ จับจอง ที่ดิน เพื่อ ประกอบการ ทำนา หา เลี้ยงชีพใน ที่ดิน บ้าน หนองสะโน ยื่น เรื่องราว ขอ จับจอง ที่ดิน ดังกล่าว ต่อ ทาง สำนักงาน ที่ดิน อำเภอ วารินชำราบ โจทก์ ได้ ไป ยื่น เรื่องราว ขอ จับจอง ที่ดิน ดังกล่าว ต่อ พนักงาน เจ้าหน้าที่ หลังจาก ที่ เจ้าหน้าที่รังวัด สำนักงาน ที่ดิน ได้ ทำการ รังวัด ที่ดิน ที่ โจทก์ ได้ ขอ จับจองไว้ แล้ว ได้ มี ชาวบ้าน ไป ร้องเรียน ต่อ นายอำเภอ วารินชำราบ เกี่ยวกับ เรื่อง ที่ดิน ที่ โจทก์ ขอ จับจอง ไว้ ต่อมา วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2534อำเภอ วารินชำราบ ได้ นำ เสา ไม้ มา ปัก ลง ใน ที่ดิน ที่ โจทก์ ได้ ขอ จับจอง ไว้ และ มี ป้าย เขียน ไว้ ว่า "ที่สาธารณประโยชน์ ห้าม บุกรุก " การกระทำดังกล่าว ของ ทางราชการ อำเภอ วารินชำราบ ทำให้ โจทก์ ได้รับ ความเสียหาย ไม่สามารถ จะ ได้รับ ใบจอง จึง ขอให้ ศาล พิพากษา ว่า ที่ดิน ตาม ฟ้อง เป็นที่ดิน ที่ โจทก์ มีสิทธิ ครอบครอง ไม่ใช่ ที่ดิน สาธารณประโยชน์ ให้ จำเลยรื้อถอน ป้าย ที่ ได้ นำ มา ปัก ลง ไว้ ใน ที่ดิน ที่ โจทก์ มีสิทธิ ครอบครองและ ให้ จำเลย ออก ใบจอง ที่ดิน ดังกล่าว ตาม ฟ้อง ให้ แก่ โจทก์จำเลย ให้การ ว่า ที่ดิน ตาม ฟ้อง เป็น ส่วน หนึ่ง ของ ที่ดิน สาธารณะที่ ประชาชน หมู่ ที่ 6 และ 7 ตำบล ท่าช้าง อำเภอวารินชำราบ จังหวัด อุบลราชธานี ใช้ ประโยชน์ ร่วมกัน โดย ใช้ เป็น ที่ เผา และ ฝัง ศพ และทางราชการ ได้ ขึ้น ทะเบียน เป็น ที่สาธารณะ ไว้ เป็น หลักฐาน ตั้งแต่ปี 2469 ดังนั้น แม้ โจทก์ จะ บุกรุก เข้า ไป ยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์นาน เท่าใด โจทก์ ก็ ไม่อาจ อ้าง สิทธิ ใน ที่ดิน แปลง ดังกล่าว ได้ ในขณะ เกิดเหตุ จำเลย รับ ราชการ ใน ตำแหน่ง นายอำเภอ วารินชำราบ ซึ่ง เป็น เจ้าพนักงาน ตาม กฎหมาย มีอำนาจ หน้าที่ ที่ จะ ต้อง คอย ตรวจตรารักษา ที่ดิน อันเป็น สาธารณประโยชน์ ของ แผ่นดิน ไม่ให้ ผู้ใด เบียดบังเอาไป เป็น ประโยชน์ ส่วนตัว เมื่อ ปรากฏว่า โจทก์ ได้ นำ เจ้าหน้าที่รังวัด ที่ดิน ไป รังวัด เพื่อ ขอ จับจอง ใน ที่ดิน ดังกล่าว ซึ่ง เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และ มี ชาวบ้าน ใน พื้นที่ มา ร้อง คัดค้าน ไว้จำเลย ใน ฐานะ เจ้าพนักงาน มีอำนาจ หน้าที่ ดังกล่าว จึง ได้ นำ ป้าย ไปปัก แสดง ให้ ทราบ ว่า ที่ดิน ตาม ฟ้อง นั้น เป็น ที่สาธารณะ ห้าม มิให้ ผู้ใดบุกรุก อันเป็น การ ปฏิบัติ ราชการ ตาม อำนาจ หน้าที่ และ ระเบียบ แบบ แผนของ ทางราชการ โดยสุจริต และ ไม่มี เจตนา ที่ จะ ก่อ ให้ เกิด ความเสียหายแก่ โจทก์ แต่อย่างใด ดังนั้น การ ที่ โจทก์ ไม่ได้ รับ ใบ จับจอง ที่ดินตาม ฟ้อง จึง ไม่ได้ เกิดจาก การกระทำ ละเมิด ของ จำเลย และ การกระทำ ของจำเลย ก็ มิได้ เป็น การ โต้แย้ง สิทธิ โจทก์ จึง ไม่มี อำนาจฟ้อง จำเลยขอให้ ศาล พิพากษายก ฟ้องศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์ อุทธรณ์ และ ยื่น คำร้องขอ อนุญาต ยื่น อุทธรณ์ โดยตรง ต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้น พิจารณา แล้ว เห็นว่า เป็น อุทธรณ์ เฉพาะ ปัญหาข้อกฎหมาย และ จำเลย อุทธรณ์ มิได้ คัดค้าน คำร้อง ดังกล่าว จึง มี คำสั่งอนุญาต ให้ โจทก์ ยื่น อุทธรณ์ โดยตรง ต่อ ศาลฎีกา ได้ ตาม ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณา ความ แพ่ง มาตรา 223 ทวิศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า "โจทก์ อุทธรณ์ เฉพาะ ปัญหาข้อกฎหมาย ว่าคดี นี้ ภาระ การ พิสูจน์ ตก แก่ จำเลย เนื่องจาก โจทก์ ฟ้อง ว่า โจทก์ มีสิทธิ ครอบครอง ใน ที่ดินพิพาท จำเลย ให้การ ว่า ที่ดินพิพาท เป็น ป่าช้าสาธารณะ เป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดย ที่ ที่ดินพิพาท ไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่ง โจทก์ ครอบครอง ทำประโยชน์ ใน ที่ดินพิพาท ดังนั้นโจทก์ จึง ได้รับ ประโยชน์ จาก ข้อสันนิษฐาน ของ กฎหมาย เป็น คุณ แก่ โจทก์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367, 1369 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84(2) เมื่อ จำเลย สืบไม่ได้ ว่า ที่ดินพิพาท เป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ จึง มีสิทธิครอบครอง ใน ที่พิพาท พิเคราะห์ แล้ว คดี นี้ โจทก์ กล่าวอ้าง ว่า โจทก์ครอบครอง ที่ดินพิพาท โจทก์ จึง มีสิทธิ ครอบครอง ขอให้ ศาล สั่ง แสดงว่า ที่ดินพิพาท เป็น ที่ดิน ที่ โจทก์ มีสิทธิ ครอบครอง ไม่ใช่ ที่ดินสาธารณประโยชน์ จำเลย ให้การ ต่อสู้ ว่า ที่ดินพิพาท ไม่ใช่ ที่ดินของ โจทก์ ที่ โจทก์ จะ มีสิทธิ ครอบครอง เพราะ ที่ดินพิพาท เป็น ส่วน หนึ่งของ ที่ดิน สาธารณะ ที่ ประชาชน ใช้ ประโยชน์ ร่วมกัน แม้ โจทก์ จะ เข้า ไปยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์ นาน เท่าใด ก็ ไม่อาจ อ้าง สิทธิ ใน ที่ดินแปลง ดังกล่าว ได้ ศาลฎีกา เห็นว่า ตาม ฟ้อง ของ โจทก์ ที่ อ้างว่า โจทก์มีสิทธิ ครอบครอง ใน ที่ดินพิพาท และ ขอให้ ศาล สั่ง แสดง ว่า ที่ดินพิพาทเป็น ที่ดิน ที่ โจทก์ มีสิทธิ ครอบครอง ไม่ใช่ ที่ดิน สาธารณประโยชน์คำฟ้อง ของ โจทก์ ดังกล่าว จึง เท่ากับ อ้างว่า โจทก์ มีสิทธิ ครอบครองใน ที่ดินพิพาท หรือ อีก นัย หนึ่ง ที่ดินพิพาท เป็น ของ โจทก์ เมื่อ

6จำเลยให้การ ต่อสู้ ว่า ที่ดินพิพาท ไม่ใช่ เป็น ที่ดิน ของ โจทก์ ที่ โจทก์ จะมีสิทธิ ครอบครอง เพราะ เป็น ที่ดิน สาธารณะ ที่ ประชาชน ใช้ ประโยชน์ร่วมกัน และ ที่พิพาท เป็น ที่ดิน ไม่มี หนังสือสำคัญ แสดง กรรมสิทธิ์ที่ดิน ดังนั้น โจทก์ จึง มี หน้าที่ ตาม กฎหมาย ที่ จะ ต้อง นำสืบ ให้ได้ความ ว่า ที่พิพาท เป็น ของ โจทก์ และ โดย ที่ จำเลย เป็น เจ้าพนักงานของรัฐ ที่ มีอำนาจ หน้าที่ ดูแล สาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้ จะ ปรากฏว่า โจทก์ ได้ ครอบครอง ที่ดินพิพาท อยู่ ก็ ไม่ได้ ประโยชน์ จาก ข้อสันนิษฐานเพราะ โจทก์ จะ ยก เอาการ ครอบครอง ขึ้น ยัน ต่อ รัฐ ได้ ต่อเมื่อ โจทก์ได้ สิทธิ ครอบครอง ใน ที่ดินพิพาท มา โดยชอบ ตาม วิธีการ ที่ กฎหมาย กำหนดและ กฎหมาย บัญญัติ รับรอง คุ้มครอง สิทธิ ครอบครอง นั้น ไว้ ด้วย ที่ศาลชั้นต้น วินิจฉัย ว่า โจทก์ มี ภาระ การ พิสูจน์ ว่า ที่ดินพิพาท เป็นของ โจทก์ ไม่ใช่ ที่ดิน สาธารณะ จึง ชอบแล้ว อุทธรณ์ ของ โจทก์ ฟังไม่ขึ้น "

7พิพากษายืน(อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ-สุทธิ นิชโรจน์-สมพล สัตยาอภิธาน)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุคดีนี้มีข้อสังเกตด้วยกัน3ประการ 1.

8ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าภาระการพิสูจน์ในคดีนี้ตกแก่โจทก์โดยให้เหตุผลว่า"แม้จะปรากฏว่าโจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก็ไม่ได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานเพราะโจทก์จะยกเอาการครอบครองขึ้นยันต่อรัฐได้ต่อเมื่อโจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทมาโดยชอบตามวิธีการที่กฎหมายกำหนดและกฎหมายบัญญัติรับรองคุ้มครองสิทธิครอบครองนั้นไว้ด้วย"ในความเห็นของผู้หมายเหตุเข้าใจว่าการที่จำเลยต่อสู้คดีว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณะที่ประชาชนใช้ร่วมกันเท่ากับเป็นการต่อสู้ว่าโจทก์ไม่อาจยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทและใช้ยันจำเลยในฐานะเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดูแลที่ดินสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินได้เลย(ดูพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่พ.ศ.2457มาตรา122)กรณีจึงไม่อาจนำบทสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1367,1369มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้ส่วนที่ศาลฎีกาให้เหตุผลดังกล่าวนั้นน่าจะเป็นการยกเหตุผลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1305ขึ้นอ้างและเป็นการมองในแง่ของการครอบครองเป็นสำคัญข้อนี้ไม่ว่าจะมองในแง่ของการยึดถือหรือการครอบครองก็สอดคล้องกันเนื่องจากหากยึดถือไม่ได้ก็ย่อมไม่มีการครอบครองอยู่นั่นเองเมื่อจำเลยไม่อาจอ้างเอาประโยชน์แห่งข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้แล้วการกำหนดหน้าที่นำสืบจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา84ที่กำหนดให้ฝ่ายที่กล่าวอ้างมีหน้าที่นำสืบ คำพิพากษาศาลฎีกานี้วินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่592/2513ซึ่งวินิจฉัยไว้ว่า

9โจทก์ฟ้องว่าโจทก์รับมรดกที่พิพาทและครอบครองติดต่อกันมาราว60ปีต่อมาจำเลยซึ่งเป็นนายอำเภอออกคำสั่งให้โจทก์ออกจากที่พิพาทโดยอ้างว่าเป็นหนองน้ำสาธารณะโจทก์จึงมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์จำเลยต่อสู้ว่าที่พิพาทมิใช่ของโจทก์แต่เป็นหนองน้ำสาธารณะดังนี้เมื่อ

10โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และ จำเลยให้การว่าที่พิพาทไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นที่สาธารณะและปรากฏว่าที่พิพาทเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญกรรมสิทธิ์โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ 2.ที่ดินพิพาทคดีนี้เป็นที่ดินซึ่งไม่มีเอกสารทางราชการใดๆออกไว้หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งมีเอกสารสิทธิของทางราชการออกให้ไว้ปัญหาว่าโจทก์จะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1373หรือไม่หากพิจารณาจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1305แล้วจะเห็นได้ว่าสาธารณสมบัติของแผ่นดินสามารถโอนให้แก่กันได้โดยอาศัยอำนาจแห่งกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกาการที่โจทก์มีชื่ออยู่ในทะเบียนที่ดินเช่นโฉนดที่ดินเป็นเรื่องที่ทางราชการได้ออกเอกสารสิทธิให้แก่ราษฎรโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดินเสมือนหนึ่งว่ามีการโอนที่ดินให้แก่ราษฎรแล้วดังนี้ผู้หมายเหตุจึงมีความเห็นว่ากรณีข้างต้นโจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1373ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยอย่างไรก็ตามหาก

