D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2518/2515

ผล: ยกฎีกา อาญา

พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนังโจทก์ นางเพิ่ม บัวแก้วจำเลย

รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงแล้วว่า ทางพิพาทเป็นทางเดินซึ่งเจ้าของที่ดินอุทิศให้ทำถนนสาธารณะ เป็นทางสาธารณะ ฎีกามีใจความว่า ทางพิพาทเป็นภารจำยอมซึ่งคนในละแวกนั้นใช้เดินโดยเจ้าของที่ดินไม่ห้ามปรามเป็นทำนองว่าเจ้าของที่ดินไม่ได้อุทิศให้ไม่ใช่ทางสาธารณะนั้น เป็นการโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริง

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขุดทำลายทางสาธารณะ อันเป็นทรัพย์ที่ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์เป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย และจำเลยปักไม้ไว้ในทางสาธารณะ เป็นการกีดขวางทางสาธารณะจนเป็นอุปสรรคต่อความสะดวกในการจราจรโดยมิได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360, 385, 386

2จำเลยให้การว่า ได้ขุดทำลายและปักไม้จริง แต่กระทำลงในที่มีเจ้าของ เจ้าของสั่งให้ทำ ไม่ใช่ที่สาธารณะศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ทางพิพาทเดิมเป็นทางเดิมระหว่างที่ดินนางฉาบ กับนายทวีป นายแปรง ต่อมา 6 ปีมาแล้ว นางฉายนายทวีปนายแปรงได้อุทิศที่ดินมอบให้ทำถนนสาธารณะ ขยายเข้ามาในเขตที่ดินของตน เป็นทางกว้างประมาณ 2 วา ยาวเท่าเดิม ราษฎร 10 กว่าครอบครัวใช้เดินในทางนี้ ทางพิพาทจึงเป็นทางสาธารณะ จำเลยขุดทำลายและปักไม้ลงไปทั้งที่รู้ว่าเป็นทางสาธารณะ พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360, 385, 386 ให้ลงโทษตามมาตรา 360 ซึ่งเป็นบทที่หนักที่สุด จำคุก 1 ปี ปรับ 3,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงเหลือจำคุก 8 เดือน ปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกรอไว้มีกำหนด 2 ปี

3จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์คงฟังว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ แต่เห็นว่าควรลงโทษน้อยลง

4พิพากษาแก้ให้จำคุก 3 เดือน และปรับ 1,500 บาท ลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 1,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

5จำเลยฎีกาว่า ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม ไม่ใช่ทางสาธารณะศาลฎีกาตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า ถ้า

6คดีมีปัญหาแต่เฉพาะข้อกฎหมายในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ได้ฟังข้อเท็จจริงแล้วว่า ทางพิพาทเป็นทางเดินซึ่งเจ้าของที่ดินอุทิศให้ทำถนนสาธารณะ เป็นทางสาธารณะ ที่

7จำเลยฎีกามีใจความว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม ซึ่งคนในละแวกนั้นใช้เดินโดยเจ้าของที่ดินไม่ห้ามปราม เป็นทำนองว่าเจ้าของที่ดินไม่ได้อุทิศให้ไม่ใช่ทางสาธารณะนั้น เป็นการโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยพิพากษายกฎีกาจำเลย

(กฤษณ์ โสภิตกุล - อุดม เพชรคุปต์ - พิชัย รชตะนันทน์)