ย่อ / หลักกฎหมาย
1การแก้ไขคำฟ้องในคดีผู้บริโภค ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า "หากศาลเห็นว่าคำฟ้องนั้นไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้" การที่
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลย กรมธรรม์ประกันภัยเริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2552 ถึงวันที่ 24 เมษายน 2553 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 มีคนร้ายวางเพลิงเผาทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัย ก่อนยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องจากคำว่าวันที่ 24 เมษายน 2553 โดยขอเพิ่มเติมข้อความว่า "และโจทก์ยังได้ต่ออายุสัญญากรมธรรม์ประกันภัยกับจำเลยโดยเริ่มคุ้มครองวันที่ 24 เมษายน 2553 ครบระยะเวลา 1 ปี ในวันที่ 24 เมษายน 2554 ซึ่งขณะเกิดเหตุคดีนี้ยังอยู่ในอายุสัญญากรมธรรม์ประกันภัย จำเลยจึงต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย" ดังนี้ เมื่อคดีนี้โจทก์เป็นผู้บริโภคและได้ดำเนินคดีนี้มาอย่างคดีผู้บริโภค ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ศาลตรวจคำฟ้องของผู้บริโภคด้วยว่า" หากเห็นว่าคำฟ้องนั้นไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้" และตามคำฟ้องที่โจทก์ฟ้องมานั้นยังขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลก็อาจมีคำสั่งให้โจทก์นั้นแก้ไขคำฟ้องให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้ แม้ในคดีนี้โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเข้ามาเองก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะแก้ไขคำฟ้องในคดีผู้บริโภคที่ขาดสาระสำคัญนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนยิ่งขึ้น และเป็นการขอแก้ไขก่อนจำเลยยื่นคำให้การ ภายในกำหนดระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 จำเลยไม่ได้เสียเปรียบแต่อย่างใด อีกทั้งปัญหาดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นได้อยู่แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโดยเห็นว่าเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์แล้วจะมาแก้ไขให้สมบูรณ์นั้นไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 จึงไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 20 วรรคสองดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ตามคำร้องที่ขอเพิ่มเติมฟ้อง
2โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง "พิเคราะห์แล้วอนุญาต สำเนาให้อีกฝ่าย" ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย และคัดค้านกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบว่า ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง "ให้เพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งใหม่เป็นไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง"
3จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
4โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
5โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภค ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า "หากศาลเห็นว่าคำฟ้องนั้นไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้" ซึ่งโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้บริโภคและได้ดำเนินคดีนี้มาอย่างคดีผู้บริโภค โดยเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าว เป็นบทบัญญัติที่ให้ศาลมีอำนาจในการสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นได้ แม้กรณีดังกล่าวจะเป็นเรื่องที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องมาเองก็ตาม แต่ตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ก็ระบุขอเพิ่มเติมฟ้องในข้อ 2 ย่อหน้าที่ 5 จากข้อความว่า "เริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2552 สิ้นสุดวันที่ 24 เมษายน 2553" ขอเพิ่มเติมข้อความต่อไปว่า "และโจทก์ยังได้ต่ออายุสัญญากรมธรรม์ประกันภัยกับจำเลยโดยเริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2553 ครบระยะเวลา 1 ปี ในวันที่ 24 เมษายน 2554 ซึ่งขณะเกิดเหตุคดีนี้ยังอยู่ในอายุสัญญากรมธรรม์ประกันภัย จำเลยจึงมีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบในความคุ้มครองตามสัญญาดังกล่าวด้วย รายละเอียดเกี่ยวกับคู่ฉบับกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์จะขอนำเสนอในชั้นพิจารณาต่อไป" จึงเป็นเรื่องที่โจทก์มีความประสงค์จะทำให้คำฟ้องที่ขาดสาระสำคัญนั้นถูกต้องหรือชัดเจนขึ้น และเป็นการแก้ไขก่อนจำเลยยื่นคำให้การ ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ทั้งที่ปัญหาดังกล่าวก็เป็นเรื่องศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นได้อยู่แล้ว ดังนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องจึงไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