11จำเลยให้การต่อสู้คดีด้วยว่าการออกโฉนดที่ดินไม่ถูกต้องเพราะโจทก์ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่ากับเป็นการที่จำเลยปฏิเสธความถูกต้องของการออกเอกสารสิทธิดังกล่าวมีผลเสมือนกับการต่อสู้ว่าการโอนที่ดินจากรัฐไปยังโจทก์ไม่ถูกต้องเฉพาะกรณีหลังนี้โจทก์ย่อมไม่อาจยกประโยชน์แห่งข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1373มาเป็นประโยชน์แก่ตนเองได้ กรณีที่ดินมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งอ้างว่าเป็นทางสาธารณะเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่1648/2513วินิจฉัยไว้ว่าผู้มีหนังสือรับของการทำประโยชน์มีหน้าที่นำสืบก่อนส่วนกรณีที่ดินมีโฉนดนั้นเท่าที่ผู้หมายเหตุตรวจสอบยังไม่พบคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยไว้โดยตรงแต่อาจเทียบเคียงได้จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่1202/2523ซึ่งเป็นเรื่องจำเลยต่อสู้ว่าโฉนดที่ดินของโจทก์ออกทับที่ดินจำเลยมีสิทธิครอบครองโฉนดดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย 3.จำเลยในคดีนี้เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดูแลที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินหากข้อพิพาทที่เกิดขึ้นเป็นการโต้แย้งระหว่างราษฎรด้วยกันเองแล้วน่าจะต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใดหากเป็นประเภทที่ราษฎรอาจมีสิทธิครอบครองและใช้ยันในระหว่างกันเองได้แล้วก็อาจนำมาตรา1367,1369มาใช้ได้แม้ว่าอีกฝ่ายจะต่อสู้ว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณะก็ตาม ?ทนงศักดิ์ดุลยกาญจน์?คำพิพากษา: โจทก์ ฟ้อง และ แก้ไข คำฟ้อง ว่า โจทก์ เป็น ผู้ครอบครอง ที่ดินตั้ง อยู่ ที่ บ้าน หนองสะโน หมู่ ที่ 7 ตำบล ท่าช้าง อำเภอวารินชำราบ จังหวัด อุบลราชธานี จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ ประมาณ 15 ไร่ มี อาณาเขตติดต่อ ตาม แผนที่ สังเขป ท้ายฟ้อง ที่ดิน แปลง ดังกล่าว โจทก์ รับมรดกมาจาก บิดา มารดา และ ครอบครอง สืบ สิทธิ ติดต่อ กัน มา เป็น เวลา ประมาณ60 ปี แล้ว โดย โจทก์ ได้ เข้า ครอบครอง ทำประโยชน์ ใน ที่ดิน แปลง ดังกล่าวตั้งแต่ ปี 2508 ต่อมา ทางราชการ ได้ ออก ใบ ภ.บ.ท. 5 สำหรับ ที่ดินที่ จะ ต้อง เสีย ภาษีบำรุงท้องที่ ให้ แก่ โจทก์ ไว้ เป็น หลักฐาน และโจทก์ ได้เสีย ภาษีบำรุงท้องที่ ให้ แก่ ทางราชการ ตลอดมา ต่อมา อำเภอ วารินชำราบ ได้ มี ประกาศ ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2533 ให้ ประชาชน ที่ มี ความ ประสงค์ จะ ขอ จับจอง ที่ดิน เพื่อ ประกอบการ ทำนา หา เลี้ยงชีพใน ที่ดิน บ้าน หนองสะโน ยื่น เรื่องราว ขอ จับจอง ที่ดิน ดังกล่าว ต่อ ทาง สำนักงาน ที่ดิน อำเภอ วารินชำราบ โจทก์ ได้ ไป ยื่น เรื่องราว ขอ จับจอง ที่ดิน ดังกล่าว ต่อ พนักงาน เจ้าหน้าที่ หลังจาก ที่ เจ้าหน้าที่รังวัด สำนักงาน ที่ดิน ได้ ทำการ รังวัด ที่ดิน ที่ โจทก์ ได้ ขอ จับจองไว้ แล้ว ได้ มี ชาวบ้าน ไป ร้องเรียน ต่อ นายอำเภอ วารินชำราบ เกี่ยวกับ เรื่อง ที่ดิน ที่ โจทก์ ขอ จับจอง ไว้ ต่อมา วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2534อำเภอ วารินชำราบ ได้ นำ เสา ไม้ มา ปัก ลง ใน ที่ดิน ที่ โจทก์ ได้ ขอ จับจอง ไว้ และ มี ป้าย เขียน ไว้ ว่า "ที่สาธารณประโยชน์ ห้าม บุกรุก " การกระทำดังกล่าว ของ ทางราชการ อำเภอ วารินชำราบ ทำให้ โจทก์ ได้รับ ความเสียหาย ไม่สามารถ จะ ได้รับ ใบจอง จึง ขอให้ ศาล พิพากษา ว่า ที่ดิน ตาม ฟ้อง เป็นที่ดิน ที่ โจทก์ มีสิทธิ ครอบครอง ไม่ใช่ ที่ดิน สาธารณประโยชน์ ให้ จำเลยรื้อถอน ป้าย ที่ ได้ นำ มา ปัก ลง ไว้ ใน ที่ดิน ที่ โจทก์ มีสิทธิ ครอบครองและ ให้ จำเลย ออก ใบจอง ที่ดิน ดังกล่าว ตาม ฟ้อง ให้ แก่ โจทก์จำเลย ให้การ ว่า ที่ดิน ตาม ฟ้อง เป็น ส่วน หนึ่ง ของ ที่ดิน สาธารณะที่ ประชาชน หมู่ ที่ 6 และ 7 ตำบล ท่าช้าง อำเภอวารินชำราบ จังหวัด อุบลราชธานี ใช้ ประโยชน์ ร่วมกัน โดย ใช้ เป็น ที่ เผา และ ฝัง ศพ และทางราชการ ได้ ขึ้น ทะเบียน เป็น ที่สาธารณะ ไว้ เป็น หลักฐาน ตั้งแต่ปี 2469 ดังนั้น แม้ โจทก์ จะ บุกรุก เข้า ไป ยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์นาน เท่าใด โจทก์ ก็ ไม่อาจ อ้าง สิทธิ ใน ที่ดิน แปลง ดังกล่าว ได้ ในขณะ เกิดเหตุ จำเลย รับ ราชการ ใน ตำแหน่ง นายอำเภอ วารินชำราบ ซึ่ง เป็น เจ้าพนักงาน ตาม กฎหมาย มีอำนาจ หน้าที่ ที่ จะ ต้อง คอย ตรวจตรารักษา ที่ดิน อันเป็น สาธารณประโยชน์ ของ แผ่นดิน ไม่ให้ ผู้ใด เบียดบังเอาไป เป็น ประโยชน์ ส่วนตัว เมื่อ ปรากฏว่า โจทก์ ได้ นำ เจ้าหน้าที่รังวัด ที่ดิน ไป รังวัด เพื่อ ขอ จับจอง ใน ที่ดิน ดังกล่าว ซึ่ง เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และ มี ชาวบ้าน ใน พื้นที่ มา ร้อง คัดค้าน ไว้จำเลย ใน ฐานะ เจ้าพนักงาน มีอำนาจ หน้าที่ ดังกล่าว จึง ได้ นำ ป้าย ไปปัก แสดง ให้ ทราบ ว่า ที่ดิน ตาม ฟ้อง นั้น เป็น ที่สาธารณะ ห้าม มิให้ ผู้ใดบุกรุก อันเป็น การ ปฏิบัติ ราชการ ตาม อำนาจ หน้าที่ และ ระเบียบ แบบ แผนของ ทางราชการ โดยสุจริต และ ไม่มี เจตนา ที่ จะ ก่อ ให้ เกิด ความเสียหายแก่ โจทก์ แต่อย่างใด ดังนั้น การ ที่ โจทก์ ไม่ได้ รับ ใบ จับจอง ที่ดินตาม ฟ้อง จึง ไม่ได้ เกิดจาก การกระทำ ละเมิด ของ จำเลย และ การกระทำ ของจำเลย ก็ มิได้ เป็น การ โต้แย้ง สิทธิ โจทก์ จึง ไม่มี อำนาจฟ้อง จำเลยขอให้ ศาล พิพากษายก ฟ้องศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์ อุทธรณ์ และ ยื่น คำร้องขอ อนุญาต ยื่น อุทธรณ์ โดยตรง ต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้น พิจารณา แล้ว เห็นว่า เป็น อุทธรณ์ เฉพาะ ปัญหาข้อกฎหมาย และ จำเลย อุทธรณ์ มิได้ คัดค้าน คำร้อง ดังกล่าว จึง มี คำสั่งอนุญาต ให้ โจทก์ ยื่น อุทธรณ์ โดยตรง ต่อ ศาลฎีกา ได้ ตาม ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณา ความ แพ่ง มาตรา 223 ทวิศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า "โจทก์ อุทธรณ์ เฉพาะ ปัญหาข้อกฎหมาย ว่าคดี นี้ ภาระ การ พิสูจน์ ตก แก่ จำเลย เนื่องจาก โจทก์ ฟ้อง ว่า โจทก์ มีสิทธิ ครอบครอง ใน ที่ดินพิพาท จำเลย ให้การ ว่า ที่ดินพิพาท เป็น ป่าช้าสาธารณะ เป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดย ที่ ที่ดินพิพาท ไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่ง โจทก์ ครอบครอง ทำประโยชน์ ใน ที่ดินพิพาท ดังนั้นโจทก์ จึง ได้รับ ประโยชน์ จาก ข้อสันนิษฐาน ของ กฎหมาย เป็น คุณ แก่ โจทก์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367, 1369 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84(2) เมื่อ จำเลย สืบไม่ได้ ว่า ที่ดินพิพาท เป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ จึง มีสิทธิครอบครอง ใน ที่พิพาท พิเคราะห์ แล้ว คดี นี้ โจทก์ กล่าวอ้าง ว่า โจทก์ครอบครอง ที่ดินพิพาท โจทก์ จึง มีสิทธิ ครอบครอง ขอให้ ศาล สั่ง แสดงว่า ที่ดินพิพาท เป็น ที่ดิน ที่ โจทก์ มีสิทธิ ครอบครอง ไม่ใช่ ที่ดินสาธารณประโยชน์ จำเลย ให้การ ต่อสู้ ว่า ที่ดินพิพาท ไม่ใช่ ที่ดินของ โจทก์ ที่ โจทก์ จะ มีสิทธิ ครอบครอง เพราะ ที่ดินพิพาท เป็น ส่วน หนึ่งของ ที่ดิน สาธารณะ ที่ ประชาชน ใช้ ประโยชน์ ร่วมกัน แม้ โจทก์ จะ เข้า ไปยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์ นาน เท่าใด ก็ ไม่อาจ อ้าง สิทธิ ใน ที่ดินแปลง ดังกล่าว ได้ ศาลฎีกา เห็นว่า ตาม ฟ้อง ของ โจทก์ ที่ อ้างว่า โจทก์มีสิทธิ ครอบครอง ใน ที่ดินพิพาท และ ขอให้ ศาล สั่ง แสดง ว่า ที่ดินพิพาทเป็น ที่ดิน ที่ โจทก์ มีสิทธิ ครอบครอง ไม่ใช่ ที่ดิน สาธารณประโยชน์คำฟ้อง ของ โจทก์ ดังกล่าว จึง เท่ากับ อ้างว่า โจทก์ มีสิทธิ ครอบครองใน ที่ดินพิพาท หรือ อีก นัย หนึ่ง ที่ดินพิพาท เป็น ของ โจทก์ เมื่อ

12จำเลยให้การ ต่อสู้ ว่า ที่ดินพิพาท ไม่ใช่ เป็น ที่ดิน ของ โจทก์ ที่ โจทก์ จะมีสิทธิ ครอบครอง เพราะ เป็น ที่ดิน สาธารณะ ที่ ประชาชน ใช้ ประโยชน์ร่วมกัน และ ที่พิพาท เป็น ที่ดิน ไม่มี หนังสือสำคัญ แสดง กรรมสิทธิ์ที่ดิน ดังนั้น โจทก์ จึง มี หน้าที่ ตาม กฎหมาย ที่ จะ ต้อง นำสืบ ให้ได้ความ ว่า ที่พิพาท เป็น ของ โจทก์ และ โดย ที่ จำเลย เป็น เจ้าพนักงานของรัฐ ที่ มีอำนาจ หน้าที่ ดูแล สาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้ จะ ปรากฏว่า โจทก์ ได้ ครอบครอง ที่ดินพิพาท อยู่ ก็ ไม่ได้ ประโยชน์ จาก ข้อสันนิษฐานเพราะ โจทก์ จะ ยก เอาการ ครอบครอง ขึ้น ยัน ต่อ รัฐ ได้ ต่อเมื่อ โจทก์ได้ สิทธิ ครอบครอง ใน ที่ดินพิพาท มา โดยชอบ ตาม วิธีการ ที่ กฎหมาย กำหนดและ กฎหมาย บัญญัติ รับรอง คุ้มครอง สิทธิ ครอบครอง นั้น ไว้ ด้วย ที่ศาลชั้นต้น วินิจฉัย ว่า โจทก์ มี ภาระ การ พิสูจน์ ว่า ที่ดินพิพาท เป็นของ โจทก์ ไม่ใช่ ที่ดิน สาธารณะ จึง ชอบแล้ว อุทธรณ์ ของ โจทก์ ฟังไม่ขึ้น "

13พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7/2539นาย บุ เบ้าเพชรโจทก์นาย นพพร จันทรถง ใน ฐานะ นายอำเภอ วารินชำราบจำเลย ป.พ.พ. ม. 1367, ม. 1369 ป.วิ.พ. ม. 84

14โจทก์ฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและขอให้ศาลสั่งแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินโจทก์มีสิทธิครอบครองไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์

15จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์เพราะเป็นที่ดินสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์และโดยที่จำเลยเป็นเจ้าพนักงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลสาธารณสมบัติของแผ่นดินแม้โจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก็ไม่ได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานโจทก์ ฟ้อง และ แก้ไข คำฟ้อง ว่า โจทก์ เป็น ผู้ครอบครอง ที่ดินตั้ง อยู่ ที่ บ้าน หนองสะโน หมู่ ที่ 7 ตำบล ท่าช้าง อำเภอวารินชำราบ จังหวัด อุบลราชธานี จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ ประมาณ 15 ไร่ มี อาณาเขตติดต่อ ตาม แผนที่ สังเขป ท้ายฟ้อง ที่ดิน แปลง ดังกล่าว โจทก์ รับมรดกมาจาก บิดา มารดา และ ครอบครอง สืบ สิทธิ ติดต่อ กัน มา เป็น เวลา ประมาณ60 ปี แล้ว โดย โจทก์ ได้ เข้า ครอบครอง ทำประโยชน์ ใน ที่ดิน แปลง ดังกล่าวตั้งแต่ ปี 2508 ต่อมา ทางราชการ ได้ ออก ใบ ภ.