D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2569

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 221/2569

ศาลจังหวัดสีคิ้ว ศาลผู้ส่งความเห็น ศาลปกครองนครราชสีมา ศาลผู้รับความเห็น นาง จ. โจทก์ นาย บ. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย

รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันเป็นจำเลยที่ 1 และกรมที่ดิน เป็นจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) พิพาทตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงพญาเย็น แต่ปกปิดข้อเท็จจริงเพื่อหลอกลวงให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินและที่ดินดังกล่าวสามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์ได้ ทำให้โจทก์หลงเชื่อแสดงเจตนาทำสัญญาจะซื้อจะขายและวางมัดจำกับจำเลยที่ 1 เพราะถูกกลฉ้อฉล นิติกรรมจึงตกเป็นโมฆียะ โจทก์ได้บอกล้างโมฆียะกรรมและขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่โจทก์วางมัดจำไว้ แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย และจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) พิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและออกโดยมิชอบ แต่ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดโดยไม่เรียกคืน น.ส. 3 ก. ดังกล่าวมาเพื่อเพิกถอนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ใช้ น.ส. 3 ก. ดังกล่าวมาอ้างเพื่อหลอกลวงโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินคืนโจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทมิได้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และ น.ส. 3 ก. ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 มิได้ผิดสัญญา แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 ให้การว่า สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิใช่การดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 จะต้องแจ้งให้คู่กรณีทราบถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนการผิดสัญญาเป็นกรณีที่คู่สัญญาต้องรับผิดชอบหาใช่เป็นกรณีละเลยหรือประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ไม่ น.ส. 3 ก. พิพาทออกโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีเหตุให้ต้องเพิกถอน น.ส. 3 ก. จำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ระหว่างพิจารณา ศาลจังหวัดสีคิ้วเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลจังหวัดสีคิ้วเห็นว่า แม้คำฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน แต่การวินิจฉัยว่าสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆียะหรือไม่จะต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า การออก น.ส. 3 ก. เลขที่ 1599 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

2โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานที่ดินในสังกัดจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่และละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า คำฟ้องในส่วนที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามคำฟ้อง หรือไม่ เพียงใด ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงเป็นข้อพิพาทในทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำฟ้องในส่วนที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนฟ้องกล่าวหาว่า เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาสีคิ้ว ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ข้อพิพาทในข้อหานี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า

3คดี มี ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน โดยอ้างว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ในการทำสัญญาด้วยการปกปิดข้อเท็จจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งเกี่ยวกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) พิพาทที่ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงพญาเย็น ทำให้โจทก์หลงเชื่อแสดงเจตนาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและวางเงินมัดจำกับจำเลยที่ 1 นิติกรรมจึงตกเป็นโมฆียะ โจทก์บอกล้างโมฆียกรรม และขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่โจทก์วางมัดจำไว้ แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินมัดจำคืนพร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นกรณีเอกชนฟ้องเอกชนด้วยกัน เรียกค่าเสียหายอันสืบเนื่องจากการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพราะถูกกลฉ้อฉล คดีจึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆียะหรือไม่ และจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเสียหายซึ่งเป็นเงินมัดจำที่โจทก์ได้วางไว้ตามสัญญาจะซื้อจะขายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามคำฟ้องหรือไม่ เพียงใด ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงเป็นข้อพิพาทในทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ไม่มี - ไม่มี - ไม่มี)

- -