6พิพากษากลับ อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งพร้อมคำพิพากษาต่อไป
(ประมวญ รักศิลธรรม - ชาติชาย อัครวิบูลย์ - ถมรัตน์ เลิศไพรวัน)
แหล่งที่มาสำนักวิชาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุหมายเหตุ ในคดีแพ่ง เดิมก่อนมีการตราพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ที่มีผลใช้บังคับในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2551 หลักกฎหมายที่ศาลอาจอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ในคดีแพ่งมีบัญญัติไว้เพียง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 และ 180 ที่ต้องเป็นการแก้ไขข้อหา ข้ออ้างที่มีต่อจำเลยอันได้กล่าวไว้ในคำฟ้องเดิมที่เสนอต่อศาลแต่แรก (คำพิพากษาฎีกาที่ 2082/2543) และเป็นการแก้ไขข้อความในลักษณะสละข้อหาในคำฟ้องเดิมบางข้อ หรือลดจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในฟ้องเดิมที่บกพร่องเป็นการแก้ไขรายละเอียดที่มีอยู่แล้วในฟ้องเดิมเท่านั้น (คำพิพากษาฎีกาที่ 2079/2543, 7206/2544) และต้องยื่นในกำหนดเวลาและเงื่อนไขภายใต้มาตรา 180 ไม่สามารถขอแก้ไขที่เป็นการเพิ่มข้อหา หรือเหตุใหม่นอกเหนือจากคำฟ้องเดิม หรือข้อเท็จจริงที่เพิ่งเกิดขึ้น ภายหลังเสนอคำฟ้องเดิมได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 6936 - 6937/2543, 8128/2544 ฯลฯ) แต่ภายหลังจากที่กฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ได้มีการกำหนดหลักการเกณฑ์ในการเสนอคำฟ้อง ข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี คำขอบังคับในคำฟ้อง ตลอดจนอำนาจของศาลในการตรวจคำฟ้อง และอำนาจศาลในการมีคำสั่งให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องคดีแพ่งที่เป็นคดีผู้บริโภคไว้แยกออกจากหลักทั่วไป โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินเสียหาย โดยบรรยายฟ้องว่า กรมธรรม์มีผลคุ้มครองถึงวันที่ 24 เมษายน 2553 แต่เหตุวินาศภัยเกิดขึ้นวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 หลังที่กรมธรรม์สิ้นอายุแล้ว ต่อมาโจทก์จึงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องว่า โจทก์ได้ต่ออายุกรมธรรม์ดังกล่าวไปถึงวันที่ 24 เมษายน 2554 แล้ว ซึ่งปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองในคดีนี้ มีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าเป็นการขอแก้ไขข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ใหม่ต่างจากกรมธรรม์ในคำฟ้องเดิม คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ได้วางหลักข้อกฎหมายใหม่ ในเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องคดีแพ่งในคดีผู้บริโภค โดยวางหลักให้การแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องต้องนำมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ อันเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ มาใช้บังคับแก่คดีนี้ซึ่งเป็นคดีผู้บริโภค แทนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กล่าวคือ หากศาลเห็นเอง หรือโจทก์เสนอคำร้องขอแก้ไขเพิ่มคำฟ้องและศาลเห็นว่าเหตุแห่งการฟ้องคดีของโจทก์รวมทั้งคำขอบังคับไม่ชัดเจนพอที่จะทำให้เข้าใจ หรือเป็นคำฟ้องไม่ถูกต้อง ขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นได้ โดยมิพักต้องพิจารณาว่าข้อความที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมนั้นจะต้องเป็นข้อความหรือข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเดิมเท่านั้น โดยอาจมีการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ต่างจากคำฟ้องเดิมก็ได้ โดยให้นำมาตรา 20 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาใช้บังคับแก่คดีเป็นสำคัญ