บ.ท. 5 สำหรับ ที่ดินที่ จะ ต้อง เสีย ภาษีบำรุงท้องที่ ให้ แก่ โจทก์ ไว้ เป็น หลักฐาน และโจทก์ ได้เสีย ภาษีบำรุงท้องที่ ให้ แก่ ทางราชการ ตลอดมา ต่อมา อำเภอ วารินชำราบ ได้ มี ประกาศ ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2533 ให้ ประชาชน ที่ มี ความ ประสงค์ จะ ขอ จับจอง ที่ดิน เพื่อ ประกอบการ ทำนา หา เลี้ยงชีพใน ที่ดิน บ้าน หนองสะโน ยื่น เรื่องราว ขอ จับจอง ที่ดิน ดังกล่าว ต่อ ทาง สำนักงาน ที่ดิน อำเภอ วารินชำราบ โจทก์ ได้ ไป ยื่น เรื่องราว ขอ จับจอง ที่ดิน ดังกล่าว ต่อ พนักงาน เจ้าหน้าที่ หลังจาก ที่ เจ้าหน้าที่รังวัด สำนักงาน ที่ดิน ได้ ทำการ รังวัด ที่ดิน ที่ โจทก์ ได้ ขอ จับจองไว้ แล้ว ได้ มี ชาวบ้าน ไป ร้องเรียน ต่อ นายอำเภอ วารินชำราบ เกี่ยวกับ เรื่อง ที่ดิน ที่ โจทก์ ขอ จับจอง ไว้ ต่อมา วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2534อำเภอ วารินชำราบ ได้ นำ เสา ไม้ มา ปัก ลง ใน ที่ดิน ที่ โจทก์ ได้ ขอ จับจอง ไว้ และ มี ป้าย เขียน ไว้ ว่า "ที่สาธารณประโยชน์ ห้าม บุกรุก " การกระทำดังกล่าว ของ ทางราชการ อำเภอ วารินชำราบ ทำให้ โจทก์ ได้รับ ความเสียหาย ไม่สามารถ จะ ได้รับ ใบจอง จึง ขอให้ ศาล พิพากษา ว่า ที่ดิน ตาม ฟ้อง เป็นที่ดิน ที่ โจทก์ มีสิทธิ ครอบครอง ไม่ใช่ ที่ดิน สาธารณประโยชน์ ให้ จำเลยรื้อถอน ป้าย ที่ ได้ นำ มา ปัก ลง ไว้ ใน ที่ดิน ที่ โจทก์ มีสิทธิ ครอบครองและ ให้ จำเลย ออก ใบจอง ที่ดิน ดังกล่าว ตาม ฟ้อง ให้ แก่ โจทก์จำเลย ให้การ ว่า ที่ดิน ตาม ฟ้อง เป็น ส่วน หนึ่ง ของ ที่ดิน สาธารณะที่ ประชาชน หมู่ ที่ 6 และ 7 ตำบล ท่าช้าง อำเภอวารินชำราบ จังหวัด อุบลราชธานี ใช้ ประโยชน์ ร่วมกัน โดย ใช้ เป็น ที่ เผา และ ฝัง ศพ และทางราชการ ได้ ขึ้น ทะเบียน เป็น ที่สาธารณะ ไว้ เป็น หลักฐาน ตั้งแต่ปี 2469 ดังนั้น แม้ โจทก์ จะ บุกรุก เข้า ไป ยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์นาน เท่าใด โจทก์ ก็ ไม่อาจ อ้าง สิทธิ ใน ที่ดิน แปลง ดังกล่าว ได้ ในขณะ เกิดเหตุ จำเลย รับ ราชการ ใน ตำแหน่ง นายอำเภอ วารินชำราบ ซึ่ง เป็น เจ้าพนักงาน ตาม กฎหมาย มีอำนาจ หน้าที่ ที่ จะ ต้อง คอย ตรวจตรารักษา ที่ดิน อันเป็น สาธารณประโยชน์ ของ แผ่นดิน ไม่ให้ ผู้ใด เบียดบังเอาไป เป็น ประโยชน์ ส่วนตัว เมื่อ ปรากฏว่า โจทก์ ได้ นำ เจ้าหน้าที่รังวัด ที่ดิน ไป รังวัด เพื่อ ขอ จับจอง ใน ที่ดิน ดังกล่าว ซึ่ง เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และ มี ชาวบ้าน ใน พื้นที่ มา ร้อง คัดค้าน ไว้จำเลย ใน ฐานะ เจ้าพนักงาน มีอำนาจ หน้าที่ ดังกล่าว จึง ได้ นำ ป้าย ไปปัก แสดง ให้ ทราบ ว่า ที่ดิน ตาม ฟ้อง นั้น เป็น ที่สาธารณะ ห้าม มิให้ ผู้ใดบุกรุก อันเป็น การ ปฏิบัติ ราชการ ตาม อำนาจ หน้าที่ และ ระเบียบ แบบ แผนของ ทางราชการ โดยสุจริต และ ไม่มี เจตนา ที่ จะ ก่อ ให้ เกิด ความเสียหายแก่ โจทก์ แต่อย่างใด ดังนั้น การ ที่ โจทก์ ไม่ได้ รับ ใบ จับจอง ที่ดินตาม ฟ้อง จึง ไม่ได้ เกิดจาก การกระทำ ละเมิด ของ จำเลย และ การกระทำ ของจำเลย ก็ มิได้ เป็น การ โต้แย้ง สิทธิ โจทก์ จึง ไม่มี อำนาจฟ้อง จำเลยขอให้ ศาล พิพากษายก ฟ้องศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์ อุทธรณ์ และ ยื่น คำร้องขอ อนุญาต ยื่น อุทธรณ์ โดยตรง ต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้น พิจารณา แล้ว เห็นว่า เป็น อุทธรณ์ เฉพาะ ปัญหาข้อกฎหมาย และ จำเลย อุทธรณ์ มิได้ คัดค้าน คำร้อง ดังกล่าว จึง มี คำสั่งอนุญาต ให้ โจทก์ ยื่น อุทธรณ์ โดยตรง ต่อ ศาลฎีกา ได้ ตาม ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณา ความ แพ่ง มาตรา 223 ทวิศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า "โจทก์ อุทธรณ์ เฉพาะ ปัญหาข้อกฎหมาย ว่าคดี นี้ ภาระ การ พิสูจน์ ตก แก่ จำเลย เนื่องจาก โจทก์ ฟ้อง ว่า โจทก์ มีสิทธิ ครอบครอง ใน ที่ดินพิพาท จำเลย ให้การ ว่า ที่ดินพิพาท เป็น ป่าช้าสาธารณะ เป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดย ที่ ที่ดินพิพาท ไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่ง โจทก์ ครอบครอง ทำประโยชน์ ใน ที่ดินพิพาท ดังนั้นโจทก์ จึง ได้รับ ประโยชน์ จาก ข้อสันนิษฐาน ของ กฎหมาย เป็น คุณ แก่ โจทก์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367, 1369 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84(2) เมื่อ จำเลย สืบไม่ได้ ว่า ที่ดินพิพาท เป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ จึง มีสิทธิครอบครอง ใน ที่พิพาท พิเคราะห์ แล้ว คดี นี้ โจทก์ กล่าวอ้าง ว่า โจทก์ครอบครอง ที่ดินพิพาท โจทก์ จึง มีสิทธิ ครอบครอง ขอให้ ศาล สั่ง แสดงว่า ที่ดินพิพาท เป็น ที่ดิน ที่ โจทก์ มีสิทธิ ครอบครอง ไม่ใช่ ที่ดินสาธารณประโยชน์ จำเลย ให้การ ต่อสู้ ว่า ที่ดินพิพาท ไม่ใช่ ที่ดินของ โจทก์ ที่ โจทก์ จะ มีสิทธิ ครอบครอง เพราะ ที่ดินพิพาท เป็น ส่วน หนึ่งของ ที่ดิน สาธารณะ ที่ ประชาชน ใช้ ประโยชน์ ร่วมกัน แม้ โจทก์ จะ เข้า ไปยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์ นาน เท่าใด ก็ ไม่อาจ อ้าง สิทธิ ใน ที่ดินแปลง ดังกล่าว ได้ ศาลฎีกา เห็นว่า ตาม ฟ้อง ของ โจทก์ ที่ อ้างว่า โจทก์มีสิทธิ ครอบครอง ใน ที่ดินพิพาท และ ขอให้ ศาล สั่ง แสดง ว่า ที่ดินพิพาทเป็น ที่ดิน ที่ โจทก์ มีสิทธิ ครอบครอง ไม่ใช่ ที่ดิน สาธารณประโยชน์คำฟ้อง ของ โจทก์ ดังกล่าว จึง เท่ากับ อ้างว่า โจทก์ มีสิทธิ ครอบครองใน ที่ดินพิพาท หรือ อีก นัย หนึ่ง ที่ดินพิพาท เป็น ของ โจทก์ เมื่อ

16จำเลยให้การ ต่อสู้ ว่า ที่ดินพิพาท ไม่ใช่ เป็น ที่ดิน ของ โจทก์ ที่ โจทก์ จะมีสิทธิ ครอบครอง เพราะ เป็น ที่ดิน สาธารณะ ที่ ประชาชน ใช้ ประโยชน์ร่วมกัน และ ที่พิพาท เป็น ที่ดิน ไม่มี หนังสือสำคัญ แสดง กรรมสิทธิ์ที่ดิน ดังนั้น โจทก์ จึง มี หน้าที่ ตาม กฎหมาย ที่ จะ ต้อง นำสืบ ให้ได้ความ ว่า ที่พิพาท เป็น ของ โจทก์ และ โดย ที่ จำเลย เป็น เจ้าพนักงานของรัฐ ที่ มีอำนาจ หน้าที่ ดูแล สาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้ จะ ปรากฏว่า โจทก์ ได้ ครอบครอง ที่ดินพิพาท อยู่ ก็ ไม่ได้ ประโยชน์ จาก ข้อสันนิษฐานเพราะ โจทก์ จะ ยก เอาการ ครอบครอง ขึ้น ยัน ต่อ รัฐ ได้ ต่อเมื่อ โจทก์ได้ สิทธิ ครอบครอง ใน ที่ดินพิพาท มา โดยชอบ ตาม วิธีการ ที่ กฎหมาย กำหนดและ กฎหมาย บัญญัติ รับรอง คุ้มครอง สิทธิ ครอบครอง นั้น ไว้ ด้วย ที่ศาลชั้นต้น วินิจฉัย ว่า โจทก์ มี ภาระ การ พิสูจน์ ว่า ที่ดินพิพาท เป็นของ โจทก์ ไม่ใช่ ที่ดิน สาธารณะ จึง ชอบแล้ว อุทธรณ์ ของ โจทก์ ฟังไม่ขึ้น "

17พิพากษายืน

(อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ - สุทธิ นิชโรจน์ - สมพล สัตยาอภิธาน)